
เจาะงบปี’70 (1) : งบประจำวิ่งฉิว 5% ทะลุ 2.7 ล้านล้าน เบียดงบลงทุนฮวบ-รายจ่ายข้าราชการบาน 1.4 ล้านล้าน-ซุกในงบกลาง 6 แสนล้าน กินงบทั้งประเทศ 40% – สูงวัยพ่นพิษ! ตั้งงบส่ง กบข.เพิ่ม 4.6 หมื่นล้าน -บำเหน็จบำนาญอีก 2.4 หมื่นล้าน -PBO ชงรัฐหั่นงบบุคลากรไม่เกิน 35% ในปี’75
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เป็นวันแรกของการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมารรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง

เมื่อผู้นำติดภารกิจระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มารับหน้าที่เป็นแม่ทัพนำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วารที่ 1 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีคิวลับฝีปาก และแลกเปลี่ยนมุมมองกันยาว ๆ รวม 3 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนไปจนถึง 1 กรกฎาคม 2569 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปีนี้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่ตึงตัวที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อพายุเศรษฐกิจโลกยังไม่สงบ และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงตามไปด้วย ในเอกสารงบประมาณคาดการณ์ว่าในปี 2570 ตัวเลขการเติบโต หรือ “GDP” ของไทยน่าจะขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2%
แต่ความท้าทายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพเท่านั้น แต่คือ “ข้อจำกัดด้านการคลังที่ตึงตัวที่สุดในรอบ 10 ปี” สิ่งที่รัฐบาลกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้หลักๆจะมี 3 ประเด็นด้วยกัน คือ
- รายจ่ายประจำ ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง
- การจัดเก็บรายได้ ของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลง
- ภาระหนี้สาธารณะ ที่เดินมาจนเกือบจะชนเพดานตามกฎหมาย
แทบไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลได้มาก เหมือนในอดีตอีกต่อไป
จากข้อมูลเบื้องลึกของสำนักงบประมาณที่ถูกถอดรหัส โดยสำนักงบประมาณของรัฐสภา หรือที่เรียกว่า “PBO” ได้สรุปตัวเลขวงเงินงบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณ 2570 มีวงเงินรวมอยู่ที่ 3,788,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18.4% ของ GDP ในขณะที่ประมาณการรายได้ของรัฐบาลสุทธิปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 14.6% ของ GDP
เมื่อรายได้ไม่พอจ่าย รัฐบาลเลยต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลไว้ที่ 788,000 ล้านบาท แต่ในความตึงเครียด ก็ยังมีมุมที่สะท้อนความระมัดระวังอยู่บ้าง เพราะตัวเลขนี้ยังต่ำกว่ากรอบวงเงินกู้สูงสุด ตามที่กฎหมายหนี้สาธารณะกำหนดไว้ที่ 878,816 ล้านบาท ทำให้อุ่นใจขึ้นมาหน่อยว่า รัฐบาลยังมีเหลือพื้นที่การคลังให้กู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลได้อีก 90,816 ล้านบาท ถือเป็นการบริหารนโยบายการคลังที่มีความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในวันที่โลกยังมีความผันผวน

งบประจำวิ่งฉิว 5% ทะลุ 2.7 ล้านล้าน เบียดงบลงทุนฮวบ
PBO ได้ส่งสัญญาณเตือนที่น่าคิดมากว่า งบประมาณโดยรวมของปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือ โตแค่ 0.2% เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก แต่ไส้ในของงบประมาณกลับมีสิ่งน่าเป็นห่วงซ่อนอยู่
- “รายจ่ายประจำ” (แท่งสีชมพู) มีสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด คิดเป็นวงเงิน 2,786,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 131,725 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5% เงินก้อนนี้ส่วนใหญ่เป็น “รายจ่ายที่ยากแก่การตัดทอน” (Inflexible Expenditures) คือ เป็นภาคบังคับที่ยังไงก็ต้องจ่าย ตัดก็ไม่ได้
- “รายจ่ายลงทุน” (แท่งสีเหลือง) มีสัดส่วนเหลืออยู่แค่ 20.8% เป็นเงินที่จะเอาไปสร้างถนน รถไฟ หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของลูกหลาน ลดลงเหลือ 789,171 ล้านบาท ลดลงไปจากปีก่อนถึง 72,564.7 ล้านบาท หรือลดลงจากปีก่อน 8.4%
- “รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้” (แท่งสีแดง) มีสัดส่วนเท่ากับปีก่อน 3.7% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด คิดเป็นวงเงิน 141,423 ล้านบาท เพิ่มจากจาปีก่อนเล็กน้อย 0.5% สะท้อนถึงภาระหนี้เก่าที่เริ่มเบียดบังพื้นที่งบประมาณ และอาจลดความสามารถภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อภารกิจใหม่ หรือการลงทุนด้านอื่น ๆที่จำเป็น
นอกจากนี้ ยังต้องควักเงินอีก 71,038 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.9% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด เอาไปใช้หนี้เงินคงคลังที่รัฐบาลไปเบิกออกมาใช้จ่ายในปีงบประมาณก่อนหน้านี้ แม้ตัวเลขจะลดลงจากปีที่แล้ว แต่ก็ถือเป็นการจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต มากกว่าการนำเงินมาใช้ในการสร้างผลลัพธ์ใหม่ ๆ ให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย
เมื่อเห็นอาการของงบประมาณ ทาง PBO จึงยื่นข้อเสนอแนะแบบตรงไปตรงมา เพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ คือ
1. รัฐบาลควรกำหนดกรอบควบคุมรายจ่ายประจำ เพื่อจำกัดการโตของภาระงบประมาณที่ยากแก่การตัดทอน เช่น ค่าใช้จ่ายบุคลากร เงินบำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อไม่ให้เงินสวัสดิการเหล่านี้กลืนกินเงินลงทุนของประเทศ โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2570 ที่วงเงินงบประมาณโดยรวมโตแค่ 0.2% แต่รายจ่ายประจำกลับวิ่งฉิวไปถึง 5%
2. ในเมื่อรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลลดลงไปถึง 8.4% รัฐบาลจึงควรจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายลงทุนให้ชัดเจน โดย “เลือก” โครงการที่มีความพร้อมสูง ทำได้จริง และส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่จริง ๆ โครงการไหนที่ตัวเลขผลตอบแทนไม่ชัดเจน หรือเสี่ยงที่จะทำช้า เบิกจ่ายเลท… ควรต้อง “ชะลอ” ไปก่อน และควรใช้หลักความคุ้มค่า (Cost-effectiveness) นำมาใช้เป็นตัวชี้วัดบรรทัดวัดก่อนจ่ายเงิน
เจาะงบข้าราชการ 1.4 ล้านล้าน แฝงใน ‘งบกลาง’ 6 แสนล้าน
ถ้าไปดูงบประมาณแยกตามกลุ่มรายจ่าย เราจะเห็นภาพชัดขึ้น คือ หน่วยรับงบประมาณ จะได้รับการจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่สุด 1,342,836 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35.4% ของงบทั้งหมด ลำดับถัดมาจะเป็น งบด้านบุคลากรภาครัฐโดยตรง ได้รับจัดสรร 852,671 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22.5% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31,760.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.9%
ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้ครับ… นอกจากงบบุคลากรตรง ๆ แล้ว มันยังมี “งบแฝง” ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรของภาครัฐไปโผล่อยู่ใน “งบกลาง” อีก 572,620 ล้านบาท แตกย่อยออกมาเป็นค่านั่นค่านี่เต็มไปหมด ดังนี้
1) ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 94,200 ล้านบาท
2) เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 4,670 ล้านบาท
3) เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 389,090 ล้านบาท
4) เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท
5) เงินสมทบของลูกจ้างประจำ 260 ล้านบาท
6) เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ 71,400 ล้านบาท และที่สำคัญ อย่าลืมบวกค่าใช้จ่ายบุคลากรท้องถิ่นที่จ่ายผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอีก 10,264 ล้านบาท

