
อัพเดต! ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล 7.3 แสนราย กำไร 3.1 แสนราย เสียภาษี 7.9 แสนล้าน เป็นของ บจ. 2.2 แสนล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย – SMEs กว่า 2.2 แสนราย ตกอยู่ในภาวะขาดทุน
ก่อนหน้านี้ ‘ไทยพับลิก้า’ รายงานข้อมูลการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประเทศไทยมีคน 66 ล้านคน วัยทำงาน 40 ล้านคน มีคนยื่นภาษีแค่ 12.57 ล้านคน เท่านั้น… และในจำนวนนี้ พอหักลบกลบหนี้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ออกไป 7.43 ล้านคน เหลือคนไทยมีแค่ 5.14 ล้านคน ที่จ่ายภาษีให้รัฐ 2.78 แสนล้านบาท ถือเป็นฐานที่แคบและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ครั้งนี้นำเสนอ ‘ภาษีเงินได้นิติบุคคล’ เป็นรายได้อันดับที่ 2 ของกรมสรรพากร รองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 บอกเราว่า มีผู้ประกอบการที่มาขึ้นทะเบียนกับสรรพากรมีเลขประจำตัวผู้เสีนภาษี 13 หลัก หรือ “NID” รวมทั้งสิ้น 726,487 ราย
ภายใต้โครงสร้างนิติบุคคลในประเทศไทยทั้ง 7.3 แสนราย พบว่ามีการแบ่งกลุ่มที่ชัดเจนมาก โดยมี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ที่มีจำนวนต่างกันมาก
กลุ่มแรก นิติบุคคลไทย มีจำนวน 725,108 ราย คิดเป็นสัดส่วน 99.81% ของผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมด และเมื่อแยกตามประเภทการจดทะเบียนนิติบุคคลสัญชาติไทยมีดังนี้
- บริษัทจำกัด : จำนวน 544,182 ราย คิดเป็นสัดส่วน 74.91% ของผู้เสียภาษีทั้งหมด
- ห้างหุ้นส่วนจำกัด : จำนวน 125,838 ราย คิดเป็นสัดส่วน 17.32% ของผู้เสียภาษีทั้งหมด
- บริษัท หรือ ห้างฯ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย : มีจำนวน 53,195 ราย
- บริษัทมหาชนจำกัด : ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 1,384 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.19% ของผู้เสียภาษีทั้งหมด
- ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล : จำนวน 509 ราย

กลุ่มที่ 2 นิติบุคคลต่างประเทศ นักลงทุนข้ามชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยมีจำนวน 1,379 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.19% ของจำนวนผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมด เป็นกลุ่มนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ แต่เข้ามาจดทะเบียนประกอบธุรกิจ และเสียภาษีในประเทศไทย โดยจำแนกเป็น:
- นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ : จำนวน 1,362 ราย
- บริษัทจำกัด (ต่างประเทศ) : จำนวน 17 ราย
จากฐานข้อมูลภาษีเงินได้นิติบุคคล พบว่ากลุ่มผู้ประกอบธุรกิจไทย คิดเป็นสัดส่วน 99.81% ของผู้เสียภาษีทั้งหมด ขณะที่บริษัทต่างชาติมีเพียง 0.19% เท่านั้น ข้อสังเกตคือ กลุ่มบริษัทต่างชาติแม้มีมูลค่าการลงทุนสูง แต่มักได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น BOI ทำให้ภาษีที่จัดเก็บได้จริงจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไม่ได้เยอะอย่างที่หลายคนคิด

หากเจาะลึกภาคธุรกิจไทย ทั้งบริษัทจำกัด และ บริษัทมหาชนจำกัด รวมกันมี 545,583 ราย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของจำนวนผู้เสียภาษีทั้งหมด ถ้าดูงบการเงินของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในรอบปีที่ผ่านมามีสถานการณ์เป็นอย่างไร
- กลุ่มแรก ยังมีกำไรสุทธิตามบัญชีอยู่ : ฐานภาษี หรือ กลุ่มเป้าหมายหลักของกรมสรรพากรมีจำนวนรวมกันทั้งหมด 308,664 ราย คิดเป็นสัดส่วน 56.57 % ของจำนวนบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดทั้งหมด 545,583 ราย ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทจำกัดจำนวน 307,670 ราย และกลุ่มบริษัทมหาชนจำกัด ที่มีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง 994 ราย
- กลุ่มที่ 2 กลุ่มเปราะบาง ผลประกอบการขาดทุนสุทธิ มีจำนวนรวมกันทั้งหมด 235,032 ราย คิดเป็นสัดส่วน 43.08% ของจำนวนบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดทั้งหมด ประกอบด้วย กลุ่มบริษัทจำกัดจำนวน 234,643 ราย และกลุ่มบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 389 ราย
- กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีกำไร หรือ หรือขาดทุนสุทธิ = 0 หรือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีรายได้เท่ากับรายจ่ายพอดีเป๊ะ! อาทิเช่น กลุ่มบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นกิจการ ยังไม่ได้เริ่มขายสินค้า หรือ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ , กลุ่มบริษัทที่หยุดประกอบกิจการชั่วคราว หรือ บริษัทร้าง เปิดทิ้งไว้เฉยๆไม่มีความเคลื่อนไหวทางบัญชี หรือ กลุ่มบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกิจ หรือ Holding Company บางประเภท และ เพื่อเป็นทางผ่านเงิน (Special Purpose Vehicle – SPV / Holding Company บางประเภท และกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจปกติ แต่บังเอิญ “คุ้มทุน” พอดี เป็นต้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะไม่ต้องเสียภาษี หากกรมสรรพากรตรวจพบมีการใช้ “รายจ่ายต้องห้าม” มาใช้ลดหย่อนภาษี เช่น เบิกค่าเลี้ยงรับรองเกิน หรือ บริจาคเงินเกินโควตา ก็อาจถูกสรรพากรสั่งให้นำรายจ่ายดังกล่าวนี้กลับมาเป็นกำไร และต้องเสียภาษี กลุ่มนี้มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,887 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.35% ของของจำนวนบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดทั้งหมด
ดังนั้นจากข้อมูลผู้เสียภาษีนิติบุคคล ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า “เกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทไทยกำลังบาดเจ็บ หรือ อยู่ในภาวะขาดทุน” (43.08%) โดยกิจกรรมที่ทำกำไรส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่บริษัทระดับกลางและเล็ก ซึ่งกลุ่มนี้ คือ “แหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุด” ของคนไทยอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง ดังนั้นภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการกลุ่มนี้ เช่น การปรับโครงสร้างภาษี โครงสร้างหนี้ และส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือการช่วยพัฒนาทักษะ เพื่อยกระดับการเติบโต

หากนำบริษัททั้ง 545,583 ราย มาจำแนกตามขนาดรายได้ สามารถแบ่งผู้ประกอบการได้เป็น 6 กลุ่ม ทำให้เห็นภาพ “K-Shaped Recovery” หรือ การฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมชัดเจนมากยิ่งขึ้นดังนี้
- กลุ่มแรก รายได้รวมเกิน 10,000 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 620 ราย ในจำนวนนี้มีผลประกอบการกำไรสุทธิตามบัญชี 565 ราย คิดเป็นสัดส่วน 94.13% ของกลุ่มนี้ทั้งหมด และประกอบกิจการมีผลขาดทุนสุทธิ 55 ราย คิดเป็นสัดส่วนแค่ 8.87% ของกลุ่มนี้ ส่วนกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่ากับศูนย์ กลุ่มนี้ไม่มี
- กลุ่มที่ 2 รายได้รวมเกิน 5,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท กลุ่มนี้มีจำนวน 597 ราย ในจำนวนนี้มีกำไรสุทธิตามบัญชี 542 ราย คิดเป็นสัดส่วน 90.79% ของกลุ่มนี้ทั้งหมด และมีขาดทุนสุทธิตามบัญชีแค่ 55 ราย คิดเป็นสัดส่วน 9.21% ของกลุ่มนี้ ส่วนกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่ากับศูนย์ไม่มี
- กลุ่มที่ 3 รายได้รวมเกิน 1,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท มีจำนวน 4,961 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่มีกำไรสุทธิตามบัญชี 4,367 ราย คิดเป็นสัดส่วน 88.01% ของกลุ่มนี้ทั้งหมด และมีผลขาดทุนสุทธิตามบัญชี 593 ราย คิดเป็นสัดส่วน 11.95% ของกลุ่มนี้ และกลุ่มที่มีกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่ากับศูนย์มี 1 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.04% ของกลุ่มนี้
- กลุ่มที่ 4 รายได้รวมเกิน 500 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท มีจำนวน 5,125 ราย ในจำนวนแบ่งเป็นกลุ่มที่มีกำไรสุทธิ 4,473 ราย คิดเป็นสัดส่วน 87.28% ของกลุ่มนี้ทั้งหมด , กลุ่มที่มีผลขาดทุนสุทธิตามบัญชี 651 ราย คิดเป็นสัดส่วน 12.70% ของกลุ่มนี้ และกลุ่มกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่ากับศูนย์ 1 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.02% ของกลุ่มนี้
- กลุ่มที่ 5 รายได้รวมเกิน 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท มีจำนวน 27,485 รายในจำนวนนี้มีกำไรสุทธิตามบัญชี 23,182 ราย คิดเป็นสัดส่วน 84.34% ของกลุ่มนี้ , มีผลขาดทุนสุทธิตามบัญชี 4,295 ราย คิดเป็นสัดส่วน 15.63% ของกลุ่มนี้ และกลุ่มกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่ากับศูนย์มี 8 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.03% ของกลุ่มนี้
