ทวงถาม “กรมบัญชีกลาง” 2 เดือน จัดชั้นคุณสมบัติผู้รับเหมาไม่คืบ ผู้ประมูลสร้างอุโมงค์ยักษ์ ‘บึงหนองบอน’ จะสอบตกหรือไม่?

อุโมงค์บึงหนองบอน

ทวงถาม “กรมบัญชีกลาง” 2 เดือน การพิจารณา ‘จัดชั้น’ คุณสมบัติผู้รับเหมางานไม่คืบ ผู้ประมูลงานสร้างอุโมงค์ยักษ์ ‘บึงหนองบอน’ มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท จะสอบตกหรือไม่

ในโลกของธุรกิจแบบไทยๆ บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เรื่องการพ่ายแพ้ในเกม… แต่คือ ความไม่แน่นอนในเรื่องของกติกาที่ถูกยืดออกไปเรื่อย ๆ ไม่สามารถบังคับใช้กติกาได้

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นจากหนังสือด่วนที่สุดของกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0433.3/ว  225 ลงวันที่ 2 เมษายน 2569 ที่เวียนแจ้ง เรียกให้ผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลาง มายื่นขอตรวจติดตาม เพื่ออัพเดตสถานะของกิจการภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อดูว่ายังคงมีคุณสมบัติประมูลงานหลวงได้อยู่หรือไม่?

ทุกอย่างฟังดูชัดเจน… เหมือนการเช็กชื่อก่อนเข้าชั้นเรียน!

แต่พอถึงวันปิดรับคำขอตรวจติดตามสถานะ กลับปรากฏว่า บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ “NWR” แกนนำ “กิจการร่วมค้า เอ็นซี-เอ็นบี” ซึ่งชนะการประมูลโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายบึงหนองบอนฯ ของ กทม. มูลค่าสูงถึง 9,561 ล้านบาท กลับไม่ได้มายื่นคำร้องขออัพเดตสถานะในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP)

เมื่อพ้นกำหนดเวลา ปรากฏว่าบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ “NWR” แกนนำหลักของ กิจการร่วมค้า เอ็นซี-เอ็นบี (NC-NB Joint Venture) ที่เข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ของกรุงมหานคร วงเงิน 9,561 ล้านบาท ไม่ได้มายื่นคำขอตรวจติดตามผ่านระบบขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาก่อสร้างของกรมบัญชีกลาง ภายในเวลาที่กำหนด

ตามหลักการ เมื่อไม่มายื่นคำร้องขอตรวจติดตามภายในกำหนดเวลา กรมบัญชีกลางก็ต้อง “เพิกถอนชื่อ” ออกจากทะเบียนผู้ประกอบการ

หลังจากที่สื่อมวลชนหลายสำนักได้นำเสนอข่าวดังกล่าวออกไป เรื่องนี้จึงกลายมาเป็น “ประเด็นร้อน” ของกรรมาธิการงบประมาณฯ ปี 2570 เมื่อวันที่  18 สิงหาคม 2569 ทันที โดยเฉพาะในช่วงที่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนน ยิงคำถามใส่ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ตรงๆ ว่า ได้สะกิดใจ หรือ ตรวจสอบคุณสมบัติผู้รับเหมารายนี้ ตามข้อ 6.5 ของประกาศประมูลบ้างหรือยัง?

ข้อ 6.5 ของประกาศเชิญชวนดังกล่าว เปิดช่องให้ กทม.มีสิทธิเรียกผู้ยื่นข้อเสนอมาชี้แจงฐานะการเงิน และมีสิทธิปฏิเสธไม่ทำสัญญาก็ได้ หากพบว่าสภาพกิจการไม่เหมาะสม

ที่ประหลาดใจ คือ ตัวเลขบัญชีของ NWR ณ สิ้นปี 2568 มีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบไปถึง 3,322 ล้านบาท พอผ่านไปถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ตัวเลขขาดทุนจนส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบเพิ่มเป็น 3,887 ล้านบาท และคณะกรรมการ NWR แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ว่ามีมติให้บริษัทยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งศาลล้มละลายกลางในวันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 9.00 น. นี้ ว่าจะรับหรือไม่รับให้ฟื้นฟูกิจการ

จึงเป็นคำถามง่าย ๆ ขาดทุนต่อเนื่องหลายปีอย่างนี้ จะสร้างอุโมงค์ยักษ์มูลค่าเกือบหมื่นล้านได้หรือไม่?”

