
เปิดรายงานความเสี่ยงการคลังฉบับล่าสุด “เอกนิติ” บรรจุแผนทยอยปรับขึ้น VAT เป็น 10% ในปี ’73 ปั๊มรายรายได้เข้าคลัง 2.3 แสนล้านบาท เจ็บแต่จบ!
ทันทีที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครั้งแรกในเดือนกันยายน 2568 ท่ามกลางความน่าเชื่อถือของไทยกำลังถูกจับตามองและมีความเสี่ยงต่อการจัดอันดับอย่างมาก ต่อมา Fitch Ratings ประกาศเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เปลี่ยนมุมมองต่อประเทศไทยจาก “Stable” กลายเป็น “Negative Outlook” หรือแนวโน้มเชิงลบ เนื่องจากความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
- ‘เอกนิติ’ เล่าเรื่อง 2 เดือน 24 วัน Quick Big Win “กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว”
- ไทยเตรียมก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ โชว์วิสัยทัศน์ เวที2026 IMF-World Bank Group Spring Meetings
คำว่า “เชิงลบ” ในโลกของการเงิน ไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่คือสัญญาณเตือนภัย “ถ้าไม่ทำอะไร หนี้สินของเราก็อาจบานเบอะ” เมื่ออันดับเครดิตลดลง ต้นทุนการกู้ยืมเงินทั้งของรัฐบาลและเอกชนจะสูงขึ้นทันที และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนตามมา รวมทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย
ภารกิจแรกของ ดร.เอกนิติ จึงไม่ใช่การแก้ตัว แต่เป็นการ “แก้เกม” แบบเชิงรุก โดยส่งสัญญาณไปถึงโลกการเงินด้วย “ความจริงใจ” ผ่านการควักกระเป๋า 35,000 ล้านบาท เอามาจ่ายหนี้คืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ “ธ.ก.ส.” ในวันที่ 30 กันยายน 2568 พร้อมกับจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง หรือ “MTFF” ของปีงบประมาณ 2570–2573 ออกมาเป็นกติกาเหล็ก กำหนดเป้าหมายในการควบคุมสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 และการรักษาวินัยหนี้สาธารณะไม่ให้เกิน 70% ของ GDP เพื่อจะบอกกับทุกคนว่า “รัฐบาลเอาจริงกับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด”

เส้นทางนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในขณะที่รัฐบาลพยายามรักษาวินัย เศรษฐกิจไทยเผชิญกับวิกฤติพลังงานจากลงครามในตะวันออกกลาง เป็นบททดสอบใหม่ที่เรียกว่า “Double Squeeze” ภาวะที่คนไทยถูกบีบจากสองทาง ด้านหนึ่งคือรายได้ที่หดตัวลงจากเศรษฐกิจที่โตช้าแค่ 2.4% ต่อปี อีกด้านคือต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงจากความขัดแยังในตะวันออกกลาง อาจทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้ประกอบการและประชาชน รวมถึงผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว และยังเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation

แม้ความเชื่อมั่นจะเริ่มกลับมา แต่สถานการณ์เศรษฐกิจจริงกลับมีความตึงตัวต่อเนื่อง ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.4% ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 2,825,755 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 61,245 ล้านบาท หรือต่ำกว้าเป้าไป 2.1% ส่วนปี 2569 สภาพัฒน์ฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวเฉลี่ย 2% ต่อปี แม้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมาย 2.1% แต่ยังพึ่งพาการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล หากไปดูตัวเลขฐานะการคลังในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลไปแล้วกว่า 719,129 ล้านบาท
จากรายงานความเสี่ยงทางการคลัง ประจำปีงบประมาณ 2568 และมุมมองระยะปานกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังได้ให้ข้อมูลว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องหนี้ แต่คือ “ความสามารถในการหารายได้” ของรัฐบาลเริ่มถดถอย ถ้าเราดูตัวเลขสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทย จะเห็นว่ากำลัง “ไหลลง”อย่างต่อเนื่อง จากที่เคยพุ่งสูงถึง 16.69% ในปี 2559 ตอนนี้เหลือแค่ 14.96% แล้ว นี่คือสัญญาณเตือนว่า “รายได้รัฐบาลโตไม่ทันกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ”

