‘ข้าราชการ’ 3 ล้านคน ครู-การศึกษา มากสุด 4.4 แสน – วิชาชีพ ‘สาธารณสุข’ อันดับ 1 ทั้งบรรจุและขาดแคลน

ประเทศไทยมีประชากร 65.95 ล้านคนในปี 2567 (71.6 ล้านคนในปี 2568) จำนวนนี้เป็นวัยแรงงาน 40.54 ล้านคน คิดเป็น 61.47% ของประชากรทั้งหมด โดยแรงงานแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) แรงงานไม่ใช่ภาครัฐ 37.54 ล้านคน คิดเป็น 56.92% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด และ (2) แรงงานภาครัฐ 3,004,485 คน (3.00 ล้านคน) คิดเป็น 4.60% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด ทั้งนี้ ในกลุ่มแรงงานภาครัฐ หรือที่เรียกว่ากำลังพลภาครัฐ ยังแยกย่อยได้อีก 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ และกลุ่มประเภทอื่นๆ

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า กางข้อมูลสถานการณ์ข้าราชการไทยตั้งแต่จำนวน การแบ่งส่วนราชการ การปฏิบัติงานตามภูมิภาค การศึกษา ตำแหน่งว่าง การบรรจุและการสูญเสีย (อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากปีงบประมาณ 2567) โดยรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และจากหนังสือกำลังพลภาครัฐ 2567 เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงหนึ่งในทรัพยากรสำคัญที่ชื่อ “กำลังคนภาครัฐ” ซึ่งมีบทบาทโดยตรงต่อการขับเคลื่อนนโยบาย การบริหารจัดการ และการใช้งบประมาณของประเทศ

ข้าราชการ 1.75 ล้านคน – ‘ครู-บุคลากรการศึกษา’ มากที่สุด

กลุ่มแรก ข้าราชการมีจำนวน 1,756,606 คน เรียงจากมากไปน้อย ดังนี้

  • ครูและบุคลากรทางการศึกษา 444,168 คน
  • พลเรือนสามัญ 414,088 คน
  • ทหาร 368,711 คน
  • ตำรวจ 213,086 คน
  • พนักงานส่วนตำบล 83,137 คน
  • พนักงานเทศบาล 70,367 คน
  • ครูส่วนท้องถิ่น 53,574 คน
  • กรุงเทพมหานคร 35,126 คน
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด 27,833 คน
  • องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 26,364 คน
  • พลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา 9,408 คน
  • ตุลาการ 5,297 คน
  • อัยการ 4,257 คน
  • รัฐสภาสามัญ 3,164 คน

แรงงานประเภทอื่น 1.24 ล้านคน – ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ ครองอันดับหนึ่ง

ถัดมากลุ่มประเภทอื่น 1,247,879 คน เรียงจากมากไปน้อย ดังนี้

  • ลูกจ้างชั่วคราว 271,917
  • พนักงานจ้าง 223,528
  • พนักงานรัฐวิสาหกิจ 214,860
  • พนักงานราชการ 179,567
  • พนักงานมหาวิทยาลัย 136,859
  • พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 121,285
  • ลูกจ้างประจำ 82,111
  • พนักงานองค์การมหาชน 13,598 

จำนวนข้าราชการตามหน่วยงาน

เมื่อไล่เรียงหน่วยงานที่มีจำนวนข้าราชการสูงที่สุด พบข้อมูลดังนี้

ส่วนราชการระดับกระทรวงหน่วยงาน: (1) กระทรวงศึกษาธิการ 521,852 คน (2) กระทรวงสาธารณสุข 268,189 คน (3) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 213,493 คน (4) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 191,912 คน (5) กระทรวงคมนาคม 56,951 คน (6) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 53,949 คน (6) กระทรวงมหาดไทย 48,556 คน (7) กระทรวงการคลัง 40,670 คน (9) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 36,844 คน (10) กระทรวงยุติธรรม 29,407 คน

  • (11) กระทรวงแรงงาน 10,443 คน (12) สำนักนายกรัฐมนตรี 9,476 คน (13) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 8,741 คน (14) กระทรวงวัฒนธรรม 6,646 คน (15) กระทรวงพาณิชย์ 4,757 คน (16) กระทรวงอุตสาหกรรม 3,840 คน (17) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 3,511 คน (18) กระทรวงการต่างประเทศ 3,163 คน (19) ไม่สังกัด 3,048 คน (20) กระทรวงพลังงาน 2,390 คน และ (21) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 1,900 คน

ส่วนราชการอิสระตามรัฐธรรมนูญ: (1) สำนักงานศาลยุติธรรม 19,093 คน (2) สำนักงานอัยการสูงสุด 10,838 คน (3) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน 3,915 คน (4) สำนักงานศาลปกครอง 3,577 คน (5) รัฐสภา 3,574 คน (6) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 3,378 คน (7) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 318 คน และ (8) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 252 คน

