อัปเดต! “ฐานภาษีบุคคล” 12.57 ล้านคน จ่ายภาษี 5.14 ล้านคน 2.8 แสนล้านบาท อีก 7.43 ล้านคน ได้รับยกเว้น

อัปเดต! ‘ฐานภาษีบุคคล’ เข้าระบบแล้ว 12.57 ล้านคน ในจำนวนนี้ 5.14 ล้านคนจ่ายภาษีให้สรรพากร 2.78 แสนล้านบาท อีก 7.43 ล้านคนรายได้ไม่ถึง 3.19 แสนบาทต่อปี ได้รับยกเว้น

จากข้อมูลฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2567 ของกรมสรรพากร ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดเพิ่งอัปเดตเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรใช้วางแผนการบริหารจัดเก็บภาษี

ประเทศไทยมีประชากร 66.05 ล้านคน มีคนทำงานหรือที่เรียกว่า “กำลังแรงงาน” อยู่ 40.53 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีก 25.52 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ หรือคนที่อาจยังไม่พร้อมทำงาน และในกลุ่มแรงงาน 40.53 ล้านคนนี้ มีคนว่างงานอยู่ราวๆ 4.4 แสนคน สรุปแล้วมีคนทำงานจริงๆ อยู่ประมาณ 40.1 ล้านคน

คนที่อยู่ในวัยทำงาน 40 ล้านคน มีคนมายื่นแบบ ภ.ง.ด. 90/91 แค่ 12.57 ล้านคนเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วน 19% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แล้วอีก 27.52 ล้านคน พวกเขายัง “อยู่นอกระบบภาษี”

ทั้งๆ ที่กฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 56 เขียนไว้ชัดเจนว่า ใครก็ตามที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำสุด 60,000 บาทต่อปี หรือแค่เดือนละ 5,000 บาท มีหน้าที่ต้องมายื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

ถ้าไปดูตัวเลขประกันสังคมประกอบกัน… ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมรวมทุกกลุ่ม (ม.33, ม.39 และ ม. 40) มีอยู่ราว 24.83 ล้านคน เมื่อบวกกับจำนวนข้าราชการและบุคลากรภาครัฐอีก 3 ล้านคน รวมเป็น 27.83 ล้านคน แต่กลับมีผู้ยื่นภาษีแค่ 12.57 ล้านคน อีก 15.26 ล้านคน หายไปไหน ทำไมไม่มายื่นแบบฯ

คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งอาจมีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 5,000 บาท จริงๆ แต่เชื่อได้ว่าอีกส่วนหนึ่ง “เข้าใจผิด” คิดว่า พอโดนหักประกันสังคม หรือบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว “ก็จบกันไป ไม่ต้องทำอะไรต่อ”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว “การยื่นภาษี” อาจไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เผลอๆ การยื่นภาษีอาจทำให้เราได้ “เงินภาษีคืน” ด้วยซ้ำ!

เพราะการมาแบบ ภ.ง.ด.90/91 สามารถนำค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ค่าประกันชีวิต ค่าลดหย่อนลูก มารวมคำนวณ ภาษีจริงที่เราต้องจ่าย อาจจะต่ำกว่าที่สรรพากรหักไป หรือมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนเงินที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปตลอดทั้งปี กรมสรรพากรก็ต้อง “โอนคืน” ให้เราทั้งหมด

หากเจาะลึกข้อมูลปี 2567 กลุ่มคน 12.57 ล้านคนที่ยื่นแบบภาษีนั้น มีคนที่ “จ่ายภาษีจริงๆ” แค่ 5.14 ล้านคน เท่านั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7.8% ของคนไทยทั้งประเทศ

ส่วนอีก 7.43 ล้านคน ที่ยื่นแบบฯ แต่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี (อัตรา 0%) ยกตัวอย่างง่ายๆ มนุษย์เงินเดือนที่เป็นโสด เงินเดือนเฉลี่ยไม่เกิน 25,833-26,583 บาท หรือ รายได้รวมทั้งปีไม่เกิน 3.1-3.19 แสนบาท เมื่อนำมาหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 1 แสนบาท หักลดหย่อนส่วนตัว 6 หมื่นบาท และประกันสังคมอีก 9,000 บาทแล้ว เงินได้สุทธิเหลือไม่เกิน 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี แต่ต้องทำหน้าที่พลเมืองดี ยื่นภาษีทุกปี

แต่ถ้านำข้อมูลดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2566 ที่ “ไทยพับลิก้า” นำเสนอก่อนหน้านี้ พบว่าปีภาษี 2566 มีผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90/91 จำนวน 11.88 ล้านคน ปีภาษี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 12.57 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 6.9 แสนคนภายในปีเดียว ส่งผลทำให้คนที่มายื่นแบบฯ และเสียภาษีมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 4.73 ล้านคนในปีภาษี 2566 เพิ่มเป็น 5.14 ล้านคนในปีภาษี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 4.1 แสนคน ขณะเดียวกัน ก็มีคนกลุ่มใหญ่ที่มายื่นแบบแต่ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเพิ่มจาก 7.15 ล้านคนในปีภาษี 2566 เป็น 7.43 ล้านคนในปีภาษี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 2.8 แสนคน