ตั้งงบส่ง กบข.เพิ่ม 4.6 หมื่นล้าน-บำเหน็จบำนาญอีก 2.4 หมื่นล้าน
ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลได้ตั้งงบกลางเอาไว้ทั้งหมด 12 รายการ มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 693,880 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18.3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ในจำนวนนี้มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐเข้ามาแฝงอยู่ในงบกลาง 572,620 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 82.5% ของวงเงินในรายการงบกลางทั้งหมดตามที่กล่าวข้างต้น และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 71,111 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.2% โดยหมวดที่โตแรงที่สุด ก็คือ รายการเงินสำรอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการเพิ่มขึ้นถึง 46,540.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 187% เนื่องจากรัฐบาลต้องปฏิบัติตามมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้รัฐต้องเติมเงินเข้า “บัญชีเงินสำรอง” ไม่น้อยกว่า 20% ของงบบำเหน็จบำนาญไปจนกว่าเงินสำรอง เงินกองกลาง และดอกผลของเงินดังกล่าวจะสะสมถึงเป้าหมาย 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการในแต่ละปี ซึ่งสอดคล้องกับการตั้งงบเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญในปีงบประมาณ 2570 ที่เพิ่มขึ้นมาอีก 24,801.3 ล้านบาท หรือเพิ่มจากปีก่อน 6.8% ทั้งนี้ เพื่อรองรับผู้เกษียณอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีอายุยืนมากขึ้นด้วย
PBO ชงหั่นงบบุคลากรไม่เกิน 35% ในปี’75
สรุปตัวเลขกลม ๆ หากเราจับมัดรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุคลากรของภาครัฐทั้งหมด ประเทศไทยต้องใช้เงินสูงถึง 1,435,555 ล้านบาท หรือคิดเป็น 37.9% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งประเทศ
“การลดน้ำหนัก มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้…วันหน้าอาจจะเดินไม่ไหว”
เมื่อเห็นตัวเลขแล้ว PBO เลยเสนอไอเดียท้าทายต่อรัฐบาล ควรพิจารณาตั้งเป้าลดสัดส่วนรายจ่ายบุคลากรภาครัฐทั้งหมดให้ไม่เกิน 35% ของงบประมาณทั้งหมด ภายในปี 2575 ทาง PBO จึงมีข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาล ควรพิจารณากำหนดเป้าหมายรายจ่ายบุคลากรภาครัฐรวมให้มีสัดส่วนไม่เกิน 35% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดภายในปี 2575 วิธีการที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน อาทิ คุมอัตรากำลังคน โดยการทบทวนตำแหน่งว่าง ยุบเลิก หรือ ควบรวมภารกิจที่ซ้ำซ้อน ปรับกระบวนงานใหม่ โดยการดึงเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทำงานแทนคนในส่วนที่ทำได้ จ้าง Outsource อย่างคุ้มค่า โดยการจ้างเหมาบริการจากภายนอกต้องดูที่ความคุ้มค่าและคุณภาพ ไม่ใช่แค่การ “ย้ายกระเป๋าเงิน” จากงบบุคลากรไปโผล่ที่งบดำเนินงาน เพื่อสร้างตัวเลขให้ดูดีขึ้นเท่านั้น
ติดตามอ่าน “เจาะงบปี’70 (2) : ‘งบกลาง’ ถุงยังชีพทุกรัฐบาล” ตอนต่อไป


