เปิดกระเป๋ารัฐบาล (ใหม่) กับนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ทำได้จริง?

เจาะการจัดเก็บรายได้รัฐ ‘ถดถอย’ รายจ่ายประจำพุ่งไม่หยุด ปี’70 กู้ขาดดุลโปะงบลงทุน 7.88 แสนล้าน – รายจ่ายที่ยากแก่การตัดทอนทะลุ 3 ล้านล้าน – ค้างจ่ายหนี้ประชานิยมแบงก์รัฐกว่า 1.13 ล้านล้าน –  ติดหนี้เงินสมทบ สปส. 5 หมื่นล้าน – ค้างจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้ อปท.อีก 3 หมื่นล้าน ฝากถึงพรรคการเมืองชูนโยบายประชานิยมหาเสียงใช้แหล่งเงินจากไหน-เท่าไหร่-อย่างไร ทำได้จริงหรือไม่ แจ้ง กกต.ให้ชัดภายใน 19 ม.ค.นี้   

เหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน จะถึงวันเลือกตั้ง ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้พรรคการเมืองจัดทำนโยบายหาเสียง โดยจะต้องระบุ แหล่งที่มาของเงิน และวงเงินที่ต้องใช้ในการดำเนินนโยบาย ความคุ้มค่า ประโยชน์ที่จะได้รับ ผลกระทบ และความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบาย ส่งให้ กกต.ก่อนวันเลือกตั้ง (8 ก.พ.2569) ไม่น้อยกว่า 20 วัน เข้าใจว่าทุกพรรคการเมืองต้องส่งนโยบายหาเสียงให้ กกต.พิจารณาภายในวันที่ 19 มกราคม 2568 เพื่อที่ กกต.จะนำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนรับทราบเป็นการทั่วไป

ขณะนี้มีพรรคเล็ก พรรคใหญ่ หลายพรรคการเมืองเริ่มทยอยติดตั้งป้ายหาเสียงท้องถนน ชูนโยบายเศรษฐกิจ มุ่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนมีทั้งแจกเงินหลักพันยันเงินหมื่น พักหนี้ ยกหนี้ ประกันรายได้ รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย  ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะใช้เงินจากที่ไหนมาใช้ในการดำเนินนโยบาย ระหว่างที่รอพรรคการเมืองจัดทำนโยบายหาเสียงรายงานต่อ กกต. ในโอกาสนี้จึงขออนุญาตใช้แผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ฉบับล่าสุด ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 มาฉายภาพรวมฐานะการคลังของประเทศกันอีกครั้ง

จากความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้สถานการณ์ภาคการคลังของไทยส่งสัญญาณเตือนหลายด้าน อาทิ สัดส่วนรายได้ของรัฐบาลต่อ GDP ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2536 มีสัดส่วนอยู่ที่ 17%  ปี 2568 ลดลงเหลือ 14.9% ขณะที่รายจ่ายประจำของรัฐบาล เช่น เงินเดือนและค่าตอบแทนข้าราชการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าสาธารณูปโภค เงินอุดหนุน เป็นต้น เมื่อนำมาเทียบกับวงเงินงบประมาณประจำปีมีสัดส่วนประมาณ 70-80% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนงบลงทุนเทียบกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีแนวโน้มลดลง เหลืองบลงทุนที่จะนำไปใช้พัฒนาประเทศประมาณ 20%

งบประจำพุ่ง ปี’70 ตั้งวงเงินกู้ชดเชยขาดดุล โปะงบลงทุน 7.88 ล้าน

ยกตัวอย่าง โครงสร้างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 3,752,700 ล้านบาท แบ่งเป็นงบระจำ 2,680,436.6 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 71.4 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ และยังต้องจัดสรรงบประมาณมาชำระต้นเงินกู้ 150,100 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4% เหลืองบลงทุน 932,362.1 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.8% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ขณะที่การจัดเก็บรายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 2,887,000 ล้านบาท ในปีนี้รัฐบาลตั้งวงเงินกู้เพื่อนำมาชดเชยการขาดดุล (รายจ่ายมากกว่ารายได้) ประมาณ 865,700 ล้านบาท ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 60,700 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 7.5% โดยยอดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลส่วนที่เพิ่มขึ้นมานี้นำไปใช้เป็นงบลงทุน

