‘เอกนิติ’ เดินหน้า ‘TISA’ ปรับค่าลดหย่อน – หนุนกลุ่มรายได้ปานกลาง ‘ออมเงิน’

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ เดินหน้า ‘TISA’ ปรับค่าลดหย่อน – หนุนกลุ่มคนมีรายได้น้อยถึงปานกลางไม่เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี ‘ออมเงิน’ ระยะยาวสูงสุดปีละ  800,000 บาท หักภาษีได้ 1.3 เท่า – รายได้เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี หักภาษีได้ 0.7 เท่า – แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ – ลดภาระการคลัง

ความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบาย “Big Quick Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วง 3 เดือนแรกก่อนยุบสภา กระทรวงการคลังมีการนำเสนอมาตรการ หรือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจส่งให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอนุมัติอย่างต่อเนื่องทุกๆ สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง พลัส , กระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง , ปิดหนี้ไว้ ไปต่อได้ , เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ , โครงการ  “SMEs Credit Boost” โดยการปรับลดเงินที่ธนาคารต้องนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) นำมาใช้เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs , เร่งรัดการคืนภาษีให้ผู้ประกอบการ 60,000 ล้านบาท และแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้กับนักลงทุนต่างชาติ 80 บริษัท ที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ผ่านโครงการ “Thailand Fast Pass” เพื่อผลักดันเม็ดเงินลงทุน 480,000 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จนทำให้ GDP ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 2.5% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม 1.8% หลายนโยบายของ ดร.เอกนิติมีความคืบหน้าไปมาก ยกเว้นโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account : TISA) เป็นเสาหลักสุดท้ายที่ ดร.เอกนิติ ยังศึกษาไม่เสร็จ บังเอิญยุบสภาเสียก่อน

แต่หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กวาดเก้าอี้ สส.มากถึง 193 ที่นั่ง เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมี ดร.เอกนิติ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเหมือนเดิม   การกลับมาในครั้งนี้ได้รับคำยืนยันจาก ดร.เอกนิติว่ายังคงเดินหน้าสานต่อโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ต่อไป  ซึ่งในขณะนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง , ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต.เร่งทำการศึกษาทบทวนใหม่ รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากคราวที่แล้วเนื่องจากมีการสื่อสารผิดพลาด ทำให้หลายฝ่ายไม่เข้าใจ คิดว่าตนเองได้รับสิทธิประโยชน์น้อยลงกว่าที่เคยได้  โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 1,500,000 บาท สามารถนำเงินที่มาลงทุนในบัญชี TISA มาหักลดหย่อนภาษีได้แค่ 0.7 ของเงินที่ลงทุน หรือ หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 560,000 บาท ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีประเภทการออมและการลงุทนจะทยอยลดลงไปเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ “ThaiESG” ที่กำลังจะสิ้นสุดลงสิ้นปีนี้ ก็มีข้อเสนอจากทางตลาดทุนขอให้มีการขยายมาตรการนี้ออกไป และขอให้หักลดหย่อนภาษีได้ 1.2 เท่า เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาลงทุน จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาทบทวนกันใหม่

ข้อเท็จจริงของปัญหา หรือ “Pain Point” ของเรื่องนี้ มีที่มาจากนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่ต้องการส่งเสริมการออมเงินและการลงทุนในระยะยาว เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ จึงมีการออกมาตรการภาษีมาสนับสนุนการออมและลงทุนในตลาดทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน โดยให้ประชาชนลงทุนผ่านกองทุนรวมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น RMF , LTF และ SSF แต่พอมาตรการภาษีใกล้สิ้นสุดหมดอายุ ก็มาขอต่ออายุ หรือ ขอขยายวงเงินลดหย่อนภาษีเป็นระยะๆ ที่ผ่านมาก็มีประชาชนเข้าไปออมเงินผ่านกองทุนเหล่านี้กันเป็นจำนวนมาก แต่พอถึงเวลาขายคืน ปรากฏว่าขาดทุน เงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตหาย  โดยเฉพาะในช่วงโควิดฯ พอร์ตการลงทุนของหลายคนติดลบกันไป 30-40% ถามว่าตอนนั้นซื้อเพราะอะไร หลายคนบอกว่าซื้อเพื่อต้องลดหย่อนภาษี แต่เวลาขาดทุน ก็มีหลายคนมาโทษรัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้ออกนโยบาย

นอกจากนักลงทุนขาดทุนแล้ว ที่ผ่านมากรมสรรพากรเองก็สูญเสียรายได้เช่นกัน ถ้าไปดูผลการศึกษาโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสำนักงบประมาณ รัฐสภา พบว่า การใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปี โดยในปีภาษี 2566 มีการใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีรวมกันทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว , ประกันชีวิตและสุขภาพ , การออมและการลงทุน , กระตุ้นเศรษฐกิจ และ บริจาค คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.39 ล้านล้านบาท แต่เมื่อนำค่าลดหย่อนมาคำนวณกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า ซึ่งแต่ละคนจะเสียภาษีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับช่วงชั้นของเงินได้สุทธิ จะพบว่ากรมสรรพากรมีรายจ่ายภาษี หรือ สูญเสียรายได้ไปประมาณ 145,615 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการออมและการลงทนในระยะยาวอย่างเดียว 25,235 ล้านบาท

