
รัฐ “ถังแตก”จริงไหม? (ตอนที่2) คนไทย 66 ล้านคน มีงานทำ 40 ล้านคน แต่ยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91 เพียง 11.88 ล้านคน ใช้สิทธิหักลดหย่อนปีละ 1.45 แสนล้าน พบ 76,182 คน ไม่มีรายได้ แต่มายื่นภาษีฯ อีก 28.21 ล้านคน อยู่นอกระบบไม่ยื่นแบบภาษี ส่วนกลุ่มคนรายได้ต่ำกว่า 7.5 แสนบาท/ปี ใช้สิทธิออมเงินหักภาษีแค่ 5-8% ขณะที่คนรวยรายได้เกิน 20 ล้านบาท/ปี บริจาคเงินหักลดหย่อนภาษี 62% ของรายได้ เผยโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้แบบขั้นบันได เฉลี่ยจ่ายจริงแค่ 9.63%
คนไทย 66 ล้านคน มีงานทำ 40 ล้านคน แต่ยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91 เพียง 11.88 ล้านคน อีก 28.21 ล้านคน อยู่นอกระบบไม่ยื่นแบบภาษี ทั้งๆ ที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 กำหนดให้บุคคลทุกคน หากมีเงินได้จากเงินเดือนเกิน 120,000 บาท/ปี หรือ เดือนละ 10,000 บาทขึ้นไป ต้องยื่นภาษี (ภ.ง.ด.91) และนอกเหนือจากเงินเดือน ถ้ามีเงินได้เกิน 60,000 บาท/ปี หรือ เดือนละ 5,000 บาทขึ้นไป ก็ต้องยื่น ภ.ง.ด.90
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาจำนวนคนที่มายื่น ภ.ง.ด.90/91 เพิ่มขึ้นมาแค่ 1.41 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่มีงานทำ 38-40 ล้านคนแล้วกลับมีสัดส่วนที่ต่ำ และในจำนวนคนที่มายื่นภาษี 11.88 ล้านคนนี้ มากกว่าครึ่งที่ได้รับการยกเว้นภาษีถึง 7.15 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี เหลือคนไทยที่ก้มหน้าก้มตาจ่ายภาษีเงินได้จริงๆ แค่ 4.73 ล้านคนเท่านั้น ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ 28.21 ล้านคน ยังคงอยู่นอกระบบภาษี สะท้อนให้เห็นถึง “ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แคบ และพึ่งพารายได้ภาษีจากแรงงานเพียงส่วนน้อยของประเทศเท่านั้น”

ในรายงานผลการศึกษาของสำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยังได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนคนที่มายื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ทั้งหมด 11.88 ล้านคน โดยจำแนกตามช่วงชั้นเงินได้พึงประเมินของกรมสรรพากรในปีภาษี 2566 (ก่อนหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน) พบว่า จำนวนคนที่มายื่นแบบฯ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกิน 2,000,000 บาท/ปี มีจำนวนคนรวมกัน 11.60 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 97.65% ของจำนวนคนที่ยื่นแบบฯ ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 500,001-750,000 บาท/ปี ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ในระดับปานกลางประมาณ 41,667-62,500 บาท/เดือน มีจำนวนคนที่ยื่นแบบฯ มากที่สุดถึง 1,742,345 ล้านคน
ลำดับถัดมาจะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ในช่วง 150,001-200,000 บาท/ปี มีจำนวน 1,275,527 คน และกลุ่มคนที่มีรายได้ในช่วงรายได้ในช่วง 1-100,000 บาท/ปี มีจำนวน 1,147,836 คน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่ยื่นแบบฯ แต่มีรายได้ไม่เกิน 150,000 บาท/ปี แม้จะยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน ก็ได้รับการยกเว้นภาษีมี 2,312,016 คน คิดเป็นสัดส่วน 19.46% ของจำนวนคนที่ยื่นแบบฯ ทั้งหมด
คนรวยรายได้กว่า 20 ล้าน/ปีมี 3,253 คน-คนมีงานทำ 28 ล้านไม่ยื่นภาษี
จากกราฟที่นำมาแสดงชี้ให้เห็นว่า ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยยังพึ่งพากลุ่มคนที่มีรายได้ระดับกลางเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มคนมีรายได้สูงมีจำนวนน้อยมากในเชิงปริมาณ และเมื่อรายได้สูงขึ้น จำนวนคนที่มายื่นแบบฯ ยิ่งลดลง โดยเฉพาะกลุ่มคนรวยที่มีรายได้มากกว่า 20 ล้านบาท/ปี ขึ้นไปมีอยู่เพียง 3,253 คนเท่านั้น คนไทย 76,182 คน ไม่มีเงินได้พึงประเมินแต่ยื่นภาษี ขณะที่กลุ่มคนที่มีงานทำ 28 ล้านคนไม่ยื่นภาษี ตรงนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้กระทรวงการคลังต้องใช้ Data Lake เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง และหน่วยงานภายนอก เพื่อนำข้อมูล Big Data ใช้ในการขยายฐานภาษี เพื่อสร้างความเสมอภาค และเป็นธรรมให้กับคนที่อยู่ในระบบ

ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย ก่อนที่จะรู้ว่าเราต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ก็ต้องคำนวณหา “เงินได้สุทธิ” โดยมีสมการง่ายๆ คือ รายได้ทั้งหมดในปีภาษีนั้นๆ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = รายได้สุทธิ จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราก้าวหน้า ยกตัวอย่าง มีเงินได้สุทธิ 600,000 บาท/ปี คำนวณจากภาษีสะสมในแต่ละขั้น 0 + 7,500 + 27,500 + 15,000 (100,000 x 15%) รวมภาษีที่ต้องจ่าย 42,500 บาท สำหรับคนที่ยื่นภาษีทางอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ปัจจุบันแทบจะไม่มีความยุ่งยาก เพียงกรอบข้อมูลให้ครบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกรมสรรพากรก็จะคำนวณภาษีให้เสร็จเรียบร้อย ส่วนหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่าย และหักค่าลดหย่อนมีรายการอะไรบ้าง สามารถดูได้ที่ด้านล่างนี้


คนรวยรายได้เกิน 20 ล้านบาท/ปี ใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายมากสุด 60%
คราวนี้กลับมาดูข้อมูลการหักค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดให้เงินได้แต่ละประเภท สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนในการทำงานมาหักออกจากรายได้พึ่งประเมิน เพื่อใช้ในการคำนวณภาษี และจากข้อมูลสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายต่อเงินได้พึงประเมิน และสัดส่วนเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายต่อเงินได้พึงประเมินจำแนกตามขั้นเงินได้พึงประเมิน ปีภาษี 2566 ประมวลผลข้อมูลโดยสำนักงานประมาณของรัฐสภา พบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้เกิน 20 ล้านบาท/ปี ขึ้นไป มีสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 60% ของเงินได้พึงประเมิน ส่วนกลุ่มคนระดับปานกลางที่มีรายได้ตั้งแต่ 2,000,001-4,000,000 บาท/ปี กลับมีสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดเพียง 20% ของเงินได้พึงประเมิน แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการได้รับผลประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่าย โดยกลุ่มคนที่มีรายได้ระดับปานกลางจะได้รับประโยชน์น้อยกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรจ่ายภาษีมากที่สุด แต่กลับมีแนวโน้มที่จะจ่ายภาษีลดลงเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐสูญเสียรายได้
ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้ 1-200,000 บาท/ปี มีสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายประมาณ 48-49% ของเงินได้พึงประเมิน เกือบชนเพดานตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 100,000 บาท สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีรายได้ในช่วง 1-200,000 บาท ส่วนใหญ่อาจมีรายได้จากค่าจ้างแรงงานเพียงแหล่งเดียว และสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายจะเริ่มลดลงตั้งแต่ช่วงรายได้ 200,001-250,000 บาท/ปี เป็นต้นไป ทั้งนี้ เนื่องจากเพดานการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาของมนุษย์เงินเดือนถูกจำกัดไว้ที่ 100,000 บาท เมื่อเทียบกับรายได้รวมแล้วจึงมีสัดส่วนน้อยลง
ส่วนกลุ่มคนที่รายได้สูงมากเกิน 20 ล้านบาท/ปี พบว่ามีสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายดีดตัวสูงขึ้นถึง 60% เข้าใจว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูงอาจจะมีรายได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน เช่น มีรายได้จากการรับเหมา หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือ ประกอบอาชีพอิสระหักค่าใช้จ่ายได้ 30-60% หรือ อาจเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายไปจริง หากมีหลักฐานต้นทุนค่าใช้จ่ายชัดเจน สามารถนำมาหักภาษีได้สูงกว่าการเหมาะจ่ายของมนุษย์เงินเดือน ผู้มีรายได้สูงมากมักจะมีรายได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน เช่น รายได้จากการรับเหมา (หักเหมา 60%) หรือวิชาชีพอิสระ (หักเหมา 30-60%) หรืออาจเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีหลักฐานต้นทุนชัดเจน ซึ่งมักจะมีมูลค่าสูงกว่าการหักเหมาของมนุษย์เงินเดือน สะท้อนให้เห็นว่าถึงการหักค่าใช้จ่ายก็มีความเหลื่อมล้ำ โดยกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนถูกจำกัดสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายไว้ค่อนข้างคงที่ โดยสัดส่วนจะลดลงตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มคนที่มีรายได้สูงมากจะมีสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายได้สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากกฎหมายภาษีไปกำหนดให้รายได้จากธุรกิจ หรือ วิชาชีพเฉพาะบางประเภท หักต้นทุนในการทำงานได้มากกว่าคนที่กินเงินเดือนประจำ


ตัวสุดท้ายในการคำนวณหา “เงินได้สุทธิ” ก่อนที่จะนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ การใช้สิทธิหักลดหย่อน และการยกเว้นภาษี ถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้ผู้เสียภาษีไปทำกิจกรรมบางอย่าง ตามนโยบายที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มค่าลดหย่อนประกันชีวิต/สุขภาพ, กลุ่มการออมและการลงทุน, กลุ่มค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว, กลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ และกลุ่มบริจาค แต่ละกลุ่มจะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป (ดูรายละเอียดด้านล่าง)

จากการประมวลผลข้อมูลการใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีของของกรมสรรพากร ในช่วงปีภาษี 2561-2566 โดยสำนักงบประมาณของรัฐสภา พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในช่วงปีภาษี 2561-2564 มีการใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีอยู่ในระดับใกล้เคียงกันประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ก่อนจะขยับเพิ่มขึ้นในปีภาษี 2565 อยู่ที่ 1.30 ล้านล้านบาท และเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในปีภาษี 2566 อยู่ที่ 1.39 ล้านล้านบาท
ผู้เสียภาษีทุกคนใช้สิทธิหักลดหย่อนส่วนตัว-ครอบครัวมากสุด 71%
ทั้งนี้ การใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีแยกตามประเภทในปีภาษี 2566 พบว่า การใช้สิทธิหักลดหย่อนประเภทส่วนตัวและครอบครัวมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 71% ของการใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ยื่นภาษีทุกคนต้องใช้สิทธิดังกล่าว เช่น ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, ลดหย่อนบุตร, คู่สมรส และบิดามารดา ขณะที่การหักลดหย่อนประเภทการออมและการลงทุนมีสัดส่วน 10% เช่น การซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน SSF, RMF หรือ ThaiESG สะท้อนว่ากลุ่มผู้ยื่นภาษีมีการวางแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณ ควบคู่ไปกับการประหยัดค่าภาษี, หักลดหย่อนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีสัดส่วน 9% เช่น ในปีภาษี 2566 ก็จะมีโครงการ “ช้อปดีมีคืน” หรือ “Easy E-Receipt” ซึ่งมีสัดส่วนที่สูงใกล้เคียงกับการลงทุน แสดงว่านโยบายภาษีระยะสั้นของรัฐมีผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายเงินของประชาชน และการหักลดหย่อนประกันชีวิต/สุขภาพมีสัดส่วน 8% และการบริจาคมีสัดส่วนน้อยที่สุดเพียง 2%

ยิ่งรวย ยิ่งหักค่าใช้จ่ายได้มาก
หากพิจารณาข้อมูลสัดส่วนการหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน และเงินบริจาค แยกตามขั้นเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2566 จะเห็นว่า ผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ยิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นจะมีสัดส่วนการหักค่าลดหย่อนและบริจาคต่อเงินได้พึงประเมินลดลง ส่วนกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 150,000 บาท/ปี แทบจะไม่มีเงินได้สุทธิเหลือเลย เพราะแค่ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัว ก็แทบจะครอบคลุมรายได้เกือบทั้งหมดแล้ว ทำให้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้ามีรายได้เกิน 150,000 บาท/ปีขึ้นไป ก็จะเริ่มเห็นสัดส่วนเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ยื่นภาษีที่มีเงินได้อยู่ในช่วง 250,001-300,000 บาท/ปี ขึ้นไป เริ่มมีสัดส่วนเงินได้สุทธิ/เงินได้พึงประเมินเพิ่มขึ้นชัดเจน จาก 32% ขึ้นไปสูงสุดอยู่ที่ 64% ในช่วงชั้นเงินได้พึ่งประเมินตั้งแต่ 4,000,001-8,000,000 บาท/ปี จากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ 38% สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้เกิน 20 ล้านบาท/ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีการใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายมากที่สุดสูงถึง 60% ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มคนที่มีรายได้สูงมากส่วนใหญ่จะมีรายได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน สามารถหักค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริง หรือหักในสัดส่วนที่สูงกว่าเงินเดือนได้ตามที่กล่าวข้างต้น
ขณะที่การหักค่าลดหย่อนของคนกลุ่มที่มีรายได้เกิน 20 ล้านบาท/ปีขึ้นไป มีสัดส่วนประมาณ 2% เมื่อเทียบกับรายได้ทั้งหมด เนื่องจากกฎหมายภาษีได้กำหนดเพดานการใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนประเภทต่างๆ เอาไว้ เช่น ลงทุนในกองทุน RMF หักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ หรือไม่เกิน 500,000 บาท หรือ กองทุน SSF หักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ หรือ ไม่เกิน 200,000 บาท

รายได้ต่ำกว่า 7.5 แสนบาท/ปี ใช้สิทธิออมเงินหักภาษีแค่ 5-8%
หากพิจารณาสัดส่วนการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีประเภทต่างๆ แยกตามช่วงชั้นของเงินได้พึงประเมิน จะเห็นว่ากลุ่มคนที่มีเงินได้พึงประเมิน ตั้งแต่ 1-1,000,000 บาท/ปี ส่วนใหญ่จะใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีประเภทส่วนตัวและครอบครัวในสัดส่วนที่สูงประมาณ 60-96% ของเงินได้พึงประเมิน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 750,000 บาท/ปี ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนในสัดส่วน 5-8% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนเห็นว่าคนกลุ่มนี้มีรายได้จำกัด และยังไม่มีความสามารถในการออม หรือ ลงทุนได้มากนัก โดยมีสัดส่วนการใช้สิทธิลดหย่อนประเภทอื่นๆ เช่น ประกันชีวิต/สุขภาพ, การออมการลงทุน, กระตุ้นเศรษฐกิจ และบริจาค รวมกันแล้วยังไม่ถึง 13% ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลาง ตั้งแต่ 300,000-1,000,000 บาท/ปี เริ่มมีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีที่หลากหลายมากขึ้น โดยสัดส่วนหักลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัวจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 87% เหลือ 60% แต่สิ่งที่เพิ่มอย่างเห็นได้ชัด คือ สัดส่วนการใช้สิทธิหักลดหย่อนประกันชีวิต/สุขภาพมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 3% เพิ่มเป็น 14%, ค่าลดหย่อนประเภทกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มจาก 3% เป็น 14% เช่นกัน และค่าลดหย่อนประเภทการออมและการลงทุนเพิ่มจาก 7% เป็น 8% สะท้อนให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้เริ่มมีการวางแผนภาษี และมีการออมระยะยาวเพิ่มมากขึ้น
ส่วนกลุ่มคนที่มีรายได้ระดับปานกลางที่ค่อนไปทางสูง หรือมีรายได้ตั้งแต่ 1,000,001-10,000,000 ล้านบาท/ปี จะมีแนวโน้มการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีประเภทการออมและการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยมีสัดส่วนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 20-38%
คนรวยใจบุญบริจาคเงินลดหย่อนภาษี 62% ของรายได้