- กลุ่มที่ 6 กลุ่มสุดท้ายรายได้รวมต่ำกว่า 30 ล้านบาท กลุ่มนี้คือผู้ประกอบการ SMEs ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และยังครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยอย่าง Micro SMEs เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศมีจำนวนมากถึง 464,877 ราย ในจำนวนนี้มีกำไรสุทธิ 241,431 ราย ขาดทุน 221,578 ราย แต่ถ้ามาดูสัดส่วนแล้วน่าวิตกกังวลมาก คือมีบริษัทที่มีกำไร 51.93% และขาดทุนมีสัดส่วน 47.66%… กล่าว คือ “2 บริษัท มี 1 บริษัทที่กำลังขาดทุน” และเป็นกลุ่มที่มีกำไรสุทธิ หรือขาดทุนสุทธิเป็นศูนย์มากที่สุด 1,868 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.40% ของกลุ่มนี้ทั้งหมด

สอดคล้องกับข้อมูลผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET+MAI) ปี 2568 จาก 799 บริษัท ที่นำส่งงบการเงิน ในจำนวนนี้มี 596 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 74.6% ของจำนวน บจ. ที่นำส่งงบการเงิน สร้างผลกำไรสุทธิรวมกันมากถึง 1,106,056 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) มีกำไรสุทธิรวม 1,103,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20.5% และกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีกำไรสุทธิรวม 2,294 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 64.3%
หากนำตัวเลขกำไรสุทธิทางบัญชีรวมของ บจ. 1,103,762 ล้านบาท มาคำนวณกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ คาดว่า คาดว่าบริษัทในตลาดหุ้นกลุ่มนี้จ่ายภาษีให้รัฐรวมกันสูงถึง 220,752 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 27.69% หรือ เกือบ 1 ใน 3 ของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ 797,249 ล้านบาท
นี่คือความจริงที่มีบริษัทในตลาดหุ้นที่แข็งแรง เป็นแกนนำส่งภาษีให้ประเทศ แต่อีกขาการขยายฐานภาษี และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ SMEs นอกตลาดหุ้น เป็นโจทย์เร่งด่วนที่สุดที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนทางการคลัง
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องออกแบบโครงสร้างภาษีพิเศษ เพื่อเป็น “แต้มต่อ” ให้กับ SMEs โดยได้รับสิทธิเสียภาษีใน “อัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได” (Progressive Rate) แตกต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ทั่วไปที่ต้องเสียภาษี (Flat Rate) ในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิ โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท มีคำนวณภาษีแยกตามช่วงของกำไรสุทธิ ดังนี้
- ช่วงกำไรสุทธิตั้งแต่ 0 – 300,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี (0%)
- ช่วงกำไรสุทธิตั้งแต่ 300,001 – 3,000,000 บาท: เสียภาษีในอัตราลดหย่อนเหลือ 15%
- ช่วงกำไรสุทธิตั้งแต่ 3,000,000 บาทขึ้นไป: เสียภาษีในอัตราปกติ 20%
ตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ SMEs มีกำไรสุทธิ 4,000,000 บาท คิดภาษีแบบขั้นบันได ก็คือ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนกำไรสุทธิตั้งแต่ 300,001 – 3,000,000 บาท เอาส่วนต่าง 2,700,000 บาท คูณกับอัตราภาษี 15% เท่ากับต้องจ่ายภาษี 405,000 บาท จากนั้นนำกำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท คือ 1,000,000 บาท มาคูณกับอัตราภาษีปกติ 20% เท่ากับ 200,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่ายให้กรมสรรพากรทั้งหมด 0+405,00+200,000 บาท คิดเป็นเงิน 605,000 บาท
แต่ถ้าเป็นบริษัททั่วไปไม่อยู่ในข่าย SMEs จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด 4,000,000 บาท คือ 800,000 บาท ช่วยให้ SMEs ประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้ 195,000 บาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท
แต่อย่างไรก็ตาม หากผิดเงื่อนไขใดเพียงข้อเดียว เช่น ทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท แต่มีรายได้รวม 40 ล้านบาท เกินเงื่อนไขที่กำหนด เฉพาะในรอบบัญชีนั้นจะต้องเปลี่ยนไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติ 20% เหมือนบริษัททั่วไปทันที สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่ทราบเรื่องนี้ เผลอจ่ายภาษีในอัตรา 20% มาก่อนมาก่อนหน้านี้ สามารถยื่นขอคืนภาษีส่วนที่จ่ายไว้เกินจากกรมสรรพากรได้ไม่เกิน 3 ปี