แต่อย่างไรก็ตามสะท้อนให้เห็นว่า ฐานภาษีบุคคลของไทยยังคง “แคบ” เหมือนเดิม มีคนเพียง 5.14 ล้านคน 7.8% ของคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องแบกกันต่อไป

เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไปที่ข้อมูล “ผู้เสียภาษีแยกตามขั้นเงินได้สุทธิ” จะเห็นโครงสร้างผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย หรือ “ฐานภาษี” ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยคนกลุ่มใหญ่ที่สุดจำนวน 7.43 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของคนที่มายื่นแบบฯ แต่ทั้งหมดมายื่นแบบฯ แต่ไม่ต้องจ่ายภาษีให้กับกรมสรรพากร เพราะมีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี

แต่ถ้าตัดคนกลุ่มนี้ออกไป จะเหลือกลุ่มคนที่ยื่นแบบฯ และเสียภาษีให้กับกรมสรรพากรจริงๆ แค่ 5.14 ล้านคน คิดเป็นเงิน 278,177 ล้านบาท (หักภาษีที่จ่ายไว้เกินออกไปแล้ว 46,989 ล้านบาท) เราจะเห็นภาพ “พีระมิดภาษี” ที่น่าสนใจดังนี้

  • กลุ่มแรก: เป็นผู้เสียภาษีกลุ่มใหญ่ที่สุดมีเงินได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท มีจำนวน 2.51 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 20% ของจำนวนผู้ที่มายื่นแบบฯ 12.57 ล้านคน แต่จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับกรมสรรพากรให้กับกรมสรรพากร 7,627 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.7 ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บได้ทั้งหมด
  • กลุ่มที่ 2: ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท มีจำนวน 1.31 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 10.4% ของจำนวนผู้ยื่นแบบทั้งหมด จ่ายภาษี 21,016 ล้านบาท
  • กลุ่มที่ 3: ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท มีจำนวน 6.4 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของจำนวนผู้ยื่นแบบทั้งหมด จ่ายภาษี 27,521 ล้านบาท
  • กลุ่มที่ 4 : ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท มีจำนวน 2.5 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 2% ของจำนวนผู้ยื่นแบบทั้งหมด จ่ายภาษี 21,907 ล้านบาท
  • กลุ่มที่ 5: ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท มีจำนวน 3 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของจำนวนผู้ยื่นแบบทั้งหมด จ่ายภาษี 60,591 ล้านบาท
  • กลุ่มที่ 6: ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้สุทธิ 2,000,001-5,000,000 บาท มีจำนวน 1.1 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 0.8% ของจำนวนผู้ยื่นแบบทั้งหมด จ่ายภาษี 67,999 ล้านบาท
  • กลุ่มที่ 7 : ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 5,000,001 บาท ขึ้นไป เป็นกลุ่มคนรวยที่มีจำนวนน้อยที่สุดแค่ 3 หมื่นคน คิดเป็นสัดส่วน 0.2% ของจำนวนผู้ยื่นแบบทั้งหมด จ่ายภาษีมากที่สุด 71,516 ล้านบาท

สรุป คนไทย 66 ล้านคน ยื่นแบบฯ 12.57 ล้านคน ในจำนวนนี้ยื่นแต่ได้รับยกเว้นภาษี 7.43 ล้านคน หรือ คนที่จ่ายภาษีจริงแค่ 5.14 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 7.8% ของประชากร โดยกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 278,177 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อน “ความเหลื่อมล้ำ” ของรายได้ในสังคมไทยที่ยังห่างกันมาก และ “ความเสี่ยง” ของการจัดเก็บรายได้ยังคงพึ่งพากลุ่มคนรวยแค่ 3 หมื่นคน จ่ายภาษีมากสุด 71,516 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ถือว่ามีสัญญาณที่ดีคือ กระทรวงการคลังและกรมสรรพากรเริ่มดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยื่นแบบฯ แล้วได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 7.43 ล้านคน คนกลุ่มนี้นี่เองที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญซึ่งมีสิทธิได้รับสวัสดิการจากรัฐในอนาคต รวมทั้งการโอนเงินช่วยเหลือเยียวยาผ่านระบบภาษีตามนโยบาย “Negative Income Tax” ซึ่งจะช่วยจูงใจให้คนอยากเดินเข้าสู่ระบบภาษีด้วยความเต็มใจ

…แต่โจทย์ใหญ่หินที่สุดของอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ก็คือ การทำอย่างไรที่จะจูงใจและดึง “คนที่อยู่นอกระบบอีกกว่า 27 ล้านคน” ให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีให้ได้มากที่สุด… ประเทศไทยจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง