‘เอกนิติ’ ปรับแผนการคลัง รักษา ‘เครดิตเรตติ้ง – วินัยการคลัง’ ทยอยขึ้น VAT เป็น 10% ในปี’73

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ ปรับแผนการคลังอย่างเคร่งครัด กำหนดเพดานตั้งงบกลางไม่เกิน 3% งบใช้หนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP ในปี’72 – ขอกันงบผูกพันไม่เกิน 5% รักษา ‘เครดิตเรตติ้ง – วินัยการคลัง’ ทยอยขึ้น VAT เป็น 10% ในปี’73 ทบทวน ‘นโยบายกึ่งการคลัง’ หลังหนี้ ม.28 เพิ่มเป็น 1.13 ล้านล้าน – สั่งหน่วยงานรัฐ หลีกเลี่ยงโครงการแจกเงินให้เปล่าเกษตรกร

ครบ 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศนโยบาย Quick Big Win ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพมาเป็นเวลานานให้เข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4 เดือน ภายใต้สโลแกนที่ว่า “กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว” โดยใช้งบประมาณที่มีอยู่ และไม่กู้เพิ่ม เพื่อรักษาวินัยการคลังอย่าเคร่งครัด ผ่านโครงการสำคัญ ๆหลายโครงการ อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส อัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง พร้อมกับจัดโครงการ Up – skill และ Re-Skill เพิ่มทักษะการทำบัญชี การขายของออนไลน์ และช่วยให้พ่อค้าแม่ค้า ได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบ , โครงการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ , มาตราการลดหย่อนภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง  , แก้หนี้สินภาคครัวเรือนผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ เป็นต้น

ล่าสุด ดร.เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งสัญญาณชัดเจนไปถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หรือ “Credit Rating Agency” ที่กำลังจับตาประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ว่ารัฐบาลชุดนี้รักษาวินัยการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด โดยการนำแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปีงบประมาณ 2570-2573 ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มีปลัดกระทรวงการคลัง , ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ , สภาพัฒน์ฯ และแบงก์ชาติ โดยมีกำหนดกรอบในการดำเนินนโยบายการคลังเอาไว้อย่างเข้มงวด อาทิ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายได้กำหนดเพดานการตั้งงบกลาง รายการเงินสารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจาเป็น เอาไว้ไม่เกิน 3% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี  ,  กำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชาระหนี้ภาครัฐไม่น้อยกว่า 4% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , กำหนดสัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันสูงสุดได้ไม่เกิน 5% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , กำหนดเพดานหนี้สาธารณะเอาไว้ที่กรอบเดิมไม่เกิน 70% ของ GDP และตั้งเป้าปรับลดขนาดของการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเอาไว้ไม่เกิน 3% ของ GDP

สิ่งที่หลายคนเป็นห่วง คือ การใช้นโยบายกึ่งการคลังผ่านมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 กำหนดให้รัฐบาลดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลังได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งในสมัยก่อนต่างคนต่างขอมา ไม่มีระบบ วันนี้ ครม. จึงมอบให้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐไปหารือกัน เพื่อกำหนดรายละเอียด หรือ วางแนวทางให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายจะต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.

ฉายภาพรวมฐานะการคลังประเทศ

ในการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางในครั้งนี้ ได้จัดทำขึ้นท่ามกลางความผันผวน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้สถานการณ์ภาคการคลังของไทยได้ส่งสัญญาณเตือนจากหลายด้าน มีรายละเอียดดังนี้ เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อ GDP ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า สัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 17% ในปี 2536 ลดลงเหลือ 14.9% ของ GDP ในปี 2568

กระสุนร่อยหรอ! งบประจำเพิ่ม-งบลงทุนลดลงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี แม้สัดส่วนรายได้รัฐบาลจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่การใช้จ่ายของรัฐบาลกลับยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงัน ต้นทุนการกู้ยืมเงินเพิ่มสูงขึ้น และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยสะท้อนได้จากสัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อ GDP ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยเมื่อพิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของรายละเอียตรายจ่ายรัฐบาลจะพบว่า รายจ่ายประจำมีสัดส่วนมากถึง 70 – 80% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ  เงินเดือนและค่าตอบแทนข้าราชการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าสาธารณูปโภค เงินอุดหนุน เป็นต้น ทำให้รัฐบาลมีวงเงินงบประมาณคงเหลือสำหรับรายจ่ายลงทุน ซึ่งเป็นรายจ่ายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลงตามไปด้วย