ส่วนท้องถิ่น: (1) เทศบาล 171,373 คน (2) องค์การบริหารส่วนตำบล 169,904 คน (3) สถานศึกษาส่วนท้องถิ่น 84,960 คน (4) กรุงเทพมหานคร 80,269 คน และ (5) องค์การบริหารส่วนจังหวัด 43,352 คน

ข้าราชการเกือบ 1 ใน 3 อยู่ภาคอีสาน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ระบุการปฏิบัติงานของข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยจำแนกตามกลุ่มพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยภูมิภาคที่จำนวนข้าราชการมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 417,445 คน คิดเป็น 30.08% ตามด้วยภาคกลาง 271,603 คน คิดเป็น 19.57% ภาคเหนือ 245,392คน คิดเป็น 17.68% ภาคใต้ 216,093 คน คิดเป็น 15.57%กรุงเทพฯ 177,897 คน คิดเป็น 12.82%และน้อยที่สุดคือภาคตะวันออก 58,518 คน คิดเป็น 4.22%

นอกจากนี้ยังมีข้าราชการที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศอีก 947 คน คิดเป็น 0.07% ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการประจำกระทรวงการต่างประเทศถึง 707 คน

ข้าราชการปริญญาตรี 61%

จากกำลังพลภาครัฐฝ่ายพลเรือนกว่า 1.3 ล้านคน พบว่า ข้าราชการส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ที่ระดับปริญญาตรี 60.52% ตามด้วยระดับปริญญาโท 21.75% และระดับต่ำกว่าปริญญาตรี 15.86% สุดท้ายระดับปริญญาเอก 1.88%

การศึกษาจำนวนร้อยละ
ปริญญาตรีขึ้นไป1,167,799 คน84.14
ปริญญาเอก26,049 คน1.88
ปริญญาโท301,860 คน21.75
ปริญญาตรี839,890 คน60.52
ต่ำกว่าปริญญาตรี220,096 คน15.86
รวม1,387,895 คน100

‘พยาบาล-พนักงานธุรกิจ’ ครองอันดับ 1 ตำแหน่งบรรจุ 

ขณะที่ตำแหน่งงานบรรจุมากที่สุด 10 อันดับแรก ดังนี้

ประเภทวิชาการ

  1. พยาบาลวิชาชีพ 4,372 คน
  2. นายแพทย์ 2,194 คน
  3. นักวิชาการสาธารณสุข 1,025 คน
  4. นิติกร 531 คน
  5. นักวิชาการพัฒนาชุมชน 484 คน
  6. นักจัดการงานทั่วไป 474 คน
  7. ทันตแพทย์ 437 คน
  8. นักวิเคราะห์นโยบายและแผน 436 คน
  9. นักวิชาการเงินและบัญชี 428 คน
  10. นักทรัพยากรบุคคล 277 คน

ประเภททั่วไป

  1. เจ้าพนักงานธุรการ 958 คน
  2. เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ 683 คน
  3. เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี 517 คน
  4. นายช่างโยธา 406 คน
  5. เจ้าพนักงานสรรพากร 388 คน
  6. นายช่างรังวัด 345 คน
  7. เจ้าพนักงานเภสัชกรรม 205 คน
  8. เจ้าพนักงานพัสดุ 134 คน
  9. เจ้าพนักงานสรรพสามิต 132 คน
  10. เจ้าพนักงานขนส่ง 104 คน และนายช่างไฟฟ้า 104 คน

อายุข้าราชการแรกบรรจุ น้อยสุด 20 – มากสุด 59

กระทรวงอายุบรรจุเฉลี่ยอายุน้อยที่สุดอายุมากที่สุด
สำนักนายกรัฐมนตรี312252
กระทรวงการคลัง312155
กระทรวงการต่างประเทศ282144
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา332648
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์312250
กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม312350
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์322156
กระทรวงคมนาคม312156
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม282046
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม312356
กระทรวงพลังงาน312449
กระทรวงพาณิชย์322350
กระทรวงมหาดไทย322057
กระทรวงยุติธรรม352159
กระทรวงแรงงาน332251
กระทรวงวัฒนธรรม322255
กระทรวงศึกษาธิการ322253
กระทรวงสาธารณสุข282057
กระทรวงอุตสาหกรรม322450
ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง322449