นอกจากแต้มต่อเรื่องอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดแล้ว กรมสรรพากรยังให้ “สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม” เพื่อสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SMEs แลผู้ประกอบการรายย่อยที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ดังนี้
1. การหักค่าใช้จ่ายพิเศษ (Special Expense Deductions) เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการช่วยเหลือสังคม รัฐบาลจึงอนุญาตให้ SMEs นำค่าใช้จ่ายบางประเภทมา “หักภาษีได้มากกว่าที่จ่ายจริง” เช่นเดียวกับบริษัททั่วไป และบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ
- ค่าส่งพนักงานฝึกอบรมพนักงาน-จัดสัมมนา สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้สูงถึง 2 เท่า (200%) ของเงินที่จ่ายไปจริง เพื่อสนับสนุนการยกระดับทักษะของแรงงาน
- ค่าจ้างผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป นำไปหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า (200%) โดยสำหรับผู้สูงอายุที่มีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท เพื่อส่งเสริมการจ้างงานในสังคมสูงวัย
- ค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) นำไปหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า (200%) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
- เงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ
2. การหักค่าเสื่อมราคาเครื่องมือ และอาคารแบบเร่งด่วน (Accelerated Depreciation) มาตรการนี้เป็น “แต้มต่อที่สำคัญที่สุด” ที่ทำให้ SMEs ได้เปรียบบริษัททั่วไปอย่างชัดเจน โดยรัฐบาลเปิดโอกาสให้ SMEs สามารถ “ดึงค่าใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า” ได้ในปริมาณมากตั้งแต่ปีแรกที่ซื้อทรัพย์สิน แทนที่จะต้องเฉลี่ยหักเท่ากันทุกปีเหมือนกับบริษัททั่วไป หรือ บริษัทขนาดใหญ่ (ทยอยหักค่าเสื่อมเท่ากันตลอดระยะเวลา 5 ปี) อาทิ
- คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที ในปีแรกที่ซื้อมาสามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ทันที 40% ของมูลค่าสินทรัพย์ ส่วนที่เหลืออีก 60% ค่อยทยอยหักค่าเสื่อมภายใน 3 ปี
- เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต ในปีแรกที่ซื้อมาสามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ทันที 40% ของมูลค่าสินทรัพย์ ส่วนที่เหลืออีก 60% ค่อยทยอยหักค่าเสื่อมภายใน 5 ปี
- อาคารโรงงาน (ไม่รวมส่วนสำนักงาน) บริษัททั่วไปต้องทยอยหักค่าเสื่อมปีละเท่า ๆกันนานถึง 20 ปี แต่ถ้าเป็น SMEs ปีแรกหักค่าเสื่อมราคาได้ทันที 25% ของมูลค่าอาคาร ส่วนที่เหลืออีก 75% ค่อยทยอยหักภายใน 20 ปี
3. สิทธิประโยชน์ด้านดิจิทัล (Digital Tax Incentives) มาตรการดังกล่าวนี้จะช่วยสนับสนุนให้ SMEs ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อาทิ ค่าซื้อ หรือใช้บริการซอฟต์แวร์ระบบงาน เช่น ERP, POS, CRM เป็นต้น บริษัททั่วไปหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท แต่ถ้าเป็น SMEs จะได้ “แต้มต่อ” สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้สูงถึง 2 เท่า ของค่าที่ได้จ่ายไปจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
โดยมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมธุรกิจ SMEs นอกจากจะช่วยลดภาวะค่าใช้จ่ายภาษีแล้ว ยังช่วยเพิ่มสภาคล่อง และกระแสเงินสดในมือให้กับ SMEs และยังช่วยสนับสนุน หรือ ยกระดับให้ SMEs เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล หรือที่เรียกว่า “Digital Transformation” ช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงเทคโนโลยีระบบจัดการหลังบ้านได้ง่ายขึ้น และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SMEs ในระยะยาว
นี่คือฐานข้อมูลของผู้ประกอบการไทย ที่อธิบายถึงสถานการณ์โครงสร้างเศรษฐกิจและสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้เป็นอย่างชัดเจน อยู่ที่ว่าผู้นำจะตีโจทย์เรื่องนี้อย่างไร พร้อมจะลงมือแก้ปัญหาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศอย่างจริงจังเสียที