และกลุ่มคนที่มีรายได้พึงประเมินในระดับที่สูง หรือกลุ่มคนรวยที่มีรายได้เกิน 20 ล้านบาท/ปีขึ้นไป จะมีการกระจายตัวที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ อย่างชัดเจน โดยคนรวยกลุ่มนี้มีการใช้สิทธิหักลดหย่อนประเภทเงินบริจาคสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 62% ของเงินได้พึงประเมิน โดยเฉพาะการบริจาคเงินเพื่อการศึกษา และสาธารณประโยชน์ ส่วนที่เหลืออีก 38% เป็นการใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว 14%, การออมและการลงทุน 14% ประกันชีวิต/สุขภาพ 6% และมีการใช้สิทธิลดหย่อนประเภทกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ 3%

ยื่นภาษี 11.88 ล้านคน ใช้สิทธิหักลดหย่อนฯ 145,615 ล้านบาท/ปี
โดยสำนักงบประมาณของรัฐสภา รวบรวมและประเมินภาระรายจ่ายทางด้านภาษีจากการใช้สิทธิหักลดหย่อนและบริจาคประเภทต่างๆ ซึ่งจะมีผลทำให้รายได้รัฐลดลง พบว่า ในปีภาษี 2566 รัฐบาลโดยกรมสรรพากรมีภาระรายจ่ายทางด้านภาษีจากการใช้สิทธิลดหย่อนและยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมทั้งสิ้นประมาณ 145,615 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.81% ของของ GDP หรือ 1 ใน 3 ของการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังนี้
- อันดับ 1 ค่าลดหย่อนประเภทส่วนตัว และครอบครัวมีภาระรายจ่ายทางด้านภาษีมากที่สุด 75,104 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 51.58% ของภาระรายจ่ายทางด้านภาษีทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าลดหย่อนภาษีขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าเลี้ยงดูบุตร บิดามารดา ที่ผู้เสียภาษีทุกคนสามารถใช้ได้ และมีฐานผู้ใช้กว้างที่สุด
- อันดับ 2 ค่าลดหย่อนการออมและการลงทุน มีรายจ่ายทางด้านภาษี 25,235 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 17.33% ของภาระรายจ่ายทางด้านภาษีทั้งหมด ครอบคุลมการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข., RMF, SSF และ Thai-ESG สะท้อนให้เห็นนโยบายของรัฐให้ความสำคัญกับการออมเงิน แม้จะมีต้นทุนรายได้ภาษีสูง แต่ก็เป็นการสร้างหลักประกันให้กับประชาชนในระยะยาว
- อันดับ 3 ค่าลดหย่อนภาษีประเภทมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีรายจ่ายทางด้านภาษี 19,234 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.21% ของภาระรายจ่ายทางด้านภาษีทั้งหมด เป็นมาตรการชั่วคราวที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการบริโภคในช่วงเวลาต่างๆ
- อันดับ 4 ค่าลดหย่อนภาษีประเภทประกันชีวิต/สุขภาพ มีรายจ่ายทางด้านภาษี 18,901 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.98% ของภาระรายจ่ายทางด้านภาษีทั้งหมด สะท้อนนโยบายของรัฐในการส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันชีวิต และประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขของรัฐบาลในระยะยาว
- อันดับสุดท้าย ค่าลดหย่อนเงินบริจาค มีรายจ่ายทางด้านภาษีน้อยที่สุด 7,141 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.90% ของภาระรายจ่ายทางด้านภาษีทั้งหมด ครอบคลุมการบริจาคเงินเพื่อการกุศล สถาบันการศึกษา และองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ แม้จะมีมูลค่าต่ำที่สุด แต่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการสนับสนุนสังคม

รายได้คนทำงานแต่ละกลุ่มจ่ายภาษีเท่าไหร่
ปัจจุบันประเทศไทยจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้โครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้า (Progressive Tax) ที่ผู้มีรายได้สูงต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผู้มีรายได้ต่ำ โดยในปีภาษี 2566 มีผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 จำนวน 11,878,267 คน ได้รับยกเว้นภาษี 7,151,280 คน คิดเป็นสัดส่วน 60.21% ของจำนวนคนที่ยื่นแบบฯ ทั้งหมดได้รับการยกเว้นภาษี เพราะมีรายได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท/ปี เหลือคนที่จ่ายภาษีจริงเพียง 4,726,447 คน คิดเป็นสัดส่วน 39.79% ของจำนวนคนที่ยื่นแบบฯ ทั้งหมด และมีมูลค่าภาษีที่จ่าย จำนวน 2.61 แสนล้านบาท หรือ คิดเป็นสัดส่วน 1.46% ของ GDP (หมายเหตุ: มูลค่าภาษีที่จ่าย หมายถึง จำนวนเงินภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ)