ปีงบประมาณ 2569 ตั้งวงเงินรายจ่าย 3,780,600 ล้านบาท ประกอบด้วยงบประจำ 2,654,642.2 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 70.2% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ตั้งวงเงินไปชดใช้หนี้เงินคงคลังที่ไปเบิกมาใช้ในปีก่อน 123,541.1 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.3% และตั้งวงเงินชำระหนี้ต้นเงินกู้ 151,200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4% เหลืองบลงทุนที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ 861,736.3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22.8% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ และน้อยกว่าปีที่แล้ว 70,625.8 ล้านบาท ส่วนประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 2,920,600 ล้านบาท ปีนี้รัฐบาลตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 860,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับวงเงินงบลงทุนที่ตั้งไว้ 861,736 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2570 ตั้งวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วยงบประจำ 2,777,443 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 73.3% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้  ตั้งงบใช้หนี้เงินคงคลัง 71,037 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.9% และตั้งงบชำระหนี้ต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท เหลือวงเงินงบลงทุน 788,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20.8% นอยกว่าปีก่อน 73,736.3 ล้านบาท ส่วนประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาล คาดว่าจะอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท ปีนี้รัฐบาลตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท น้อยกว่าปีก่อน 72,000 ล้านบาท จึงมีข้อสังเกตว่า การจัดทำงบขาดดุลปีนี้มีตัวเลขเท่ากับวงเงินงบลงทุนพอดี

สำนักงบฯเผยปี’70 รายจ่ายที่ยากแก่การตัดทอนทะลุ 3 ล้านล้าน

ถ้าไปดูไส้ในของงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี จะมีรายจ่ายที่จำเป็นต้องได้รับการจัดสรรประมาณ ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่ยากแก่การตัดทอน ประกอบด้วย

  • ค่าใช้จ่ายตามสิทธิ (Entitlement) เป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิที่ต้องจัดสรรให้ตามอำนาจตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี เช่น การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้างประจำ เงินอุดหนุนสวัสดิการต่าง ๆ ที่รัฐจัดสรรให้กลุ่มเปราะบาง หรือ สิทธิประโยชน์ที่กำหนดโดยกฎหมาย เป็นต้น
  • ค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน (Obligation) เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปตามสัญญา/ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น ค่าก่อสร้างที่มีการลงนามในสัญญาแล้ว หรือ โครงการต่อเนื่องที่ต้องจ่ายในปีงบประมาณนั้นเพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินงานได้ต่อเนื่องตามแผน ค่าเช่าทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายเพื่อชาระหนี้ภาครัฐ (เงินต้นและดอกเบี้ย) และทุนการศึกษา
  • ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน (Baseline) เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการบริหารจัดการประจำของหน่วยงานภาครัฐ เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่าย (Maintenance Agreement: MA) เพื่อให้หน่วยงานสามารถปฏิบัติภารกิจหลักได้ตามปกติและต่อเนื่อง รวมถึงเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ

ยกตัวอย่าง งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท มีรายจ่ายจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบฯ 2,882,235.86 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76.24% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายตามสิทธิ 1,528,598.89 ล้านบาท , ค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน 769,049.56 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 584,587.40 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท มีรายจ่ายจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบฯ 3,110,022.14 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 82.10 % ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายตามสิทธิ 1,712,691.90 ล้านบาท , ค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน 770,860.84 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 626,469.39 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายปี 2571 วงเงิน 3,826,000 ล้านบาท มีรายจ่ายจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบฯ 3,151,858.26 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 82.38 % ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายตามสิทธิ 1,748,597.49 ล้านบาท , ค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน 765,971.38 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 637,289.39 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายปี 2572 วงเงิน 3,864,000 ล้านบาท มีรายจ่ายจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบฯ 3,156,293.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 81.68 % ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายตามสิทธิ 1,729,627.19 ล้านบาท , ค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน 774,271.18 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 652,394.89 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายปี 2573 วงเงิน 3,903,000 ล้านบาท มีรายจ่ายจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบฯ 3,225,059.21 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 82.63 % ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายตามสิทธิ 1,774,647.04 ล้านบาท , ค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน 782,882.06 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 667,530.12 ล้านบาท

