ทำไม กทม.-กรมบัญชีกลางรอ ศาลล้มละลายชี้ชะตา ‘NWR’ สร้างอุโมงค์บึงหนองบอน 8 ก.ย.นี้

ทำไม กทม.-กรมบัญชีกลางต้องรอ! ศาลล้มละลายกลางนัดชี้ชะตาผู้รับเหมางานก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ ‘บึงหนองบอน’ 8 ก.ย.นี้

เวลาเรามองโครงการใหญ่ระดับ “หมื่นล้าน” ก็มักนึกถึงภาพความยิ่งใหญ่ เทคโนโลยีอลังการ และฝันหวานถึงวันที่มันเสร็จสมบูรณ์

อย่างโครงการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ส่วนต่อขยาย ‘บึงหนองบอน-คลองประเวศฯ-คลองสี่’ ของ กทม. นี่คือเส้นเลือดใหญ่ที่จะมาช่วยเซฟคนกรุงเทพฯ ให้รอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วม แต่เชื่อไหม… วันนี้สิ่งที่น่าลุ้นที่สุด ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีขุดเจาะอุโมงค์ แต่เป็นเรื่อง “หัวใจ” และ “กระเป๋าเงิน” ของคนสร้าง

โดยผู้รับเหมาที่ผ่านการคัดเลือกในการประกวดราคาครั้งนี้ คือ “กิจการร่วมค้า เอ็นซี-เอ็นบี” (NC-NB Joint Ventureที่มี บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ “NWR” เป็นแกนหลัก

แต่ปัญหาคือ วันนี้ “NWR” กำลังเจอมรสุมชีวิตลูกใหญ่ ชนิดที่เรียกว่า “ตัวเลขแดงฉาน” ผลประกอบการมีปัญหาขาดทุนจนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2568 ติดลบไป 3,322 ล้านบาท พอก้าวเข้าปี 2569 แทนที่จะดีขึ้น กลับทรุดหนักลงไปอีก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ตัวเลขส่วนของทุนติดลบพุ่งไปถึง 3,887 ล้านบาท… เกือบสี่พันล้าน!

จนกระทั่งวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 บอร์ดบริษัท NWR ต้องออกมายอมรับความจริง ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ได้มีมติให้บริษัทไปยื่นคำร้องขอ “ฟื้นฟูกิจการ” ต่อศาลล้มละลายกลาง เพราะมีปัญหาหนี้สินจำนวนมากจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

ถึงกำหนดวันที่ 22 มิถุนายน 2569 มีบริษัทรับเหมางานก่อสร้างยักษ์ใหญ่มายื่นข้อเสนอและราคากับ กทม.ทั้งหมด 3 ราย คือ

  • รายแรก :  กิจการร่วมค้า NC – NB ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) Joint Venture กับบริษัท ไชน่า สเตท คอนสตรัคชั่น เอนยิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
  • รายที่ 2 : บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
  • รายที่ 3 : บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

หลังจากเปิดซองราคา คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ก็มีมติให้กิจการร่วมค้า NC-NB เสนอราคามาต่ำที่สุดเป็นเงิน 9,518 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 43 ล้านบาท เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งขั้นตอนในขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาต่อราคา ก่อนที่จะเสนอผู้ว่าฯ กทม.ลงนามประกาศรายชื่อผู้ชนะการประกวดราคาครั้งนี้อย่างเป็นทางการต่อไป

จึงมีคำถามตามมาว่า บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการฯ ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตการเงินอยู่ในขณะนี้ ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าไปรับงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้านได้อยู่หรือไม่  และในประกาศเชิญชวนของ กทม. ข้อ 2.10 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ยื่นซองประกวดเอาไว้ชัดว่า จะต้องเป็น “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” สาขางานก่อสร้างด้านชลประทานเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประมูลงานนี้ได้ แต่เมื่อทราบข่าวว่า NWR ประสบปัญหาขาดทุนจนทำให้ส่วนของทุนติดลบ 3,322 ล้านบาท จึงมีคำถามตามมาว่า บริษัทยังคงสถานะของความเป็น “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางอยู่หรือไม่?

‘ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ’ สำคัญอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจก่อน “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” มีความสำคัญอย่างไร ตามหลักเกณฑ์กรมบัญชีกลางแล้ว “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองมีรายชื่ออยู่ในระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลางจะได้รับสิทธิเข้าร่วมประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐได้แบบ “ไม่จำกัดวงเงิน หรือ ไม่จำกัดมูลค่างานก่อสร้าง”  แต่ถ้าเป็นผู้รับเหมาชั้น 1 มีสิทธิเข้าประมูลงานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐได้ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท และถ้าเป็นผู้รับเหมาชั้น 2 รับงานไม่เกิน 500 ล้านบาท เป็นต้น ดังนั้น กรมบัญชีกลางจึงกำหนดเกณฑ์การคัดกรองการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาเอาไว้อย่างเข้มงวด โดยผู้รับเหมาสาขางานก่อสร้างชลประทานทุกลำดับชั้น ต้องมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดยมี “มูลค่าสุทธิของกิจการ” (Net Worth) เป็น “บวก” (+) เท่านั้น หรือฐานะการเงินของกิจการต้องมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิมากกว่าหนี้สินสุทธิ เป็นคุณสมบัติพื้นฐาน

