
ความเสี่ยงการคลัง (3): หนี้ใน-หนี้นอก บานไม่หยุด! ธ.ก.ส. แบกหนี้อ่วม-รอรัฐบาลจัดสรรงบชดเชยกว่า 8 แสนล้าน แนะปรับโครงสร้างภาษี-ขึ้น VAT 10% ตามแผนการคลังฯ รับมือวิกฤติหนี้ท่วม
เวลาที่เราพูดถึงเรื่องการคลัง งบประมาณ หรือหนี้สาธารณะ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของตัวเลขในกระดาษ หรือ เป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ใส่สูทคุยกันในห้องแอร์
แต่ถ้าถอยออกมามองด้วยสายตาธรรมดาๆ… ประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับ “บ้านหลังใหญ่” หลังหนึ่ง ที่มีรัฐบาลเป็น “หัวหน้าครอบครัว” ทำหน้าที่หาเงินเข้าบ้านมาดูแลสมาชิกทุกคน ถ้ากระเป๋าเงินของบ้านเริ่มตึง รายได้ลดน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ บ้านหลังนี้จะหมุนเงินต่อไปอย่างไร…ให้รอด
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จึงตรวจดูสถานะทางการคลังของรัฐบาลอีกครั้ง พบประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง เริ่มจากการย้อนกลับไปดูตัวเลขจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทย ในปีงบประมาณ 2536 ที่เคยหาเงินเข้าคลังได้มากถึง 17% ของ GDP จนมาถึงปีงบประมาณ 2568 ตัวเลขค่อยๆ ลดดลงมาเหลือแค่ 14.9% ของ GDP รายได้ของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลง แต่รายจ่ายกลับวิ่งสวนทาง
และที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าคือ เมื่อไปดูไส้ในของรายจ่าย ส่วนใหญ่เป็น “รายจ่ายประจำ” ที่ตัดทิ้งได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนและสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสวัสดิการของประชาชน ไปจนถึงหนี้เก่าที่ต้องกันเงินไว้จ่ายทั้งต้นและดอกทุกงวด
ส่วนรายได้ที่จะมาใช้ในการจัดทำ “งบลงทุน” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ หรือ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทบจะไม่มีเหลือ
เมื่อเงินไม่พอ ทางออกเดิมๆ ที่ถูกเลือกใช้มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาหลายทศวรรษก็คือ “การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล” หรือ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือ “กู้เงินมาใช้” นั่นเอง กู้ไปกู้มาต่อต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศ ตอนนี้วิ่งไปเข้าจ่อเพดานหนี้สาธารณะตามที่กฎหมายล็อกไว้ คือ ไม่เกิน 70% ของ GDP
ร้อนไปถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Credit Rating Agency) ต้องกวักมือเรียก พร้อมกับสะกิดเตือนเบาๆ ว่า “ความยั่งยืนทางการคลังของไทยระยะยาว เริ่มมีอาการน่าเป็นห่วง” แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะเริ่มคลี่คลายไปบ้าง หลังจากที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พบปะพูดคุยกับบริษัทเครดิตเรตติง แต่ก็ยังถูกจับตามองเป็นพิเศษว่า รัฐบาลไทยจะสามารถดำเนินการได้ตามแผนการคลังระยะปานกลางได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือไม่ อย่างไร
จากข้อมูลประมาณการหนี้สาธารณะของประเทศไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปีงบประมาณ 2569-2573) ในบทวิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) โดยทีมงานนักวิเคราะห์ได้ใช้กรอบพลวัตหนี้สาธารณะ (Debt Dynamic Tool : DDT) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ “IMF” ใช้วิเคราะห์แนวโน้ม และประเมินความยั่งยืนของหนี้สาธารณะภายใต้แบบจำลอง 7 สถานการณ์พื้นฐาน และความเสี่ยงต่างๆ เช่น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth), อัตราดอกเบี้ย, ยอดการขาดดุลงงประมาณ, อัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ ที่มีผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เปลี่ยนแปลง นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกรณีฐาน (Baseline Scenario) รวมทั้งการจัดทำบททดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Tests & Alternative Scenarios) และประเมินความน่าจะเป็น (Fan Charts) เอาไว้อย่างน่าสนใจ