และถ้าไปดูพฤติกรรมของคนที่มีเงินได้พึ่งประเมินเกิน 2 ล้านบาท/ปี พบว่ามีการใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีการออมและการลงทุนในสัดส่วน 14 -38% ของเงินได้พึ่งประเมิน ขณะที่คนมีเงินได้พึงประเมินต่ำกว่า 1 ล้านบาท/ปี ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีการออมและการลงทุน 4-8% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าการให้สิทธิลดหย่อนภาษีในปัจจุบันมีช่องว่างของการใช้สิทธิที่แตกต่างกันเฉลี่ยกว่า 4 เท่า ความหมายคือ กลุ่มคนที่มีรายได้สูงจะใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางแทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือ เข้าไม่ถึงสิทธิลดหย่อนภาษีการออมและการลงทุน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

จาก Pain Point ตามที่กล่าวมานี้ ทางกระทรวงการคลังได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต. ทำการศึกษาโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving : TISA) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะยาว และเพิ่มทางเลือกทางลงทุนที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลางได้เข้าถึงเครื่องมือการออม เพื่อเตรียมไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ (Financial Well-Being) รวมทั้งปรับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้สมดุล เพื่อลดภาระทางการคลัง และความเหลื่อมล้ำ (Fiscal Balance) จึงให้น้ำหนักไปที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางมีแรงจูงในในการออมเงินมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูง และสนับสนุนการลงทุนใน ESG หลักการในเบื้องต้น คือ จะเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนสามารถมาเปิดบัญชี TISA กับบริษัทหลักทรัพย์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ภายใต้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม จำกัด (DAP) และสามารถเลือกลงทุนได้อย่างอิสระขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละคน เช่น สามารถเลือกเล่นหุ้นเป็นรายตัวได้โดยตรง หรือ จะเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) หรือ RMF ก็ได้ ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่อยากเสี่ยง ก็อาจจะเลือกลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล โดยเงินที่ลงทุน หรือเงินออมระยะยาวทั้งหมดจะเข้ามารวมอยู่ในบัญชี TISA เพียงบัญชีเดียว ไม่ว่าจะมีมูลค่ากี่ล้านบาทก็ตาม แต่เมื่อนำเงินลงทุนมารวมกับค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ , กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ , กองทุนสงเคราะห์โรงเรียนเอกชน , กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) รวมกันแล้วต้องมีมูลค่าไม่เกิน 800,000 บาท/ปี เป็นวงเงินลงทุนสูงสุดที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการจูงใจให้คนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางได้มีเงินออม เตรียมไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณเพิ่มขึ้น ในการคำนวณค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงให้น้ำหนักไปที่คนกลุ่มนี้ โดยกำหนดให้กลุ่มคนที่มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1,500,000 บาท/ปี สามารถนำเงินที่ลงทุนจากบัญชี TISA (รวมกับเงินออมประเภทอื่นๆ เช่น ประกันบำนาญ , กบข. , กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ฯลฯ ไม่เกิน 800,000 บาท) มาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.3 เท่าของเงินที่จ่ายไปจริงในปีภาษีนั้นๆ หรือ หรือหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 1,040,000 บาท ส่วนกลุ่มคนที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 1,500,000 บาท สามารถนำเงินที่ลงทุนจากบัญชี TISA ที่รวมกับเงินออมประเภทอื่นๆตามที่กล่าวข้างต้น (ไม่เกิน 800,000 บาท) มาหักลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่า

ยกตัวอย่าง คนชั้นกลางมีเงินได้พึงประเมินได้ 1 ล้านบาท/ปี นำเงินไปลงทุนผ่านบัญชี TISA จำนวน 100,000 บาท สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 130,000 บาท ส่วนคนที่มีเงินได้พึงประเมิน 3 ล้านบาท/ปี นำเงินไปลงทุนผ่านบัญชี TISA จำนวน 100,000 บาทเท่ากัน นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 70,000 บาท เป็นต้น จะเห็นได้ว่าคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางได้รับสิทธิหักลดหย่อนภาษีมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูงเกือบ 2 เท่า ตรงนี้จึงมีคอมเม้นต์จากนักลงทุนว่าทำไมกระทรวงการคลังไม่ให้สิทธิประโยชน์ภาษีเท่า ๆกัน

ประเด็นนักลงทุนหลายคนคงไม่ทราบว่าสิทธิในการหักลดหย่อนภาษี ประเภทการออมและการลงทุนจะทยอยลดลงไปเรื่อย ๆ โดยปีภาษี 2569 จะเป็นปีสุดท้ายที่กรมสรรพากรให้นำเงินออมและเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 800,000 บาท ส่วนในปีภาษี 2570 วงเงินลดหย่อนภาษีสำหรับการออมและการลงทุนจะลดลงเหลือ 600,000 บาท เนื่องจากมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในกองทุน ThaiESG สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 จากที่เคยที่ลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ 300,000 บาท ก็จะลดลงเหลือ 100,000 บาท ไปจนถึงปีภาษี 2575 จากนั้นในปีภาษี 2576 ลดลงเหลือ 500,000 บาท