โดยกลุ่มรายได้ของรัฐบาลที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจสูง เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เป็นแหล่งรายได้หลักมีน้ำหนัก 53.7% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด ยังขยายตัวอยู่ที่ 3.48%
แต่กลุ่มที่น่ากังวล คือ กลุ่มรายได้จากการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 6.32% ของรายได้รัฐบาล ลดลง 18.72% และกลุ่มภาษีสรรพสามิต ด้านสุขภาพ ที่มีสัดส่วน 7.45% ของรายได้รัฐบาล ปรับตัวลดลง 4.57% ซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมการบริโภคยาสูบ และสุราที่ลดลง และปัญหาเชิงโครงสร้าง

ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้? คำตอบอยู่ที่กระเป๋าเงินของเรา และไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเราใช้รถสันดาป ปีงบประมาณ 2560 กรมสรรพสามิตเคยเก็บภาษีได้คันละ 146,595 บาท (Effective Rate) พอคนไทยเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า (EV) ในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตเก็บภาษีรถยนต์เฉลี่ยคันละ 54,393 บาท รายได้จากภาษีรถยนต์หายไป 16.30% ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียภาษีถูกกว่า แค่ 2% โดยสัดส่วนของรถยนต์ BEV เพิ่มขึ้นเป็น 27.7% และรถยนต์ไฮบริดเพิ่มขึ้นเป็น 37.3% ในขณะที่รถยนต์ทั่วไป (ICE) ลดลงเพียง 4.4% เท่านั้น
ทั้งนี้ยังไม่นับรวม “ภาษีบุหรี่” ที่เคยทำรายได้ให้กรมสรรพสามิตอย่างเป็นกอบเป็นกำ 68,603 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2560 พอมาปี 2568 เหลือเพียง 47,489 ล้านบาท ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา รายได้จากภาษีบุหรี่หายไปเกือบ 31% เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนไทยหันดูแลสุขภาพ ดื่มน้อยลง สูบน้อยลง และที่เลิกไม่ได้ก็หันไปสูบบุหรี่เถื่อนหนีภาษี
เมื่อฐานภาษีเดิมเริ่มผุพัง สัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยโดยภาพรวมจึงอยู่ที่ 20.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่อยู่ที่ 26.2% ของ GDP ค่อนข้างมาก
หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย สัดส่วนรายได้ของรัฐบาลต่อ GDP อาจจะลดต่ำลงกว่า 15% อาจจะไม่เพียงพอต่อการดูแล “สวัสดิการประชาชน” ที่เพิ่มสูงขึ้นตามสังคมสูงอายุอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ดร.เอกนิติ จึงต้องใช้ “ยาแรง” บรรจุมาตรการเพิ่มรายได้ที่สำคัญเข้าไปอยู่ในแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ประจำปีงบประมาณ 2570–2573 รวมทั้งในรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2568 และมุมมองระยะปานกลางฉบับล่าสุด เพื่อแก้ไขปัญหาความถดถอยของรายได้ต่อ GDP เพื่อขยายฐานภาษีใหม่ๆ โดยกำหนดไทม์ไลน์ไว้ชัดเจนดังนี้
ขั้นที่ 1 มาตรการระยะเร่งด่วนในปีงบประมาณ 2569 เน้นการปิดช่องว่าง อุดรูรั่วซ่อมแซมแผลเล็กๆ ก่อน ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่
- การเก็บอากรขาเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ (De Minimis) โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่ราคาต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับผู้ประกอบการในประเทศ คาดว่าจะทำรายได้ 3,000 ล้านบาท
- ภาษีรถยนต์ตามปริมาณการปล่อย CO2 โดยปรับฐานภาษีให้สอดคล้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อม คาดรายได้เพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาท
ขั้นที่ 2 ปฏิรูปใหญ่เชิงโครงสร้างในปีงบประมาณ 2570 ปีนี้ถือเป็นปีที่มีมาตรการหลากหลายที่สุด เน้นผ่าตัดใหญ่ และขยายฐานภาษี
- ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และทบทวนค่าลดหย่อนภาษีบางประเภท มาตรการนี้รัฐบาลคาดหวังว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 50,000 ล้านบาท
- ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จัดเก็บจากผู้เดินทางสัญชาติไทยในอัตรา 1,000 บาทต่อคน คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 12,000 ล้านบาท
- ภาษีสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน โดยทยอยจัดเก็บภาษีสินค้าที่สร้างมลพิษและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 6,000–34,000 ล้านบาท
- ภาษีส่วนเพิ่ม ตาม พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ของกรมสรรพากร ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 8,400 ล้านบาท
- ปรับโครงสร้าง และเพิ่มอัตราภาษีบาป เช่น สุรา เบียร์ ยาสูบ คาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 5,000 ล้านบาท
ขั้นที่ 3 มาตรการ “หมัดเด็ด” เพื่อความยั่งยืนทางการคลังในปีงบประมาณ 2571 และ 2573 “ยาแรงของจริง” ที่รัฐบาลฝากความหวังสูงสุดไว้กับการทยอยปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ “ขึ้น VAT” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการปั๊มเงินเข้าคลัง
- ในปีงบประมาณ 2571 ปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 8.5% ของมูลค่า หรือเพิ่มขึ้น 1.5% คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 115,000 ล้านบาท และปรับปรุงโครงสร้างภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลอีก 3,000 ล้านบาท
- ในปีงบประมาณ 2573 ขยับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก จาก 8.5% เป็น 10% ของมูลค่า (เพิ่มอีก 1.5%) คาดว่าจะทำให้รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็น 230,000 ล้านบาทต่อปี