ผลลัพธ์จากการคำนวณใน“กรณีฐาน” (Baseline Scenario) หรือ คิดในแง่ปกติธรรมดาที่สุด พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยมีแนวโน้มที่จะทะลุเพดานตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด (ไม่เกิน 70% ของ GDP) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571 โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 70.20% และจะไปแตะจุดสูงสุดที่ 70.37% ในปีงบประมาณ 2572 ซึ่งสูงกว่าประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุด (ปีงบประมาณ 2570-2573) ที่คาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2571 อยู่ที่ 69.78% และในปีงบประมาณ 2572 คาดว่าจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 69.52%
เป็นตัวเลขนี้สูงกว่าที่กระทรวงการคลังเคยประเมินไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุด สาเหตุสำคัญมาจาก 2 ส่วน คือ 1. การขาดดุลงบประมาณเบื้องต้นที่ยังสะสมต่อเนื่อง และ 2. การออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แทรกเข้ามาระหว่างทาง โดยไม่ได้ตั้งไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางตั้งแต่แรก คาดว่าจะส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2570 เพิ่มขึ้นมาอีก 1.36%

ลำพังแค่กรณีฐาน หรือ “Baseline” ก็ปวดหัวแล้ว… แต่ถ้าเปิดดูตัวเลขหนี้ที่ซ่อนอยู่อีกก้อนหนึ่ง ภาพที่เห็นจะยิ่งทำให้เราต้องถอนหายใจยาวกว่าเดิม
นั่นคือ “หนี้มาตรา 28” ดูเหมือนศัพท์กฎหมายเครียด ๆ แต่วิธีคิดมีหลักการเข้าใจง่ายมาก คือ การที่รัฐบาลอยากทำโครงการช่วยเหลือประชาชน เช่น พยุงราคาสินค้าเกษตร หรือแจกเงินสวัสดิการประชานิยมทั้งหลาย แต่เงินในคลังไม่พอ… รัฐบาลก็เลยไปบอกให้หน่วยงานของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย (บสย.), ธนาคารออมสิน หรือ ธอส. ฯลฯ สำรองจ่ายเงินไปก่อนนะ จากนั้นรัฐบาลจะตั้งงบประมาณมาชดใช้คืนให้ในภายหลัง
แต่เพื่อไม่ให้รัฐบาลก่อหนี้เกินตัว ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ จึงมีการกำหนดเพดานการก่อหนี้ประเภทนี้เอาไว้ ต้องมียอดหนี้คงค้างรวมกันได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งตัวเลข ณ ไตรมาส 3/2568 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของงบประมาณรายจ่ายในปี 2568 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบเพดานตามที่กฎหมายกำหนด
แม้กฎหมายจะยังไม่นับรวมหนี้มาตรา 28 ก้อนนี้ เป็นหนี้สาธารณะตรงๆ แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลหลีกเลี่ยงจะจ่ายเงินคืนหน่วยงานของรัฐไม่ได้ สรุปว่ามันก็คือภาระหนี้ของรัฐบาลในอนาคต นั่นเอง
หากถ้านำภาระหนี้กึ่งการคลัง หรือ “หนี้ตามมาตรา 28” นำเข้ามารวมคำนวณกับยอดหนี้สาธารณะประเมินด้วย โดยพฤตินัยแล้วหนี้สาธารณะของไทยได้ทะลุเพดาน 70% ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 และจะไปแตะจุดสูงสุดที่ 76.96% ในปีงบประมาณ 2572