เพราะเกณฑ์คุณสมบัติขั้นพื้นฐานของผู้รับเหมา “ชั้นพิเศษ” ตามข้อกำหนดของกรมบัญชีกลาง ระบุชัดเจนว่า มูลค่าสุทธิของกิจการ (Net Worth) ของผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ต้องเป็น “บวก” (+) เท่านั้น

ขณะที่คำชี้แจงของ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ก็น่าสนใจ โดยผู้ว่าฯกทม.อธิบายว่า การจัดประกวดราคาโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์ยักษ์ของ กทม. ยึดระเบียบของกรมบัญชีกลางเป็นหลัก ในฐานะผู้คุมกฎในเรื่องการประมูลงานหลวง ซึ่งใน TOR ของ กทม.ได้กำหนดคุณสมบัติผู้รับเหมาที่จะมารับจ้าง กทม.ทำโครงการนี้ ต้องเป็น “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษด้านชลประทาน” โดยมีส่วนของทุนเป็นบวกตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง แต่หลังจากปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้รับเหมารายนี้มีส่วนของทุนติดลบ และผู้รับเหมารายนี้ยังถือใบรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษของกรมบัญชีกลางอยู่  กรณีนี้ควรทำอย่างไร กทม.จึงไปสอบถามความเห็นของกรมบัญชีกลาง ในเบื้องต้นได้ความว่า “ผู้รับเหมารายนี้มีส่วนของทุนติดลบมาแล้ว 2 ปี แต่ใบรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ยังไม่ได้ยกเลิก ถือว่ายังมีผลบังคับใช้ได้อยู่”

ฟังดูแล้วก็เหมือนนักฟุตบอลโดนใบแดงไปแล้ว แต่ตราบใดที่กรรมการยังไม่เป่านกหวีดขับออกจากสนาม ก็ถือว่ายังวิ่งเตะบอลต่อได้ประมาณนั้น?

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ป.ป.ช.ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์บึงหนองบอนฯที่มาภาพ : Facebook สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร

ความสับสนนี้ลามไปถึง ป.ป.ช. โดยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นางนิตรา เพิ่มทรัพย์ ลิ้มกาญจนาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.มอบหมายให้ นายกฤตชัย พรมวัน ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเฝ้าระวังและป้องปรามการทุจริต และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าของโครงการการสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์บึงหนองบอน ฯทันที

มาถึงตรงนี้ก็มีคำถามสำคัญที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม 2 เดือนที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางถึงยังไม่เพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนผู้รับเหมา?ตามที่ระบุไว้ในช่วงท้ายของหนังสือเวียนที่ กค 0433.3/ว 225

หรือมีความพยายามจะ “ลากยาว” เพื่อจะรอให้เข้าตามช่องทางในหนังสือกรมบัญชีกลางด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 124 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2566 หรือไม่?

เพราะในหนังสือเวียน ว.124 มีช่องเล็กๆ เปิดไว้ โดยเฉพาะแนวปฏิบัติในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอในข้อ 1.1.4 ที่ระบุว่า กรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอไม่มีมูลค่าสุทธิของกิจการ หรือ ทุนจดทะเบียน หรือมีแต่ไม่เพียงที่จะเข้ายื่นข้อเสนอ ให้ผู้ยื่นข้อเสนอสามารถขอวงเงินสินเชื่อ โดยต้องมีวงเงินสินเชื่อ 1 ใน 4 ของมูลค่าโครงการจากแบงก์มาได้ และ ข้อ 1.2.1 (2) ยังกำหนดให้ใช้บังคับกับกรณีที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2561 อีก กรณีนี้ถือว่าผ่านเกณฑ์คุณสมบัติใช่หรือไม่

แต่ที่น่าจับตาต่อไป คือคำสั่งศาลล้มละลายกลางจะออกมาเป็นอย่างไร  หากศาลล้มละลายสั่ง “ยกเลิก” การฟื้นฟูกิจการ กระบวนการพักชำระหนี้จบลง เปิดทางให้เจ้าหนี้ดำเนินการตามกฎหมานล้มละลายได้ต่อไป กรมบัญชีกลางอาจเพิกถอนชื่อ ส่วน กทม.ก็สามารถยกเลิกผลประมูลได้แบบสบายใจ  ในทางตรงข้าม แต่ถ้าศาลสั่ง “เห็นชอบ” แผนฟื้นฟูกิจการ สถานการณ์ก็จะพลิกทันที! โดยผู้รับเหมาอาจจะไปขอใบรับรองสินเชื่อ 1 ใน 4 มายื่นวางการันตี ตามหนังสือเวียนของกรมบัญชีกลาง ว.124 ทุกอย่างจะกลายเป็น “ถูกต้องตามระเบียบ” ทันที 

แม้ระเบียบจะเปิดช่องให้ทำได้ แต่ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ที่รู้อยู่เต็มอกว่าผู้รับเหมามีทุนติดลบหนักขนาดนี้ และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกรมบัญชีกลางเพิกถอนจากการเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

ดังนั้นใน วันที่ 8 กันยายนนี้ คำตัดสินของศาลล้มละลายกลาง อาจไม่ใช่แค่การชี้ชะตาบริษัทรับเหมา แต่คือการวัดใจ…ผู้ว่า ฯกทม.จะกล้าลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป…..