‘สาธารณสุข’ สายงานที่ขาดแคลน

เมื่อคาดการณ์ถึงสายงานที่มีตำแหน่งว่างมากที่สุด 10 อันดับ พบข้อมูลดังนี้

ประเภทวิชาการ

  1. พยาบาลวิชาชีพ 3,439 คน
  2. นักวิชาการสาธารณสุข 2,751 คน
  3. นายแพทย์ 1,882 คน
  4. เจ้าพนักงานปกครอง 1,272
  5. นักวิเคราะห์นโยบายและแผน 1,005 คน
  6. ทันตแพทย์ 825 คน
  7. นิติกร 823 คน
  8. นักจัดการงานทั่วไป 682 คน
  9. นักวิชาการเงินและบัญชี 740 คน
  10. นักตรวจสอบภาษี 590 คน

ประเภททั่วไป

  1. เจ้าพนักงานธุรการ 2,011 คน
  2. เจ้าพนักงานสาธารณสุข 1,753 คน
  3. เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี 1,101 คน
  4. เจ้าพนักงานสรรพากร 522 คน
  5. เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข 483 คน
  6. นายช่างโยธา 470 คน
  7. เจ้าพนักงานพัสดุ 377 คน
  8. นายช่างสำรวจ 295 คน
  9. นายช่างไฟฟ้า 289 คน
  10. นายช่างเครื่องกล 280 คน

‘สธ.’ ลาออกมากกว่าเกษียณ – ‘มท.’ นำโด่งผิดวินัย

ประเด็นสุดท้ายคือการสูญเสียของข้าราชการพลเรือนสามัญ พบว่าข้อมูลล่าสุดจากปีงบประมาณ 2566 มีการสูญเสียทั้งสิ้น 19,006 คน แบ่งเป็น ลาออก 47.93% เกษียณอายุ 48.66% เสียชีวิต 2.38% และออกด้วยเหตุผิดวินัย 1.04%

เมื่อเจาะลึกลงไป พบกระทรวงที่มีตัวเลขโดดเด่นและแตกต่างจากหน่วยงานอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ มีอยู่ 2 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงสาธารณสุข มีจำนวนข้าราชการเกษียณอายุ 4,237 คน (อันดับสองคือกระทรวงมหาดไทย 1,094 คน และน้อยสุดคือกระทรวงการท่องเที่ยวฯ 20 คน) และมีข้าราชการลาออกสูงถึง 4,674 คน (อันดับสองคือกระทรวงมหาดไทย 988 คน) นอกจากนี้ยังมีข้าราชการที่เสียชีวิตสูงที่สุดที่ 169 คน
  • กระทรวงมหาดไทย มีจำนวนข้าราชการเกษียณอายุ 1,094 คน ลาออก 988 คน แต่ตัวเลขที่สูงกว่ากระทรวงอื่นๆ คือ ออกด้วยเหตุผิดวินัยถึง 49 คน

เสี่ยงขาดแคลนพยาบาล 2.3 หมื่นตำแหน่ง

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ยังคาดการณ์ตำแหน่งที่จะเกษียณอายุมากที่สุด 10 อันดับ ในระยะ 10 ปีข้างหน้า พบข้อมูลดังนี้

ลำดับประเภทวิชาการจำนวนคนประเภททั่วไปจำนวนคน
1พยาบาลวิชาชีพ23,725เจ้าพนักงานธุรการ3,882
2นักวิชาการสาธารณสุข5,589เจ้าพนักงานสาธารณสุข1,848
3นายแพทย์2,368เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี1,703
4นักวิเคราะห์นโยบายและแผน1,828นายช่างโยธา1,503
5เจ้าพนักงานปกครอง1,764เจ้าพนักงานสรรพากร1,473
6นักวิชาการพัฒนาชุมชน1,742เจ้าพนักงานราชทัณฑ์1,408
7นักวิชาการสรรพากร1,660เจ้าพนักงานป่าไม้1,209
8นักจัดการงานทั่วไป1,432นายช่างรังวัด960
9นักตรวจสอบภาษี1,423เจ้าพนักงานขนส่ง937
10เภสัชกร1,407เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข813

จากภาพรวมกำลังคนภาครัฐกว่า 3 ล้านคน ทำให้เห็นถึงทรัพยากรบุคคลที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศและการทำภารกิจเพื่อประชาชน โดยเฉพาะในภาคการศึกษาและสาธารณสุขที่มีจำนวนบุคลากรมากที่สุด ขณะเดียวกันข้อมูลการสูญเสียจากการลาออกที่เพิ่มขึ้นในบางกระทรวงได้สะท้อนถึงแรงกดดันด้านภาระงาน สวัสดิการ และความก้าวหน้าในอาชีพ ซึ่งอาจทำให้คนเก่งไหลออกจากระบบราชการ

ทั้งหมดนี้คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้มีอำนาจต้องร่วมออกแบบนโยบาย เพื่อให้ ‘ระบบราชการ’ เป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว