รื้อโครงสร้างภาษี (1) : ปี’70 เพิ่มรายได้เข้าคลัง 2.63 แสนล้านบาท

รื้อโครงสร้างภาษี (1) : คลังปรับแผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2570-2573 เตรียมแผนเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานจัดเก็บรายได้ – ปฏิรูปโครงสร้างภาษีชุดใหญ่ ตั้งเป้าปีงบประมาณ 2570 เพิ่มรายได้เข้าคลัง 2.63 แสนล้านบาท – ทยอยปรับขึ้น VAT ปีละ 1.5% ในปีงบประมาณ 2571 และ 2573 ชี้หากไม่ขึ้น VAT ต้องปรับลดวงเงินงบประมาณลงมา หรือ ปรับโครงสร้างภาษีตัวอื่นแทน ‘อนุทิน’ ยันb “ถ้าตนยังบริหารประเทศอยู่ VAT ไม่ได้ขึ้นแน่นอน”

ต่อจากตอนที่แล้ว ดร.เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณไปถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หรือ “Credit Rating Agency” ว่ารัฐบาลชุดนี้รักาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดโดยการนำแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปรงบประมาณ 2570-2573 ผ่านความเห็นชอบจากที่ ครม.เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 พร้อมกับประกาศกรอบการดำเนินนโยบายการคลังเอาไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการจัดทำงบประมาณรายขจ่ายประจำปีได้กำหนดเพดานการตั้งงบกลางรายการสำรองจ่ายฉุกเฉิน หรือ จำเป็นไม่เกิน 3% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , ตั้งงบชำระหนี้ภาครัฐไม่ต่ำกว่า 4% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และก่อหนี้ผูกพันสูงสุดไม่เกิน 5% ของของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยพยายามปรับลดขนาดของการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3%  ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่กรอบไม่เกิน 70% ของ GDP ตามที่กฎหมายกำหนด

และในการจัดทำประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาลภายใต้แผนการคลังระยะปานกลางฉบับนี้ อยู่บนสมมติฐานที่สำคัญ นอกเหนือจากการทยอยปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตรา 7% เพิ่มเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และจากอัตรา 8.5% เพิ่มเป็น 10% ในปี 2573 ตามที่ไทยพับลิก้าเคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ (เพิ่ม VAT ทุกๆ 1% ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 70,000 ล้านบาท) โดยในปีงบประมาณ 2570 เป้าหมายในการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบสล 3 ล้านล้านบาท กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้กับรัฐบาล และปฏิรูปโครงสร้างภาษี มีรายละเอียดดังนี้

1.แผนการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน่วยงานการจัดเก็บรายได้ จำนวน 64,530 ล้านบาท ประกอบไปด้วย

1.1 การนำระบบงานดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้

  • นำเครื่องมือ Big Data มาใช้ขยายฐานภาษี
  • การใช้ Data Lake เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บภาษีให้ครบถ้วน รวมทั้งส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง โดยดำเนินการภายใต้กรอบของมาตรา 4 (2) แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด
  • มุ่งเน้นการดึงผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีเข้าสู่ระบบภาษี
  • กำกับตรวจสอบผู้ประกอบรายใหญ่ และกิจการข้ามชาติที่มีบริษัทในเครือ
  • สำรวจและติดตามธุรกิจนอกระบบ เพื่อสร้างความทั่วถึงเป็นธรรม และสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของระบบภาษีไทย

1.2 การปรับโครงสร้างภาษี

  • การปรับโครงสร้างภาษีสินค้าน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน สุรา ยาสูบ เครื่องดื่ม และแบตเตอรี่ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
  • การปรับโครงสร้างภาษีสินค้าและบริการ ตามหลักการด้านความฟุ่มเฟือย
  • ทบทวนกฎหมายลำดับรอง และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต
  • นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

1.3 การตรวจสอบสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ราคา และปริมาณ ทั้ง Post Review และ Post Audit

1.4 การเพิ่มประสิทธิภาพในกการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของรัฐ ประกอบด้วย

  • การปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจบางแห่งอีก 5%
  • เร่งรัดการนำส่งเงินปันผลให้สอดคล้องกับผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริง
  • ทบทวนการถือครองทรัพย์สินและหลักทรัพย์ และดำเนินการแก้ไขปัญหา
  • ทบทวนบทบาทของรัฐวิสาหกิจบางแห่งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินประเภทการใช้ที่ราชพัสดุให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานในปัจจุบัน
  • การเพิ่มรายได้และมูลค่าในการบริหารทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ที่ราชพัสดุ เหรียญกษาปณ์ เป็นต้น
  • การนำส่งสภาพคล่องส่วนเกินของกองทุนหมุนเวียน

2.แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยสามารถสรุปสาระสำคัญดังนี้

2.1 กรมสรรพากร ประกอบด้วย

  • มาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และพิจารณาความเหมาะสมของค่าลดหย่อนบางประเท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จำนวน 45,800 ล้านบาท
  • การจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จำนวน 12,000 ล้านบาท
  • การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 8,400 ล้านบาท ให้เป็นไปตามหลักการของ Pillar 2 ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทสเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษี และการโยกย้ายกำไร (Inclusive Framework on BEPS)