หมดเขตยื่นอัพเดตฐานะกิจการ “NWR” ไม่ส่งข้อมูลให้ตรวจ

หลังจาก  NWR ประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องจนทำให้ส่วนของทุนติดลบ หรือ “มีหนี้สินสุทธิมากกว่าสินทรัพย์สุทธิ” แต่ทำไมยังคงสถานะของความเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษอยู่ สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าจึงนำประเด็นนี้ไปถามอธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้ความว่า ก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางได้ออกหนังสือเวียน (ว.225) สั่งให้ผู้รับเหมามาอัพเดตสถานะของกิจการ เพื่อตรวจสอบว่าผู้รับเหมายังมีศักยภาพพอที่จะรับเหมางานก่อสร้างขนาดใหญ่ได้อยู่หรือไม่ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ใครไม่มายื่น… “จะเพิกถอนชื่อ” ออกจากระบบ e-GP และเมื่อพ้นกำหนดเวลาไปแล้ว ปรากฏว่า NWR ไม่มายื่นคำร้องขอตรวจติดตามสถานะกับกรมบัญชีกลาง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

ทำไมกรมบัญชีกลางยื้อ 2 เดือน ไม่ปลดชื่อจากทะเบียน ‘ชั้นพิเศษ’

ปรากฏว่าเวลาผ่านไป 2 เดือน กรมบัญชีกลางก็ยังไม่เพิกถอนชื่อ NWR ออกจากการเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษออกจากระบบ e-GP แต่อย่างใด ทำให้ กทม.ตกอยู่ในภาวะ กลืนไม่เข้า คายไม่ออก จะตัดสิทธิ์ก็ไม่กล้า เพราะก่อนหน้านี้ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เคยไปสอบถามกรมบัญชีกลางแล้วได้รับคำตอบว่า ตราบใดใบรับรองการเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ยังไม่ถูกกรมบัญชีกลางยกเลิก ก็ต้องถือว่ายังมีผลบังคับใช้อยู่

กลายเป็น “สุญญากาศทางกฎหมาย” กรมบัญชีกลางก็เกร็ง กทม.ก็กังวล จนทำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ต้องเรียกผู้ว่าฯ กทม.มาซักถาม ส่วน ป.ป.ช. ก็ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจติดตามความคืบหน้าของโครงการที่ ‘บึงหนองบอน’ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

แต่ในความมืดมน… ก็มักจะมีช่องเล็กๆ ให้แสงลอดผ่านได้เสมอ

ถ้าเราไปพลิกดูหนังสือเวียนอีกฉบับ (ว.124) ก็จะเจอ “ทางออก” ของเรื่องนี้ โดยในหนังสือเวียนฉบับนี้ บอกว่า แม้ส่วนทุนไม่ผ่าน (ติดลบ) แต่ถ้าอยู่ระหว่าง “กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย” ก็สามารถใช้หนังสือรับรองวงเงินสินเชื่อจากแบงก์ (Bank Credit Line) อย่างน้อย 1 ใน 4 ของมูลค่าโครงการ (งานนี้ก็ราว ๆ 2,390 ล้านบาท) มาประกอบการพิจารณาแทนส่วนของทุนที่ติดลบได้!  ทุกอย่างเลยมาขมวดปมอยู่ที่ วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น.

วันที่ศาลล้มละลายกลางจะนัดฟังคำสั่งเรื่องฟื้นฟูกิจการของ NWR

หากศาลไฟเขียวสั่งฟื้นฟูฯ… ช่องทางตาม ว.124 ก็จะปลดล็อกทันที ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ถกเถียงกันมาทั้งหมดจะคลี่คลายลง แต่นั่นคือเรื่องของ “ข้อกฎหมาย”

ส่วนเรื่องของ “ชีวิตจริง”… มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่มีการตั้งข้อสังเกต สุดท้ายแล้วก็ต้องมาวัดใจ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ว่าจะลงนามในสัญญาโครงการมูลค่าเกือบหมื่นล้านบาทหรือไม่

จริงอยู่แม้ว่าในทางกฎหมาย กทม. อาจจะเซ็นสัญญาได้ ถ้ามีระเบียบรับรอง แต่ในทางปฏิบัติ กทม.ก็ยังมีไม้ตายเหลืออยู่ในมือ นั่นคือ ประกาศประกวดราคา ข้อ 6.5 ที่ระบุว่า “กทม.สามารถปฏิเสธการทำสัญญาได้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่า สภาพกิจการไม่เหมาะสม”

ข้อกฎหมาย… บางครั้งก็บอกแค่ว่า “เราทำได้”  แต่ความรับผิดชอบต่างหาก… จะเป็นตัวบอกเราเองว่า “ควรทำหรือไม่” จะเลือกแบบไหน ก็สุดแล้วแต่ผู้ว่า ฯ กทม.จะพิจารณา…