จากข้อมูลของสำนักงบประมาณที่นำเสนอ จะเห็นว่า รายจ่ายที่จำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบฯ ส่วนใหญ่จะเป็นงบประจำ  และงบผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากปีงบประมาณ 2569 มีสัดส่วนอยู่ที่ 76.24% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ปีงบประมาณ  2573 คาดว่าจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 82.63% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี2573 และจากการที่ภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในส่วนนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้งบลงทุนมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อย ๆ หากไปเพิ่มวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุล เพื่อมาใช้เป็นงบลงทุน ก็จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะ/GDP ตามกฎหมายวินัยการคลังกำหนดกรอบไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP

ดังนั้น แนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว ก็คือการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะกับภาครัฐผ่าน พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ส่วนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีฐานะการเงินที่มั่นคง ก็จะต้องสนับสนุนให้ไประดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF)

จากการที่รัฐบาลทุกสมัยดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลภาระหนี้สินเพิ่มมาขึ้น โดยการเฉพาะในช่วงที่โควิดแพร่ระบาด รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินมาใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นจนเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน 70% หากมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปมากกว่านี้ ก็จะส่งผลทำให้รัฐบาลมีภาระที่จะต้องตั้งงบประมาณมาชดใช้หนี้เพิ่มสูงขึ้นตามมาด้วย

ปี’70 หนี้/GDP พุ่งสูงสุด 69.78% ปี’73 งบใช้หนี้บาน 16.22%

ข้อมูลของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้าง 12,226,290 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 64.83% ของ GDP โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลตั้งงบประมาณมาชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันประมาณ 10.9%

ปีงบประมาณ 2569 คาดว่าหนี้สาธารณะจะมียอดคงค้างอยู่ที่ 13,099,250 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 68.17% ของ GDP ปีนี้คาดว่ารัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณมาชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 11.16%

ปีงบประมาณ 2570 หนี้สาธารณะคาดว่าจะมียอดคงค้างอยู่ที่ 13,794,810 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 69.36% ของ GDP ปีนี้คาดว่ารัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณมาชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 13.55%

ปีงบประมาณ 2571 หนี้สาธารณะจะมียอดคงค้างอยู่ที่ 14,419,390 ล้านบาท โดยในปีนี้สัดส่วนหนี้สาธารณะ/GDP จะปรับตัวสูงขึ้นไปสู่จุดสูงสุด (Peak) อยู่ที่  69.78% คาดว่าในปีนี้รัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณมาชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงถึง 14.47%

จากนั้นในปีงบประมาณ 2572 สัดส่วนหนี้สาธารณะ/GDP จะทยอยปรับตัวลดลง โดยคาดว่าหนี้สาธารณะในปีนี้จะมียอดคงค้างอยู่ที่ 14,954,436 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 69.52% ของ GDP แต่รัฐบาลมีภาระที่จะต้องตั้งงบประมาณมาชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 15.35% ปีงบประมาณ 2573 หนี้สาธารณะในปีนี้มียอดคงค้างอยู่ที่ 15,335,708 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 68.22% ของ GDP ส่วนงบประมาณสำหรับการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 16.22% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้

ปิดงบปี’68 สรรพสามิตเก็บภาษีหลุดเป้ามากสุด 72,160 ล้าน

ส่วนสถานการณ์การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) ปีนี้รัฐบาลมีรายได้สุทธิ 2,822,709 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 64,291 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าไป  2.2% แต่เก็บได้มากกว่าปีก่อน 0.9% สาเหตุสำคัญที่ทำให้กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้ในปีนี้ได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 2.8% ต่อปี โดยกรมที่จัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายมากที่สุด คือ กรมสรรพสามิต จัดเก็บภาษีได้ 537,540 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าไป 72,160 ล้านบาท หรือ ต่ำกว่าเป้าไป 11.8% เนื่องจากการบริโภครถยนต์ในกลุ่มรถกระบะมีปริมาณลดลง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์สันดาปไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีอัตราภาษีต่ำกว่า ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate: ETR) ลดลง นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคยาสูบ สุรา และเครื่องดื่มของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการปรับตัวของผู้ประกอบการ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้ภาษียาสูบ ภาษีสุรา และภาษีเครื่องดื่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ

