
เปิดเซฟ ‘งบลับ’ ปี 70 กว่า 1,191 ล้าน! “กองทัพบก” คว้าเค้กก้อนใหญ่สุด 290 ล้านบาท แต่ถ้านำงบลับของสำนักนายกรัฐมนตรีมารวมกับสำนักงานตำราจแห่งชาติมีวงเงิน 661 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 55.5% ของงบลับทั้งหมด อยู่ภายใต้การดูแลของนายกฯ
คราวที่แล้วนำเสนอเรื่อง ‘งบกลาง’ ที่แปลงร่างจาก ‘งบฉุกเฉิน’ มาเป็น ‘ถุงยังชีพ’ ของทุกรัฐบาลไปแล้ว คราวนี้มาดู… เรื่อง “งบลับ” หรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “เงินราชการลับ”
“งบลับ” มี กฎหมาย เขียนไว้ชัดเจนว่า “งบลับ” หรือ “เงินราชการลับ” คือ เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีประเภทหนึ่งที่ใช้ในลักษณะปกปิด เพื่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเทคโนโลยี
ที่สำคัญการที่จะเอาเงินก้อนนี้มาใช้ได้ ไม่ใช่เอามาใช้ได้เลย หน่วยหน้าส่วนราชการจะต้องเขียนแผนปฏิบัติงาน พร้อมระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เสนอให้นายกรัฐมนตรีไฟเขียวก่อน เวลาจะเบิกจ่ายก็ต้องใช้คณะกรรมการตั้ง 4 คน ที่มีหัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีเป็นประธาน จัดทำบัญชีรับ-จ่ายพร้อมสรรพ เพื่อรอให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาตรวจสอบย้อนหลัง เพื่อการันตีว่าเงินทุกบาทเอาไปใช้เพื่อชาติจริงๆ ไม่ใช่เพื่อ “เรื่องส่วนตัว”

“งบประมาณปี 2570” วงเงินรายจ่ายรวม 3.788 ล้านล้านบาท พบว่ามีการตั้งงบลับรวมกันอยู่ 1,191.01 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.03%% เท่านั้นเอง ฟังดูลำดับเปอร์เซ็นต์เหมือนน้อยนะ แต่ถ้ามาดูตัวเลขกลมๆ ก็เป็นพันล้าน… คำถาม คือ หน่วยงานไหนได้ไปก้อนใหญ่ที่สุด มีรายละเอียดดังนี้
- กระทรวงกลาโหม ได้รับการจัดสรรงบลับสูงสุด 484.95 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 41% ของเงินราชการลับทั้งหมด 1,191.01 ล้านบาท ใกล้เคียงกับสำนักนายกรัฐมนตรี
- สำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับงบประมาณมากที่สุดถึง 451.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 38% ของเงินราชการลับทั้งหมด
- ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับงบประมาณ 210 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 17% ของเงินราชการลับทั้งหมด
- องค์กรอิสระ – สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด 45 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4% ของเงินราชการลับทั้งหมด
แต่ถ้านำงบลับของสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติมารวมกัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55.50% ของงบลับทั้งหมด อยู่ภายใต้ปีกและการกำกับดูแลโดยตรงของ “นายกรัฐมนตรี”

หากเาจาะลงไปที่ ‘งบลับ’ ของกระทรวงกลาโหม ที่ได้รับการจัดสรรงบมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 วงเงิน 484.95 ล้านบาท โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมที่ได้มากที่สุด คือ “กองทัพบก” ได้รับการจัดสรรงบลับเพื่อใช้ในการป้องกันประเทศ และแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง 290.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 59.80% ของงบลับที่กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรร ถัดมาจะเป็นกองทัพเรือ ได้รับการจัดสรรงบลับสูงสุด 62.69 ล้านบาท เอาไว้ใช้ป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ชาติทางทางทะเล ตามด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย ได้รับการจัดสรรงบลับ 54.82 ล้านบาท เพื่อใช้ในการอำนวยการร่วมด้านความมั่นคง กองทัพอากาศ ได้รับการจัดสรรงบลับ 45 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศ และ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับการจัดสรรงบลับ 32.39 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง

อันดับที่ 2 สำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับการจัดสรรงบลับ 451.05 ล้านบาท จะเห็นภาพชัดว่า งบลับที่ดูแล “ความมั่นคง” ของรัฐบาลใน พ.ศ.นี้ มันเปลี่ยนหน้าตาไปแล้ว โดย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้รับจัดสรรงบลับสูงสุดถึง 150 ล้านบาท สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้รับการจัดสรรงบลับ เพื่อดูแลความมั่นคง 60 ล้านบาท และ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้รับการจัดสรรงบลับ 50 ล้านบาท ขณะที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการตรวจสอบป้องกันและปราบปราม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ส. และสำนักงาน ป.ป.ง. ได้รับการจัดสรรงบลับหน่วยงานละ 40 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจด้านยาเสพติดและการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ‘DSI’ ได้รับการจัดสรรงบลับ 15 ล้านบาท และสำนักงาน ป.ป.ท.ได้รับการจัดสรรงบลับ 10 ล้านบาท เพื่อใช้ในการตรวจสอบทุจริตในภาครัฐ
ส่วนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและสังคม ก็มีการจัดสรรไปให้กรมที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษี อย่างกรมศุลกากรปีนี้ได้รับการจัดสรรงบลับ 15 ล้านบาท กรมสรรพสามิตได้รับการจัดสรรงบลับ 12 ล้านบาท และกรมสรรพากรได้รับการจัดสรรงบลับ 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีที่ดูแลด้านแรงงาน อย่างสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้รับการจัดสรรงบลับรวมกันเกือบ 4.4 ล้านบาท และหน่วยงานอื่นๆ อย่าง กระทรวงการต่างประเทศได้รับการจัดสรรงบลับ 8 ล้านบาท กรมราชทัณฑ์ได้รับการจัดสรรงบลับ 5 ล้านบาท และตำรวจทางหลวงที่ตั้งงบผ่านกรมทางหลวง 1 ล้านบาท
นี่คืองบ ‘ลับ’ ใช้จ่ายสำหรับความมั่นคงของประเทศ……

ขยับมาดูในฝั่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติหน่วยงานในกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ได้รับการจัดสรรงบลับมากเป็นอันดับที่ 3 วงเงิน 210 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 23% ของบลับทั้งหมด ถูกนำไปใช้ในภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่
- การบังคับใช้กฎหมายและบริการประชาชน ได้รับงบลับสูงสุดถึง 160 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76% ของงบลับทั้งหมดที่สำนักงานตำรวจชาติได้รับการจัดสรร
- การข่าวและการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ได้รับการจัดสรรงบลับ 30 ล้านบาท
- การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้รับการจัดสรรงบลับ 20 ล้านบาท 20,000,000 บาท
มาถึงตรงนี้ก็มีข้อสังเกตว่า ทำไม สตช.ถึงให้ความสำคัญกับภารกิจงานบังคับใช้กฎหมาย และงานบริการประชาชน มากกว่าภารกิจงานด้านปราบปรามยาเสพติด หรือ งานข่าวกรองหลายเท่าตัว
ปิดท้ายด้วย ป.ป.ช.องค์กรอิสระปราบโกงระดับชาติ ได้รับการจัดสรรงบลับน้อยที่สุด 45 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4% ของงบลับทั้งหมด เพื่อใช้สนับสนุนภารกิจสนับสนุน ส่งเสริมด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
…จากตัวเลขงบลับที่บรรจุอยู่งบประมาณปี 2570 ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นศูนย์กลางอำนาจ และการใช้จ่ายเงินราชการลับ กว่า 55% ยังคงไว้ที่ “ตึกไทยคู่ฟ้า” เป็นส่วนใหญ่ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย และความมั่นคงตามนิยามของรัฐบาล ทั้งการควบคุม ข่าวกรอง ตรวจสอบ และรักษาความสงบภายในประเทศ อีก 41% ใช้ในการป้องกันประเทศ… ด้วยเม็ดเงินที่เรามองเห็นแค่ตัวเลข แต่ไม่เคยเห็นใบเสร็จ…
อ่านเพิ่มเติม