ตั้งงบขาดดุลกระตุ้น ศก.ต่อเนื่อง ดันหนี้/GDP ใกล้ชนเพดาน 70%

นอกจากนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ส่งผลต่อความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ขณะเดียวกันรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลัง ในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน ทำให้รัฐบาลมีภาระหนี้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่รัฐบาลจำเป็นต้องระดมทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ด้วยการกู้เงินผ่านเครื่องมือทางการเงิน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น และเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP ขณะเดียวกัน สภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง ส่งผลต่อความไม่แน่นอนในการคาดการณ์ภาระดอกเบี้ย

เล็งทบทวน ‘นโยบายกึ่งการคลัง’ หลังหนี้ ม.28 เพิ่มเป็น 1.13 ล้านล้าน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในส่วนของการกำหนดสัดส่วนกฎเกณฑ์ทางการคลัง (Fiscal Rule) ตามมาตรา 11 (4) และมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ) เช่น สัดส่วนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือ จำเป็น , สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันเกินกว่า หรือ นอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย สัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาล เป็นต้น พบว่า สัดส่วนกฎเกณฑ์ทางการคลังบางรายการควรมีการทบทวน ยกเลิก หรือ เพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ และบริบททางการคลัง เพื่อเป็นการมุ่งเน้นการรักษาวินัยการเงินการคลังให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 มีภาระหนี้ผูกพันตามมาตรา 28 อยู่ที่ 865,018 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 28.83 ต่อกรอบวงเงินงประมาณ และล่าสุดในปี 2568 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,133,751 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 30.21 ของกรอบวงเงินงบประมาณ

ปรับแผนสร้างสมดุลการคลัง รักษา ‘Credit Rating’

ความเปราะบางทางการคลังต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ระดับโลกได้แสดงความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวที่สะท้อนผ่านการปรับแนวโน้มมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ในระยะต่อไป ดังนั้น ในการดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง ภาครัฐจึงมุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่งคงทางการคลัง และรักษาระดับความน่าเชื่อถือของประเทศภายใต้แนวคิด “Credible” โดยให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ความโปร่งใส และเป็นรูปธรรมในทุกมิติของการบริหารจัดการด้านการคลัง โดยมีการดำเนินการตามแนวทาง ดังนี้

ขยายฐานภาษีด้วย ‘Data Lake’ – บี้รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เข้าคลังเพิ่ม

1. การเปิดเผยแนวทางการจัดการด้านการคลังทั้งด้านรายได้และทรัพย์สิน รายจ่าย และหนี้สาธารณะอย่างเป็นธรรมให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

ด้านรายได้ มุ่งเน้น (1) การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยนำระบบงานดิจิทัล และ Big Data มาใช้เพื่อขยายฐานภาษี และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคล และผู้ประกอบการ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ โดย Data Lake ของกระทรวงการคลังมีเป้าหมายสำคัญในการรวบรวม และเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขยายฐานในการจัดเก็บรายได้ให้ครบถ้วน อีกทั้งยังนำมาช่วยออกแบบวิเคราะห์ และประเมินผลนโยบายการคลัง อันเป็นการสร้างความมั่นคงทางการคลังของรัฐ และเพื่อประโยชน์สาธารณะต่อไป รวมทั้งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บภาษี

นอกจากนี้ จะปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง รวมทั้งเพิ่มรายได้ และมูลค่าในการบริหารทรัพย์สินอื่น ๆ ที่รวมถึงทุนหมุนเวียน หลักทรัพย์ ที่ราชพัสดุ ราคาประเมิน และเหรียญกษาปณ์