ถัดมากรมศุลกากรเก็บภาษีนำเข้าได้ 119,144 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3,056 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าไป 2.5% เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าที่ประมาณการไว้ ประกอบกับอัตราภาษีที่แท้จริงลดลง (ETR) ตามการใช้สิทธิประโยชน์จากเขตปลอดอากรที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังโชคดีที่มีรายได้พิเศษจากการชำระอากรขาเข้าย้อนหลัง ตามคำพิพากษาเข้ามาช่วยอีก 4,628 ล้านบาท ทำให้การจัดเก็บภาษีของกรมศุลกากรไม่หลุดเป้าไปมากกว่านี้ ส่วนกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีได้ 2,335,300 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 37,200 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าไป 1.6% มีสาเหตุมาจากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามผลประกอบการของนิติบุคคลที่ขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณการเอาไว้ และการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ไปฝากกรมศุลกากรจัดเก็บ มีการใช้สิทธิประโยชน์จากเขตปลอดอากรมากขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริง ETR ลดลง

สำหรับหน่วยงานที่จัดเก็บรายได้นำส่งคลังมากที่สุดไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่เป็นส่วนราชการอื่นสามารถจัดเก็บรายได้นำส่งคลังได้ 208,662 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 46,162 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้า 28.4%  โดยมีรายได้พิเศษจากเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 43,542 ล้านบาท และรายได้จากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับประกอบกิจการโทรคมนาคม (ใบอนุญาตฯ) 17,481  ล้านบาท อย่างไรก็ดี รายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาน้ำมันดิบ และปริมาณขุดเจาะปิโตรเลียมต่ำกว่าที่ประมาณการเอาไว้ ส่วนกรมธนารักษ์จัดเก็บรายได้นำส่งคลัง 12,783 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1,783 ล้านบาท หรือ สูงกว่าเป้า 16.2% เนื่องจากมีรายได้พิเศษจากการชำระค่าเวนคืน เพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) และค่าธรรมเนียมการต่อสัญญาเช่าที่ราชพัสดุที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ

ทบทวนสิทธิประโยชน์ภาษีหนุนการลงทุน ปี’66 ทำรายได้หาย 2.69 แสนล้าน

จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าโดยเฉพาะมาตรการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ การเมืองในประเทศ และหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง และขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ทางสภาพัฒน์ ฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 น่าจะขยายตัวประมาณ 2% ต่อปี ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ทำให้สัดส่วนรายได้ของรัฐบาล/GDP มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง  จากที่เคยมีสัดส่วน 17% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2536 ลดลงเหลือ 14.9% ในปีงบประมาณ 2568 ทำให้กระทรวงการคลังต้องมีการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมไปถึงการปรับโครงสร้างภาษี และค่าลดหย่อนภาษีต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการจัดทำประมาณการฐานะการคลังระยะปานกลางในช่วงปี 5 ปีข้างหน้า (ปีงบประมาณ 2569 – 2573)

โดยกระทรวงการคลังได้รวบรวมข้อมูลการสูญเสียรายได้ทางภาษี (Tax Expenditure) จากการที่รัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ทางภาษี ประเภทสิทธิประโยชน์ หน่วยงานที่รับผิดชอบ และมูลค่าการสูญเสียรายได้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจกำหนดนโยบายย้อนหลัง 3 ปี พบว่า ในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลสูญเสียรายได้จากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามกฎหมายเฉพาะประมาณ 250,628 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2566 สูญเสียรายได้ 269,186 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2567 สูญเสียรายได้จากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 201,703 ล้านบาท  ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 ยังไม่นับรวมการสูญเสียรายได้ทางภาษี ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 และ พ.ร.บ.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560 ซึ่งอยู่ระหว่างการประมวลผลของ BOI

วางแผนการคลัง ตั้งเป้าลดขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP ในปี’72

จากประมาณการฐานะการคลังตามที่กล่าวในข้างต้นนี้ กระทรวงการคลังได้รวบรวม และนำมากำหนดเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายการคลัง หรือ แผนการคลังระยะปานกลางในปี 2569 – 2573 เสนอที่ประชุม ครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดเงื่อนไขการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีเอาไว้อย่างเข้มงวด อาทิ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้มีการกำหนดเพดานการตั้งงบกลาง รายการเงินสารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเอาไว้ไม่เกิน 3% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี  ,  กำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐไม่น้อยกว่า 4% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , กำหนดสัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันสูงสุดต้องไม่เกิน 5% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , คงเพดานหนี้สาธารณะ ตามกรอบของกฎหมายเดิมไม่เกิน 70% ของ GDP และตั้งเป้าปรับลดขนาดของการจัดทำงบประมาณ แบบขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP เพื่อส่งสัญญาณไปถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศว่าประเทศไทยรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ Stable Outlook เหมือนเดิม

ปี’69 เก็บภาษีเดินทางต่างประเทศเพิ่มรายได้ 2.8 หมื่นล้าน

นอกจากการกำหนดเงื่อนไขการจัดทำงบประมาณรายจ่ายอย่างเข้มงวดแล้ว ภายในสมมติฐานของแผนการคลังฉบับนี้ได้มีการกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนรายได้ของรัฐบาล/GDP ในปี 2571-2573 ต้องมีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 15.1 % ต่อปี ผ่านมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และการปรับโครงสร้างภาษีเอาไว้หลากหลายรูปแบบดังนี้

ในปีงบประมาณ 2569 คาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้สุทธิ 2,920,600 ล้านบาท ได้นับรวมผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ที่ปัจจุบันไม่ได้เก็บ หากนำมาใช้จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 28,000 ล้านบาท , การปรับโครงสร้างภาษีของสินค้า ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มรวมทั้งสิ้น 28,800 ล้านบาท และ การบริหารจัดการการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติม 10,000 ล้านบาท และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของทุกหน่วยงานรวม 23,600 ล้านบาท

ปี’70 ใช้ ‘Big Data – Data Lake’ ขยายฐานภาษี

ปีงบประมาณ 2570 ประมาณการรายได้สุทธิ 3,000,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนการ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ 64,530 ล้านบาท โดยนำระบบงานดิจิทัล และเครื่องมือ Big Data มาใช้ขยายฐานภาษี และการใช้ Data Lake เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บให้ครบถ้วน การตรวจสอบสินค้าอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะพิกัดอัตราศุลกากร ทั้งราคาและปริมาณไปรวมถึง Post Review/Post Audit)  และยังเตรียมมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของรัฐ ประกอบด้วย การปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจบางแห่งอีก 5% , เร่งรัดการนำส่งเงินปันผลให้สอดคล้องกับผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริง , ทบทวนการใช้ประโยชน์จากการถือครองทรัพย์สินและหลักทรัพย์ และดำเนินการแก้ไขปัญหารวมถึงทบทวนบทบาทของรัฐวิสาหกิจบางแห่งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินประเภทการใช้ที่ราชพัสดุให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงการเพิ่มรายได้และมูลค่าในการบริหารทรัพย์สินอื่น ๆ ของรัฐ เช่น ที่ราชพัสดุ เหรียญกษาปณ์ และการนำส่งสภาพคล่องส่วนเกินของกองทุนหมุนเวียน เป็นต้น

รื้อลดหย่อนภาษีหารายได้เพิ่ม 45,800 ล้าน

นอกจากนี้ยังเตรียมแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเอาไว้อีกหลายมาตรการ อาทิ มาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และพิจารณาความเหมาะสมของค่าลดหย่อนบางประเภท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของกรมสรรพากรที่จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม 45,800 ล้านบาท , การจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักรที่จะทำให้รัฐบาลรายได้เพิ่มในปีนี้อีก 12,000 ล้านบาท และการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ตาม พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ตามหลักการของ Pillar 2 ที่จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม 8,400 ล้านบาท