โดยคนที่มีรายได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท/ปีขึ้นไป มีจำนวนเพียง 25,534 คน คิดเป็นสัดส่วน 0.2% ของจำนวนคนที่ยื่นแบบฯ ทั้งหมด จ่ายภาษีรวมกัน 70,000 ล้านบาท ส่วนกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่มีรายได้ตั้งแต่ 150,001-750,000 บาท/ปี เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดมีจำนวนรวมกัน 4,907,010 คน คิดเป็นสัดส่วน 41.31% ของจำนวนคนที่มายื่นแบบฯรวมกันทั้งหมด มีมูลค่าภาษีที่จ่ายรวมกันแค่ 51,000 ล้านบาท ยังน้อยกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้ดีอีกหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 1,000,001-2,000,000 บาท/ปี มีจำนวน 275,549 คน มูลค่าภาษีที่จ่าย 56,000 ล้านบาท และกลุ่มคนที่มีรายได้ดี ตั้งแต่ 2,000,001-5,000,000 บาท/ปี มีจำนวน 97,839 คน มูลค่าภาษีที่จ่าย 64,000 ล้านบาท

โครงสร้างภาษีเงินได้แบบขั้นบันได เก็บจริงแค่ 9.63%
ส่วนภาพสุดท้ายที่สำนักงบประมาณของรัฐสภานำเสนอ เป็นข้อมูลโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราก้าวหน้า หรือ “Progressive Tax” เมื่อหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนและบริจาคออกแล้วจะเหลืออัตราภาษีที่จ่ายจริง หรือ “Effective Tax Rate” เฉลี่ยอยู่ที่ 9.63% เท่านั้น โดยกลุ่มผู้เสียภาษีที่มีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,001-300,000 บาท/ปี ตามบัญชีอัตราภาษีก้าวหน้าต้องเสียภาษีในอัตรา 5% แต่เมื่อหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนฯแล้วเสียภาษีในอัตราภาษีที่จ่ายจริงแค่ 1.45% ของเงินได้สุทธิเท่านั้น โดยคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุดถึง 2,302,206 คน คิดเป็นสัดส่วน 48.71% ของจำนวนคนที่เสียภาษีทั้งหมด 4.73 ล้านคน
ถัดมาจะเป็นกลุ่มผู้เสียภาษีที่มีเงินได้สุดทธิอยู่ในช่วง 300,001-500,000 บาท/ปี ต้องเสียภาษีในอัตรา 10% แต่อัตราภาษีที่จ่ายจริงอยู่ที่ 4.16% โดยกลุ่มนี้มีจำนวนคนที่เสียภาษีทั้งหมด 1,205,123 คน คิดเป็นสัดส่วน 25.50% ของจำนวนคนที่เสียภาษีทั้งหมด ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเพียงแค่ 2 ขั้นเงินได้สุทธิดังกล่าวก็มีจำนวนคนที่เสียภาษีรวมกันเกือบ 3 ใน 4 ส่วนของจำนวนคนที่เสียภาษีทั้งหมด และในทุกช่วงชั้นของเงินได้สุทธิมีอัตราภาษีที่จ่ายจริงต่ำกว่าเพดานอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในกฎหมายเสมอ
ดังนั้น การที่กระทรวงการคลังได้การกำหนดแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานการจัดเก็บรายได้ ได้การนำระบบงานดิจิทัล (Digitization) มาใช้ขับเคลื่อนองค์กร (Data-Driven Organization) โดยใช้ Data Lake เชื่อมโยงข้อมูล Big Data จากหน่วยงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ครบถ้วน และจูงใจให้ผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เข้ามาอยู่ในระบบภาษี เพื่อรับสิทธิสวัสดิการของรัฐ (Negative Income Tax) ได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งกำหนดมาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และพิจารณาความเหมาะสมของค่าลดหย่อนบางประเภท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ที่กำหนดไว้เป็นสมมติฐานของการจัดทำประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2570 ที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
แต่ก็ยังไม่เห็นพรรคการเมืองพรรคไหน ประกาศนโยบายหาเสียงเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ มีแต่จะใช้จ่ายเงิน ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยนโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองใช้ในการหาเสียง ในทางปฏิบัติแล้วทำได้จริงหรือไม่?