ในอดีตที่ผ่านมาก็มีผู้บริหารของ บล.หรือ บลจ. มาขอให้ต่ออายุมาตรการ หรือ ขยายวงเงินลดหย่อนภาษี เพื่อสนับสนุนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ดร.เอกนิติจึงใช้โอกาสนี้ปรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้มีความสมดุล โดยการขยายวงเงินลงทุนเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาท เพียงครั้งเดียวเป็นการถาวร โดยที่ไม่ต้องมาขอต่ออายุมาตรการกันอีกต่อไป แต่จะให้สิทธิลดหย่อนภาษีทุกคนเท่ากันเหมือนเดิมนั้น ดร.เอกนิติ บอกว่า ฐานะการคลังก็มันรับไม่ไหว เนื่องจากการใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องใช้วิธี Rebalancing เลือกเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางเป็นหลักก่อน แต่อย่างไรก็ตาม คนที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 1,500,000 บาท/ปี ก็จะได้รับสิทธิหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 560,000 บาท แต่ถ้าไม่มีโครงการ TISA ในปีภาษี 2576 ก็จะเหลือวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดแค่ 500,000 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีคอมเม้นต์จากตลาดทุนในเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสนับสนุนการลงทุนในกองทุน ThaiESG ซึ่งปกติก็ขายยากอยู่แล้ว เพราะได้รับผลตอบแทนน้อย หากจับไปรวมอยู่ในวงเดียวกันกับสิทธิลดหย่อนภาษี ประเภทการออมและการลงทุนอื่นๆ เช่น หุ้น หรือ RMF แล้ว แม้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่ากัน หรือ น้อยกว่า แต่ก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน เพราะไปลงทุนอย่างอื่นจะได้รับผลตอบแทนดีกว่า แต่ถ้าจะแยก ThaiESG ออกมาอีกวง โดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 1.2 เท่าของเงินลงทุน นอกจากจะทำให้วงเงินลดหย่อนภาษีการออมการลงทุนเพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้ภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้าจำเป็นต้องดำเนินการ ก็ควรจะมีการจำกัดระยะเวลาในการจัดจำหน่าย เมื่อโปรโมชั่นสิ้นสุดลงก็ต้องกลับเข้าไปรวมอยู่ในวงเงินเดียวกันคือไม่เกิน 800,000 บาท/ปี  แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นยังอยู่ระหว่างการศึกษาทบทวน และรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ

เนื่องจากโครงการ TISA นี้ เป็นโครงการที่ส่งเสริมการออมระยะยาว รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกการลงทุนได้อย่างอิสระ จึงมีการกำหนดเงื่อนไขสำคัญเอาไว้ว่า ผู้ที่มีเงินได้จะต้องถือครองหลักทรัพย์ หรือ หุ้น , หน่วยลงทุน หรือ พันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลในบัญชี TISA มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ซื้อครั้งแรก และต้องถือครองไปจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ จึงสามารถไถ่ถอนได้ ยกตัวอย่าง ถ้าผู้มีเงินได้อายุ 30 ปี จะต้องถือครองหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่อยู่ในบัญชี TISA ไป 25 ปี จนกว่าอายุครบ 55 ปี ถึงจะขายได้ แต่ถ้าผู้มีเงินได้อายุ 56 ปี จะต้องถือครองหุ้น หรือ หน่วยลงทุน 5 ปี หรือ อายุ 61 ปี ก็ขายอออกได้ และในระหว่างที่ผู้มีเงินได้ถือครองหลักทรัพย์ , หน่วยลงทุน และพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล ตามเงื่อนไขดังกล่าวนี้  กรมสรรพากรจะยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ที่เรียกเก็บจากดอกเบี้ย , เงินปันผล , เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ได้รับจากการลงทุนสะสม สำหรับการลงทุน 200,000 บาทแรก และสามารถนำมาสมทบต่อไปได้ทุกปี เช่น ปีภาษีแรกได้รับยกเว้นภาษี 200,000 บาท ปีภาษีที่ 2 รวมเป็น 400,000 บาท เป็นต้น

นอกจากนี้ยังเปิดให้โอกาสให้ผู้มีเงินได้นำเงินที่ลงทุนอยู่ในบัญชี TISA มาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงิน (Pledge) ไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินได้อีกด้วย เช่น ค่ารักษาพยาบาลตนเองและครอบครัว หรือ ค่าเทอมบุตร เป็นต้น แต่ยกเว้นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 24 บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนไม่อาจโอนกันได้ และไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี” ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เป็นความคืบหน้าของโครงการ TISA ที่กระทรวงการคลัง , ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงาน ก.ล.ต. กำลังเร่งทำการศึกษาหาข้อสรุป เพื่อบรรจุเข้าสู่นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่