2.2 กรมสรรพสามิต ประกอบด้วย

  • การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล) เพิ่มขึ้นจากอัตราปัจจุบัน ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ลิตรละ 1 บาท จำนวน 33,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ควรพิจารณาแนวทางการปรับปรุงอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต เช่น ราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น ตลอดจนติดตามสถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย
  • มาตรการปรับปรุงโครงสร้าง และปรับเพิ่มอัตราภาษีจากสินค้าในกลุ่มภาษีบาป เช่น สุรา เบียร์ และยาสูบ จำนวน 5,450 ล้านบาท
  • มาตรการปรับปรุงโครงสร้างของสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงการนำภาษีคาร์บอนมาใช้พิจารณาประกอบ จำนวน 6,000 ล้านบาท
  • การจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จำนวน 320 ล้านบาท

2.3 กรมศุลกากร ประกอบด้วย

  • มาตรการยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ตามข้อกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis) หรือ จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีมูลลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปคาดว่าจะทำให้กรมศุลกากรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาท

2.4 ส่วนราชการอื่น ประกอบด้วย

  • รายได้จากสัมปทานปิโตรเลียม ได้รวมผลจากการเปลี่ยนระบบสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมมาเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) จำนวน 71,300 ล้านบาท
  • ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต จำนวน 12,900 ล้านบาท

รวมมาตรการเพิ่มประสิทธิการจัดเก็บรายได้ และการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งหมด คาดว่าในปีงบประมาณ  2570 รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 262,700 ล้านบาท

จากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และการปฏิรูปโครงสร้างภาษีตามที่กล่าวข้างต้น มีบางมาตรการส่งผลต่อเนื่องมาถึงการจัดทำประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2571 – 2573 ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญดังนี้

1.รายได้ของส่วนราชการอื่น ในส่วนของค่าสัมปทานปิโตรเลียม รวมผลจากการปรับเปลี่ยนระบบสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมมาเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นดังนี้

  • ปีงบประมาณ 2571 จำนวน 68,900 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2572 จำนวน 66,600 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2573 จำนวน 63,300 ล้านบาท

2.รายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคม

  • ปีงบประมาณ 2571 จำนวน 21,400 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2572 จำนวน 18,500 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2573 จำนวน 9,300 ล้านบาท

3. รวมรายได้จากแนวทางปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพิ่มเติมจากที่ได้ดำเนินการแล้วในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งกรมสรรพสามิตจะดำเนินการ มีรายละเอียดดังนี้

  • มาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการนำภาษีคาร์บอนมาใช้พิจารณาประกอบ เพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2571 จำนวน 23,300 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2572 จำนวน 4,500 ล้านบาท
  • มาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสินค้ากลุ่มฟุ่มเฟือยในปีงบประมาณ 2571 จำนวน 3,400 ล้านบาท

4. ทยอยปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปีละ 1.5% จาก 7% เพิ่มเป็น  8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และจาก 8.5% เพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 หรือ มีมาตรการปรับโครงสร้างภาษีเพิ่มเติมที่ทำให้รัฐบาลมีรายได้เทียบเท่ากับการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวนี้ได้จำเป็นต้องปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดทอนไป เพื่อให้สามารถควบุคมการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายให้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยแผนการคลังระยะปานกลางฉบับนี้ ได้กำหนดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2571 เอาไว้ที่ 3.3% หนี้สาธารณะคงค้าง 14.42 ล้านล้านบาท , ปีงบประมาณ 2572 กำหนดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP อยู่ที่ 2.7% และในปีงบประมาณ 2573 กำหนดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP เอาไว้ที่ 2.1%

4. ทยอยปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปีละ 1.5% จาก 7% เพิ่มเป็น  8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และจาก 8.5% เพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 หรือ มีมาตรการปรับโครงสร้างภาษีเพิ่มเติมที่ทำให้รัฐบาลมีรายได้เทียบเท่ากับการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวนี้ได้จำเป็นต้องปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดทอนไป เพื่อให้สามารถควบุคมการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายให้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยแผนการคลังระยะปานกลางฉบับนี้ ได้กำหนดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2571 เอาไว้ที่ 3.3% หนี้สาธารณะคงค้าง 14.42 ล้านล้านบาท , ปีงบประมาณ 2572 กำหนดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP อยู่ที่ 2.7% และในปีงบประมาณ 2573 กำหนดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP เอาไว้ที่ 2.1%

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าตนยังบริหารประเทศอยู่ VAT ไม่ได้ขึ้นแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ในแผนการคลังระยะปานกลางฉบับนี้ ระบุไว้ชัดหากไม่สามารถทยอยปรับอัตราภาษี VAT เพิ่มขึ้นไปได้ในปีงบประมาณ 2571 และปีงบประมาณ 2573 ก็ต้องไปปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีลงมา หรือ ออกมาตรการปรับโครงสร้างภาษีตัวอื่นที่จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเที่ยบเท่ากับการปรับขึ้น VAT….