ทยอยปรับขึ้น VAT ปี’71 เก็บ 8.5% -ปี’73 เก็บ 10%

2.การดำเนินมาตรการภาษีของหน่วยงานจัดเก็บ ทั้งในส่วนการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และพิจารณาความเหมาะสมของค่าลดหย่อนบางประเภท การเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การปรับปรุงโครงสร้างสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงโครงสร้างภาษีกลุ่ม Sin Tax ตลอดจนการเก็บอากรขาเข้าจากสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ควบคู่กับการดำเนินมาตรการเทียบเท่ากับการทยอยยกเลิกการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.5 (เป็นจัดเก็บที่อัตราร้อยละ 8.5) และอีกร้อยละ 1.5 (เป็นจัดเก็บที่อัตราร้อยละ 10.0) ในปีงบประมาณ 2571 และ 2573 ตามลำดับ

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากร กล่าวว่า “ในประมวลรัษฎากร มาตรา 80 ได้กำหนดให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 10% นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2535 แต่เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าเป็นอัตราที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจขณะนั้น จึงออกพระราชกฤษฎีกาปรับลดอัตราภาษีจาก 10% ลงมาเหลือ 7% จนกระทั่งประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตต้มยำกุ้ง ต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยมีเงื่อนไขจะต้องปรับอัตรา VAT ขึ้นเป็น 10% มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2540 ไปต้นไป ต่อมาในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ได้มอบหมายนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ไปเจรจากับ IMF เพื่อขอผ่อนปรนเงื่อนไขในการดำเนินนโยบายการคลังที่เข้มงวด ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเรื่องการขอปรับลดอัตราภาษี VAT จาก 10% ลงมาเหลือ 7%  จนประสบความสำเร็จ กรมสรรพากรกลับมาเก็บ VAT ในอัตรา 7% อีกครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2542 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนกล้าแตะ หรือ ปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอีกเลย”

แต่อย่างไรก็ตาม การทยอยยกเลิกการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม รัฐบาลจะต้องเสนอมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชน ซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสุดท้าย และระบบเศรษฐกิจไปในคราวเดียวกันด้วย

เข็นกองทุน TFF เพิ่มสัดส่วนงบลงทุน-ลดภาระงบประมาณรายจ่าย

ด้านรายจ่าย ให้ความสำคัญกับ (1) การดำเนินการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล (2) การจัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากที่สุดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อไม่เป็นการเพิ่มรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะหมวดค่าใช้จ่ายบุคลากร ด้านสวัสดิการประชาชน ด้านภาระค่ารักษาพยาบาล ด้านค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ด้านการดำเนินงานของหน่วยงาน (3) การจัดทำแผนงาน/โครงการหน่วยรับงบประมาณควรกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และผลลัพธ์ ที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน หรือ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง (4) การขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย หน่วยรับงบประมาณควรให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณในมิติพื้นที่ (Area-Based Budgeting) และ (5) การจัดทำงบประมาณโดยพิจารณาความครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ให้หน่วยรับงประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณเป็นลำดับแรก รวมทั้งพิจารณาแหล่งเงินอื่น เพื่อดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น เงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ คาดว่าจะมีรายได้จากการดำเนินโครงการในอนาคต ให้พิจารณาใช้จ่ายจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเงินกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ภาครัฐ เป็นต้น ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการลงทุนภาครัฐ สำหรับรัฐวิสาหกิจที่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน และมีสถานะการเงินที่ดี รวมถึงมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีกระแสเงินสดที่มั่นคง ให้พิจารณาความเหมาะสมในการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นลำดับแรก

นอกจากนี้ สำหรับหน่วยงานของรัฐที่มีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยกรณีที่หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาแล้วเห็นว่า เอกชนมีศักยภาพ นวัตกรรม มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินการโครงการดังกล่าว หรือ สามารถสร้างคุณภาพการให้บริการให้กับประชาชนดีกว่าที่ภาครัฐจะดำเนินการเอง ก่อให้เกิดความคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพที่จะให้เอกชนดำเนินการ ให้พิจารณาความเหมาะสมที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ผ่านกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

ตั้งงบใช้หนี้รองรับความผันผวนของดอกเบี้ย

ด้านหนี้สาธารณะ ดำเนินการโดย (1) การบริหารหนี้ในเชิงรุก โดยปรับกลยุทธ์การระดมทุนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนและความเสี่ยง จากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยโลก และพิจารณาการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล (2) การรักษาวินัยในการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยควรจัดสรรงบชำระต้นเงินกู้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับหนี้ที่ครบกำหนดชำระ และจัดสรรรายจ่ายชำระดอกเบี้ยให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และ (3) การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ จากภาระดอกเบี้ยในแต่ละปีงบประมาณต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ร้อยละ 10.24 ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการกู้เงินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินนโยบายการคลังในช่วงที่ผ่านมา