และจากภาพที่นำมาแสดง ถ้านำกรณีฐานที่ไม่นับรวมหนี้ตามมาตรา 28 มาเปรียบเทียบกับกรณีที่รวมหนี้มาตรา 28 จะเห็นส่วนต่างดังกล่าวนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณการในปีงบประมาณ 2569 มีส่วนต่างอยู่ที่ 5.48% ของ GDP, ปีงบประมาณ 2570 เพิ่มขึ้นเป็น 5.71% ของ GDP, ปีงบประมาณ 2571 เพิ่มเป็น 6.08%, ปีงบประมาณ 2572 เพิ่มเป็น 6.32% และปีงบประมาณ 2573 เพิ่มขึ้นเป็น 6.53% ของ GDP ซึ่งส่วนต่างดังกล่าวนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึง การพึ่งพาการใช้จ่ายนอกงบประมาณผ่านช่องทางนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และถ้าไปดูในรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2568 และมุมมองระยะปานกลาง ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ สศค. ล่าสุด จะเห็นไส้ในของหนี้มาตรา 28 ก้อนนี้ โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ภาระผูกพันรวมตามมาตรา 28 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา โดยหนี้มาตรา 28 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จาก 933,574 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2563 เพิ่มเป็น 1,133,751 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 หรือเพิ่มขึ้น 200,177 ล้านบาท และถ้าไปดูไส้ในของหนี้ตามมาตรา 28 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ 3 ประเด็น ดังนี้
- ภาระหนี้ที่รอการชดเชยจากรัฐบาล (สีน้ำเงินตรงกลาง) เป็นส่วนที่เติบโตมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นจาก 390,959 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2563 เป็น 715,315 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 หรือ เพิ่มขึ้น 324,356 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลสั่งให้หน่วยงานรัฐสำรองจ่ายเงินไปเรื่อยๆ แต่ตั้งงบประมาณมาใช้หนี้คืนไม่ทัน กลายเป็นภาระผูกพันที่รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณมาใช้คืนหน่วยงานของรัฐในปีต่อๆ ไป
- ภาระผูกพันที่นับรวมมาอยู่ในหนี้สาธารณะแล้ว (สีฟ้าอ่อน) มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 255,464 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3/2563 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 27.4% ของยอดหนี้มาตรา 28 คงค้างทั้งหมด ปรับตัวลดลงเหลือ 131,748 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3/2568 ซึ่งมีสัดส่วน 11.6% ของยอดหนี้มาตรา 28 คงค้างทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า การตั้งงบประมาณมาชดใช้หนี้ก้อนนี้ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่หนี้มาตรา 28 เฉพาะในส่วนที่ถูกนับรวมเป็นหนี้สาธารณะแล้ว มากกว่าที่จะตั้งงบไปตัดหนี้ที่รอการชดเชยจากรัฐบาล
- ประมาณการภาระหนี้มาตรา 28 ที่ยังไม่มีการรับรู้ (สีเทา) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 200,000-290,000 ล้านบาท ตลอดช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดหนี้มาตรา 28 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีการอนุมัติโครงการใหม่ๆ ภายใต้มาตรา 28 รวมเป็นวงเงินสูงถึง 1,178,552 ล้านบาท โดยยอดอนุมัติโครงการใหม่ภายใต้มาตรา 28 ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 84.4% ในช่วงปีงบประมาณ 2561-2565 เฉพาะในปีงบประมาณ 2565 เป็นปีที่มีการอนุมัติโครงการใหม่ตามมาตรา 28 มากที่สุด 210,040 ล้านบาท ก่อนที่จะปรับตัวลดลง และเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงปี 2566-2568 โดยเงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ดำเนินการตามมาตรการ/นโยบายของรัฐ 3 ด้าน ดังนี้
- มาตรการทางด้านเกษตร (สีเทา) : เป็นกลุ่มที่ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 75.4% ของยอดหนี้ทั้งหมด หรือ คิดเป็นวงเงินรวม 889,058 ล้านบาท สะท้อนว่า หนี้ตามมาตรา 28 เป็นเครื่องมือหลักที่รัฐบาลในอดีตใช้ในการพยุงราคาสินค้าเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่มาของ “หนี้รอการชดเชยที่รัฐบาลติดค้าง ธ.ก.ส.”
- มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (สีเขียว) : แม้จะมีสัดส่วนแค่ 13.9% คิดเป็นวงเงินรวมแค่ 162,942 ล้านบาท แต่เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 710.8% (เปรียบเทียบปี 2568 กับ 2561) แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในระยะหลังๆ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของสวัสดิการ และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
- มาตรการช่วยเหลือ SMEs (สีส้ม): มีสัดส่วนน้อยที่สุดที่ 10.7% คิดเป็นวงเงิน 126,552 ล้านบาท

ขณะที่การจัดสรรงบประมาณมาชดเชย หรือ ใช้หนี้คืนให้หน่วยงานของรัฐที่ถูกสั่งให้สำรองจ่ายเงินไปก่อน กลับมีแนวโน้มลดลงทุกปี จากปี 2566 หน่วยงานของรัฐเคยได้รับการจัดสรรงบใช้หนี้มาตรา 28 ประมาณ 115,764 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.63% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดในปี 2566 ลดลงเหลือ 58,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 1.54% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดในปี 2568 ตรงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หนี้มาตรา 28 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
จากข้อมูลของ สศค. พบว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 รัฐบาลมีภาระผูกพันที่จะต้องตั้งงบประมาณไปชดเชยให้กับหน่วยงานของรัฐสะสมสูงถึง 1,131,751 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีหนี้มาตรา 28 ที่ถูกนับรวมเข้ามาอยู่ในหนี้สาธารณะแล้ว 131,748 ล้านบาท โดยหน่วยงานของรัฐที่แบกรับภาระหนี้มาตรา 28 ก้อนใหญ่ที่สุด คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีหนี้ที่รอรัฐบาลตั้งงบประมาณมาชดเชยมากถึง 832,171 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมหนี้มาตรา 28 อีกก้อน 131,748 ล้านบาท ที่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะแล้ว ซึ่งในทุกๆ ปีรัฐบาลจะให้น้ำหนักในการตั้งงบมาตัดหนี้ก่อนหลังนี้ เพื่อลดตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศเป็นสำคัญ ลำดับถัดมาก็จะเป็น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย (บสย.) รองบชดเชยจากรัฐบาล 65,482 ล้านบาท, ธนาคารออมสิน 51,431 ล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ 35,840 ล้านบาท ตามลำดับ
ดังนั้น เพื่อให้การอนุมัติโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยังช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้ดังกล่าวนี้ได้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงนำแนวทางกำกับดูแลการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 เสนอให้ที่ประชุม ครม.ผ่านความเห็นชอบ โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้
- ต้องไม่ใช่โครงการที่เป็นการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร
- ต้องเป็นการดำเนินการที่ไม่สามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณตามปกติได้ หรือไม่สามารถขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นได้ และ
- ต้องผ่านการพิจารณาจากกระทรวงการคลัง และได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีก่อนนำเสนอที่ประชุม ครม. พิจารณาอนุมัติ

แต่อย่างไรตาม ทีมงานนักวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา ยังได้จัดทำบททดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Tests & Alternative Scenarios) เพื่อตรวจวัดความเสี่ยง และเสถียรภาพหนี้สาธารณะของไทยภายใต้ 7 สถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย, สถานการณ์ดุลการคลังเบื้องต้นอ่อนแอ, สถานการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น, สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่า, สถานการณ์ตามค่าเฉลี่ยในอดีต และสถานการณ์ดุลการคลังเบื้องต้นคงที่
ปรากฏคำตอบที่ได้น่าตกใจ! หนี้สาธารณะของไทยมีโอกาสทะลุเพดาน 70% ทุกกรณี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571 เป็นต้นไป โดยเฉพาะกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเท่ากับวิกฤติในอดีต หนี้สาธารณะของประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนไปแตะที่ระดับ 78.71% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2573
หรือแม้แต่กรณีฐาน (Baseline) ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุด สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 66.55% ในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 70.02% ในปีงบประมาณ 2573 แตะขอบเพดานของกฎหมายพอดี ความหมายคือ “พื้นที่ในการดำเนินนโยบายการคลัง หรือ Fiscal Space” ภายใต้กฎหมายในปัจจุบัน แทบจะไม่มีพื้นที่เหลือเลย หากวันข้างหน้ามีพายุเศรษฐกิจลูกใหม่โหมกระหน่ำเข้ามา รัฐบาลจะไม่มีช่องว่างตามกฎหมายเหลือพอที่จะกู้เงินมาเยียวยาประชาชนได้เลย

และเมื่อสำนักงบประมาณของรัฐสภาได้ประเมินความสี่ยงทางการคลัง ผ่านแบบจำลองความน่าจะเป็นของ “Monte Carlo Simulatio” โดยกำหนดให้แนวนอนของกราฟเป็นดุลการคลังเบื้อต้นต่อ GDP ณ ปีงบประมาณ 2573 (Primary Balance) และแนวตั้งของกราฟ เป็นการเปลี่ยนแปลงสะสมของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ระหว่างปีงบประมาณ 2569-2573 แต่ละจุดของกราฟแทนผลลัพธ์จากการจำลองหนึ่งรอบ
ผลการวิเคราะห์พบโอกาสที่ประเทศไทยจะ “บรรลุเป้าหมายทางการคลัง” กล่าวคือ ดุลการคลังเป็นบวก และหนี้สาธารณะลดลงมีโอกาสความเป็นไปได้เพียงแค่ 11.30% เท่านั้น แต่โอกาสที่เราจะเจอสถานการณ์เลวร้าย หรือ “แย่ลงทั้งคู่” ทั้งขาดดุลประมาณเพิ่มขึ้น และหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นนั้น มีโอกาสสูงถึง 40.30% แต่อย่างอย่างไร การที่ดุลการคลังจะกลับมาเป็นบวก หรือ “เกินดุล” แต่หนี้สาธารณะยังคงเพิ่มขึ้น ก็มีความเป็นไปได้สูงถึง 36.20% เช่นกัน หากเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเพียงพอที่จะทำให้ดุลการคลังกลับมาเป็นบวกได้ ส่วนกรณีที่จะเพิ่มปริมาณการขาดดุลเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว เพื่อทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงโดยอัตโนมัตินั้น (ตัวหารเพิ่มขึ้น) มีโอกาสความเป็นไปได้แค่ 12.20% เท่านั้น
เมื่อเรือกำลังโคลงเคลง กระเป๋าตังค์เริ่มฉีก และการกู้เงินเริ่มชนเพดาน… ทางออกเดียวของบ้านหลังนี้คงไม่ใช่การกู้เงินเพิ่ม แต่คือการ “หาเงินเข้าบ้านให้มากขึ้น”
หลังจากรัฐบาลออกพันธบัตร หรือตราสารหนี้กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สิ้นสุดลงในช่วงปลายปีงบประมาณ 2570 สิ่งที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ก็คือการกลืน “ยาขม” เม็ดใหญ่ที่เรียกว่า “การปฏิรูปโครงสร้างภาษี” ตามที่กำหนดไว้แผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งระบุไทมไลน์ไว้ชัดเจน โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 8.5% ของมูลค่า ในปีงบประมาณ 2571 และจาก 8.5% เป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 คาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 230,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
แน่นอนในทางการเมือง คำว่า “ขึ้นภาษี” เป็นคำต้องห้ามที่ไม่มีรัฐบาลยุคไหนอยากพูด มันกระทบกับความรู้สึกและเงินในกระเป๋าของประชาชนทุกคน แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อตัวเลขทางการเงินเดินมาถึงจุดที่รายจ่ายโตไม่หยุด และหนี้สินจ่อทะลุเพดาน คงไม่มีปาฏิหาริย์ หรือ เวทมนตร์ใดๆ มาช่วยได้ นอกจากการยอมรับความจริง.… ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลนับจากนี้ไป จึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขในกระดาษ แต่คือ “ศิลปะในการสื่อสาร” กล้าเดินออกมาพูดความจริง อธิบายเหตุผล และความจำเป็นว่าทำแล้วประเทศชาติ ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร…