ขึ้นภาษีน้ำมันลิตรละ 1 บาท เพิ่มรายได้รัฐ 3.3 หมื่นล้าน

ส่วนกรมสรรพสามิตจะมีการจัดเก็บภาษีน้ำมัน (เบนซินและดีเซล) เพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 1 บาท จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม 33,000 ล้านบาท , มาตรการปรับปรุงโครงสร้างและปรับเพิ่มอัตราภาษีจากสินค้า กลุ่มภาษีบาป (สุรา เบียร์ และยาสูบ) ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม 5,450 ล้านบาท , การปรับปรุงโครงสร้างของสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และนำภาษีคาร์บอนมาใช้พิจารณาประกอบ ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีก 6,000 ล้านบาท และการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีก 320 ล้านบาท ด้านกรมศุลกากรได้ดำเนินการยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีก 3,000 ล้านบาท สำหรับส่วนราชการอื่น คาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้จากการเปลี่ยนระบบสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมมาเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract: PSC) ประมาณ 71,300 ล้านบาท และ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฯ อีก 12,900 ล้านบาท

ถ้าขึ้น VAT 10% ไม่ได้ ต้องตัดงบฯ-คุมยอดขาดดุลไม่เกิน 3%

ปีงบประมาณ 2571-2573 ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้รัฐบาลสุทธิ/ GDP เอาไว้ที่ 15.1% คาดว่าปี 2571 รัฐบาลจะมีรายได้สุทธิ 3,145,000 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2572 มีรายได้สุทธิ 3,274,000 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2573 คาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้สุทธิ 3,422,000 ล้านบาท ประมาณการรายได้ของรัฐบาลสุทธิในช่วง 3 ปีนี้อยู่ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญดังนี้

  • ปีงบประมาณ 2571 ปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 8.5%  และปีงบประมาณ 2573 ปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 8.5% เป็น 10% หรือ มีมาตรการปรับโครงสร้างภาษีเพิ่มเติมที่จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับการขึ้น VAT และถ้ารัฐบาลไม่สามารถดำเนินการตามที่กล่าวได้ ก็ต้องพิจารณาการปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดทอนไป เพื่อให้ควบคุมยอดการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายให้เป็นไปตามกรอบเป้าหมาย
  • การปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่ได้ดำเนินการไปแล้วในปีงบประมาณ 2570 กรมสรรพสามิตจะดำเนินการดังนี้ (1) มาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงการนำภาษีคาร์บอนมาใช้พิจารณาประกอบเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2571 คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม 23,300 และ ในปีงบประมาณ 2572 คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีก 4,500 ล้านบาท และ (2) มาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสินค้ากลุ่มฟุ่มเฟือยในปีงบประมาณ 2571 คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีก 3,400 ล้านบาท
  • ในแผนการคลังฉบับนี้ได้จัดทำประมาณการรายได้ของส่วนราชการอื่น อาทิ รายได้จากค่าสัมปทานปิโตรเลียมในปีงบประมาณ 2571 คาดว่าจะมีรายได้ 68,900 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2572 คาดว่าจะมีรายได้ 66,600 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2573 คาดว่าจะมีรายได้ 63,300 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลง อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น และปริมาณการขุดเจาะปิโตรเลียมมีแนวโน้มลดลง และคาดว่าจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคม ในปีงบประมาณ 2571 จำนวน 21,400 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2572 จำนวน 18,500 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2573 จำนวน 9,300 ล้านบาท