การปรับกฎเกณฑ์ทางการคลัง (Fiscal Rules) เพื่อเพิ่มวินัยทางการคลัง โดยให้มีการทบทวนสัดส่วนวินัยการคลัง ตามมาตรา 11 (4) ได้แก่ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น งบชำระคืนต้นเงินกู้ และการก่อหนี้ผูกพันเกินกว่า/นอกเหนือจากกฎหมายงบประมาณ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณต่อสาธารณะถึงเจตนารมณ์ในการรักษาวินัยที่เข้มงวดขึ้นของรัฐ

วางเกณฑ์อนุมัตินโยบายกึ่งการคลัง – หลีกเลี่ยงแจกเงินให้เปล่าเกษตรกร

กำหนดแนวทางกำกับการดำเนินการ ตามมาตรการกึ่งการคลัง ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเสนอขอความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี กำหนดแนวทางในการพิจารณาอนุมัติโครงการตามมาตรา 28 ให้อยู่ภายใต้กรอบร้อยละ 32 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง หลีกเลี่ยงการอนุมัติโครงการในลักษณะเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดการปรับตัว เพื่อยกระดับผลิตภาพการผลิตของภาคการเกษตร ทั้งนี้ ในการเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องได้รับความเห็นชอบโครงการจากนายกรัฐมนตรีก่อน โดยหน่วยงานของรัฐนั้นจะต้องส่งรายละเอียดของโครงการให้กระทรวงการคลังพิจารณา ให้ความเห็น และเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ปรับลดขนาดงบขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP ในปี’72

จากแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังทั้ง 3 ด้านดังกล่าว นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเอื้อต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) โดยปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการคลังของรัฐบาล อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศให้กลับสู่สภาวะที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

สำหรับรายละเอียดของแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ได้ทำการประมาณการเศรษฐกิจ ในปี 2569 คาดว่า GDP ของประเทศจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.2 – 2.2 ค่ากลางร้อยละ 1.7 โดย GDP Deflator อยู่ที่ร้อยละ 0.7  และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.0 – 1.0 , ปี 2570 คาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.1 – 3.1 ค่ากลางอยู่ที่ร้อยละ 2.6 โดย GDP Deflator อยู่ที่ร้อยละ 0.9 และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.4 – 1.4 ส่วนในปี 2571 – 2572 คาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.3 – 3.3 ค่ากลางร้อยละ 2.8 ขณะที่ในปี 2573 คาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 ค่ากลางร้อยละ 3.0 ทั้งนี้ GDP Deflator ในปี 2571 – 2573 อยู่ที่ร้อยละ 1.1 1.3 และ 1.5 ตามลำดับ และ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2571 – 2573 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.6 – 1.6 ร้อยละ 0.8 – 1.8 และร้อยละ 1.0 – 2.0 ตามลำดับ

ส่วนฐานะการคลังของประเทศได้มีการประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2570 – 2573 เท่ากับ 3,000,000 , 3,145,000 , 3,274,000 และ 3,422,000 ล้านบาท ตามลำดับ ด้านงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2570 – 2573 คาดว่ารัฐบาลจะมีรายจ่าย 3,788,000 3,826,000 3,864,000 และ 3,903,000 ล้านบาท ตามลำดับ

จากการประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิและงบประมาณรายจ่ายดังกล่าวในปีงบประมาณ 2570 – 2573 คาดว่ารัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณจำนวน 788,000 , 681,000 , 590,000 และ 481,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.9 ,3.3, 2.7 และ 2.1 ต่อ GDP ตามลำดับ

ส่วนยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 มีจำนวน 12,226,290 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 64.82 ของ GDP และประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สำหรับปีงบประมาณ 2569 – 2573 อยู่ที่ร้อยละ 68.17 , 69.36 , 69.78, 69.52 และ 68.22 ตามลำดับ