การประกาศนโยบายที่เข้มงวด และตรงไปตรงมาแบบนี้ เริ่มส่งผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s ได้ปรับมุมมองของไทยจาก “Negative” กลับมาเป็น “Stable Outlook” (เสถียรภาพ) เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ JCR จากญี่ปุ่นก็ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง และนโยบายของประเทศไทยที่มาถูกทาง
แต่สิ่งที่น่าสนใจ และต้องขีดเส้นใต้ไว้หนาๆ คือ มุมมองจาก R&I ที่แม้จะให้ “Stable” กับเรา แต่เขาก็แอบส่งสัญญาณเบาๆ ไว้ในรายงานว่า หากสถานการณ์โลกยังยืดเยื้อจนฐานะการคลังตึงตัว รัฐบาลอาจจำเป็นต้องควัก “ยาแรง” ออกมาใช้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “การขึ้น VAT” เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
คำว่า “วินัย” จึงไม่ใช่แค่คำสวยหรูที่เขียนไว้ในแผนกระดาษ แต่มันคือ “หัวใจ” ที่นักลงทุนใช้ตัดสินว่าประเทศเราน่าเชื่อถือแค่ไหน นี่คือความจริงที่เจ็บแต่จบ เพราะในโลกของการเงิน “ไม่มีอะไรฟรี” การจะรักษาอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับแนวหน้า (Investment Grade) เพื่อให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศไม่พุ่งสูง บางครั้งเราก็ต้องยอมกลืนยาขม ยอมรับการปรับโครงสร้างที่ยากลำบากในวันนี้
…ความเชื่อมั่นสร้างยาก… แต่ทำลายง่าย การรักษาวินัยการคลังในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในงบประมาณ แต่คือการวางรากฐานให้ลูกหลานเรา ไม่ต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไปในอนาคต…