ค้างจ่ายหนี้ประชานิยมให้แบงก์รัฐกว่า 1.13 ล้านล้าน

นอกจากปัญหาการจัดเก็บรายได้ที่ไม่พอใช้ ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบขาดดุลออกพันธบัตรกู้เงินมาใช้จ่ายแล้ว นอกงบประมาณ รัฐบาลก็ยังมีภาระผูกพันในอนาคตที่จะต้องทยอยตั้งงบประมาณไปชดใช้หนี้ที่ติดค้าง ตามหน่วยงานของรัฐอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ “หนี้ มาตรา 28” ที่รัฐบาลในอดีตสั่งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐไปดำเนินโครงการประชานิยมแล้วเกิดความเสียหายที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปีงบประมาณ 2562 มียอดคงค้างอยู่ที่ 865,018 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 28.83% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ และล่าสุด ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 มียอดหนี้ มาตรา28 หรือ ‘หนี้ประชานินิยม’ คงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ ซึ่งตามประกาศของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐได้กำหนดกรอบการดำเนินโครงการ ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 ได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องตั้งงบประมาณมาชดเชยต้นทุน และความเสียหายจากการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไปชดใช้หนี้ มาตรา 28 วงเงิน 58,249 ล้านบาท

ติดหนี้เงินสมทบ สปส.เกือบ 5 หมื่นล้าน

นอกจากนี้รัฐบาลยังค้างจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมอีก 48,903 ล้านบาท อีกทั้งยังมีภาระผูกพันจากการชดเชยค่าใช้จ่าย และความเสียหาย ตาม พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิดฯ พ.ศ. 2564 โดย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 มีประมาณการภาระผูกพันในส่วนของเงินชดเชยดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 2,524.01 ล้านบาท และภาระผูกพันคงเหลือที่ต้องชดเชยความเสียหายให้แก่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมสูงสุดไม่เกิน 60,955 ล้านบาท (หลังหักวงเงินที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ 2569 จำนวน 521 ล้านบาท) และค้างจ่ายเงินชดเชยการสูญเสียรายได้จากการดำเนินมาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ให้กับ อปท. สูงสุดไม่เกิน 29,799 ล้านบาท (หลังหักวงเงินที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ 2569 จานวน 6,835 ล้านบาท)

โดยสรุปทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็เป็นภาพรวมฐานะทางการคลังของรัฐบาล ตั้งแต่อดีตไปจนถึงอนาคต พบว่าสัดส่วนรายได้/GDP มีแนวโน้มลดลง สวนทางกับรายจ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายจ่ายประจำ ที่ตึงตัวมีสัดส่วนสูงถึง 70-80% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี เหลืองบลงทุนเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่มาก ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายกู้เงินมาชดเชยขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 มีการกู้เงินเป็นจำนวนมาก ทำให้ยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากจนเข้าใกล้เพดาน 70% ตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการลดขนาดการขาดดุลงบประมาณเอาไว้ที่ 3% เพื่อควบคุมหนี้สาธารณะที่ไม่ให้ทะลุเพดาน และงบชำระหนี้ไม่ให้สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดขณะที่นอกงบประมาณก็ยังมีหนี้ตามมาตรา 28 ที่ติดค้างแบงก์รัฐอีก 1.13 ล้านล้านบาท รอวันที่รัฐบาลจะจัดงบประมาณมาใช้คืน ซึ่งหนี้ดังกล่าวนี้ใกล้ชนเพดานตามกฎหมายแล้วเหมือนกัน

ส่วนทางด้านการจัดเก็บรายได้ก็มีปัญหา ในช่วง 20 ปี สัดส่วนรายได้รัฐบาลสุทธิ/ GDP มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในแผนการคลังระยะปานกลางจึงมีการกำหนดแผนการเพิ่มประสิทธิภาพ และการปรับโครงสร้างภาษี หากรัฐบาลชุดใหม่ไม่ทำ หรือ ทำไม่ได้ ก็ต้องไปตัดทอนวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงมา เพื่อควบคุมยอดการขาดดุล หนี้สาธารณะ และงบชำระหนี้ให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย

นี่คือความเสี่ยงทางการคลัง ความเสี่ยงของประเทศ ข้อเท็จจริงที่รัฐบาลใหม่ต้องบริหารจัดการ นโยบายหาเสียงต้องอยู่บนความจริงและภาระที่ประเทศต้องแบกรับอยู่ จึงขอฝากไปถึงพรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังใช้นโยบายประชานิยมมาหาเสียง ในทางปฏิบัติแล้วทำได้จริงหรือไม่ ใช้แหล่งเงินจากไหนมาใช้ในการดำเนินนโยบาย ต้องตอบให้ชัด……