
สำนักงบฯ – สภาพัฒน์ฯ – สศค.เปิดแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570 – 2573 วิเคราะห์ ‘นโยบายหาเสียง’ พรรคการเมืองในทางปฏิบัติทำได้จริง หรือขายฝัน?
โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 2569 เป็นช่วงที่พรรคการเมืองทุกพรรค ต่างก็ระดมแคมเปญหาเสียงที่น่าสนใจออกมากมาย แต่ที่สำคัญนโยบายหาเสียงเหล่านี้ในทางปฏิบัติสามารถทำได้จริงหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทางสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าขอนำเสนอมุมมองและความเห็นทางวิชาการที่ยังไม่เป็นทางการของ “คณะตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา” ที่มีตัวแทนจากสำนักงบประมาณ , สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นกรรมการ ในการพิจารณานโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องจัดทำ “นโยบายหาเสียง” ส่ง กกต. โดยทุกพรรคการเมืองจะต้องระบุวงเงิน และแหล่งเงินที่ใช้ในการดำเนินการ , ความคุ้มค่าและประโยชน์จากการดำเนินนโยบาย รวมทั้งผลกระทบและความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาก่อนถึงวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน (วันที่ 19 มกราคม 2569) ทางคณะกรรมการ กกต.จึงส่งรายงานนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองให้คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ วิเคราะห์ในเบื้องต้นมีประเด็นข้อสังเกตที่สำคัญๆดังนี้
1. รูปแบบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ผลลัพธ์ทันที และไม่ได้มุ่งนี้การเจริญเติมโตระยะยาว อาทิ นโยบายจัดงบประมาณอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้มีราคาถูกลง , อุดหนุนค่าโดยสารสาธารณะ , จัดงบอุดหนุนให้กับผู้สูงอายุ , ผู้ป่วยติดเตียง , คนพิการ และเด็กแรกเกิดในอัตราที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น ซึ่งงบเหล่านี้จัดอยู่ในรายจ่ายประจำ หรือ “งบประจำ” ที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องทุกปี ทำให้รัฐบาลมีภาระรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการคลัง ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570 – 2573 ที่พยายามสกัดการเพิ่มขึ้นของงบประจำ โดยเฉพาะในหมวดของค่าใช้จ่ายบุคลากร , สวัสดิการประชาชน , ค่ารักษาพยาบาล , ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อลักษณะระดับของรายจ่ายลงทุน หรือ “งบลงทุน” ให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามที่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 20 (1) กำหนดไว้

จากข้อมูลในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570 – 2573 ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 พบว่า รัฐบาลกำลังติดกักดักรายจ่ายประจำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายจ่ายจำเป็น 3 รายการ ที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบ ถูกจองไว้ล่วงหน้า ตัดไม่ได้ ได้แก่
- ค่าใช้จ่ายตามสิทธิ (Entitlement) ตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี เช่น การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้างประจำ เงินอุดหนุนสวัสดิการต่าง ๆ ที่รัฐจัดสรรให้กลุ่มเปราะบาง หรือ สิทธิประโยชน์ที่กำหนดโดยกฎหมาย เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพัน (Obligation) เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปตามสัญญา/ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น ค่าก่อสร้างที่มีการลงนามในสัญญาแล้ว หรือ โครงการต่อเนื่องที่ต้องจ่ายในปีงบประมาณนั้น (งบผูกพัน) ค่าเช่าทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ (เงินต้นและดอกเบี้ย) และทุนการศึกษา
- ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน (Baseline) เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการบริหารจัดการประจำของหน่วยงานภาครัฐ เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย (Maintenance Agreement: MA) รวมถึงเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ เป็นต้น
โดยในปีงบประมาณ 2569 รายจ่ายประจำที่ยากแก่การตัดทอนมีสัดส่วน 76.24% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาท ปีงบประมาณ 2570 เพิ่มเป็น 82.10% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.79 ล้านล้านบาท ปีงบประมาณ 2571 เพิ่มเป็น 82.38% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.83 ล้านล้านบาท ปีงบประมาณ 2572 ลงลงเหลือ 81.68% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.86 ล้านล้านบาท และปีงบประมาณ 2573 เพิ่มเป็น 82.63% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.90 ล้านล้านบาท

2. แหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย หลายพรรคระบุกว้าง ๆ เช่น ใช้แหล่งเงินจากงบประมาณ แผ่นดิน , ใช้แหล่งเงิน“มาตรา 28” แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ หรือ มาตรการกึ่งการคลัง , ใช้แหล่งเงินกู้ ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ 2548 , ใช้แหล่งเงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (TFFIF) , ให้แหล่งเงินจากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) เป็นต้น บางพรรคระบุสั้นแค่ว่า ใช้งบประมาณ หรือ ไม่ใช้งบประมาณ และไม่ได้แจ้งรายละเอียดให้ชัดเจนว่า จะเริ่มดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงได้เมื่อไหร่ หากใช้จ่ายเงินภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ก็มีวงเงินงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หากจะเริ่มดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ในปีงบประมาณ 2570 ต้องปรับวงเงินงบประมาณ หรือ ไปปรับลดงบประมาณส่วนไหนเพิ่มเติม หรือ เพิ่มวงเงินกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ หรือ เตรียมแผนการเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับเพิ่มอัตราภาษี หารายได้จากแหล่งไหนมาใช้ในการดำเนินนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ส่วนใหญ่จะระบุไว้กว้าง ๆ ดังนั้น คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ จึงมีความเห็นว่า “ควรจะให้พรรคการเมืองระบุแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบายให้ชัดเจน เพราะนอกจากจะช่วยให้คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯให้ความเห็นและข้อสังเกตได้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ และช่วยป้องกันนโยบายหาเสียงระยะสั้นที่มุ่งแต่คะแนนนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดหาแหล่งเงิน หรือ ได้รับผลกระทบ อาจไม่ลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายดังกล่าว”
นอกจากนี้ยังมีบางพรรคการเมือง ขอกันเงินรายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ขอกันเงินรายได้จากภาษีสรรพสามิตมาใช้ในการดำเนินนโยบายหาเสียงนั้น ซึ่งในทางปฏิบัติจะต้องยกร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ยกตัวอย่าง กรณีขอกันเงินรายได้จากสำนักงานสลากฯมาใช้ในการดำเนินนโยบาย อาจต้องยกร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายของสำนักงานสลากฯ มาตรา 22 ที่กำหนดสัดส่วนการจัดสรรเงินจากการจำหน่ายสลากไว้อย่างชัดเจน ส่วนกรณีขอกันเงินรายได้จากภาษีสรรพสามิต หรือ “Earmarked Tax” ในทางปฏิบัติ อาจจะต้องยกร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนเฉพาะขึ้นมาดำเนินการตามนโยบาย หรือ แก้ไข พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต และที่สำคัญการยกร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ มาตรา 25 ที่กำหนด “ให้หน่วยงานของรัฐไม่ต้องนำเงินรายได้ หรือ เงินอื่นใดนำส่งคลัง ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีมีความจำเป็น และเกิดประโยชน์ในการที่หน่วยงานของรัฐนั้นจะมีเงินเก็บไว้ เพื่อการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของตน โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อนเสนอกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรี” ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองบางพรรคนำเสนอนโยบายปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 32 วรรค 2 ระบุว่า “ในการเสนอยกเว้น หรือ ลดภาษีอากร ตามวรรคหนึ่งต่อผู้มีอำนาจอนุมัติ ให้หน่วยงานของรัฐผู้เสนอจัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการยกเว้นหรือลดภาษีอากร” ให้ชัดเจนด้วย

3. ความเสี่ยงทางการคลัง เป็นประเด็นที่ทั้ง 3 หน่วยงาน แสดงความวิตกกังวลกับนโยบายหาเสียงที่ใช้เงินเป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระรายจ่ายประจำเพิ่มมากขึ้น จนเข้ามาเบียดงบลงทุน อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบลงทุนได้ตามสัดส่วนที่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ กำหนดตามที่กล่าวข้างต้นไปแล้ว บางพรรคการเมืองนโยบายปรับลดภาษี หรือ เพิ่มค่าลดหย่อน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ยิ่งทำให้ฐานภาษีแคบลง ไม่เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะการทยอยปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และปรับอัตราขึ้นเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 ทั้งนี้ ในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ระบุว่า “หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ต้องปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายลง หรือ จัดทำมาตรการเพิ่มรายได้วิธีอื่นมาทดแทนในวงเงินที่ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม”
และถ้าพรรคการเมืองยังดำเนินการตามนโยบายหาเสียง โดยไม่มีการพิจารณามาตรการเพิ่มรายได้ ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถปรับลดขนาดของการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3% ของ GDP ได้ภายในปี 2572 โดยเฉพาะการดำเนินนโยบบายหาเสียงที่ใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนมาก อาจจะส่งผลกระทบทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเกินเพดาน 70% ตามที่กฎหมายกำหนด

โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ได้จัดทำประมาณการหนี้สาธารณะในช่วงปีงบประมาณ 2568 -2573 พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะมียอดคงค้างอยู่ที่ 12,226,290 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 64.82% ของ GDP , ปีงบประมาณ 2569 มียอดคงค้างอยู่ที่ 13,099,250 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 68.17% ของ GDP , ปีงบประมาณ 2570 มียอดคงค้างอยู่ที่ 13,794,810 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 69.36% ของ GDP และในปีงบประมาณ 2571 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะปรับตัวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด โดยมียอดคงค้างอยู่ที่ 14,419,390 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 69.78 % ของ GDP จากนั้นในปีงบประมาณ 2572 จะปรับตัวลดลงมา โดยมียอดคงค้างอยู่ที่ 14,954,436 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 69.52% ของ GDP และในปีงบประมาณ 2573 มียอดคงค้างอยู่ที่ 15,335,708 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 68.22 %ของ GDP
และจากการที่หนี้สาธารณะของประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงภาระงบประมาณที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรมาชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามมา โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลตั้งงบชำระหนี้คิดเป็นสัดส่วน 10.89% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2568 แบ่งเป็นเงินต้น 4% และดอกเบี้ย 6.89% และในปีงบประมาณ 2573 จะเพิ่มขึ้นเป็น 16.22% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2573 แบ่งเป็นเงินต้น 4% และดอกเบี้ย 12.22% หากรัฐบาลไม่ดำเนินมาตรการควบคุมการเพิ่มขึ้นของรายจ่าย และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และการปรับขึ้นภาษีบางตัวอย่างจริงจัง อาจจะนำไปสู่ “กักดักดอกเบี้ย” กล่าวคือ ตั้งงบใช้หนี้ไปเท่าไหร่ เงินต้นก็ไม่ยุบ ดังนั้น ในแผนการคลังระยะปานกลางฯจึงพยายามปรับลดขนาดของการขาดดุลงบประมาณลง เพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ

ตัวสุดท้ายที่คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯของ กกต.เป็นห่วง คือ กรณีที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ ระบุแหล่งเงินที่นำมาใช้ในการดำเนินนโยบายหาเสียงว่าใช้แหล่งเงินตาม มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งหมายถึง กรณีที่รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐไปดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามนโยบาย โดยที่รัฐบาลรับภาระชดเชยค่าใช้จ่าย หรือ การสูญเสียรายได้ให้แก่หน่วยงานนั้นในภายหลัง โดยนโยบายที่มักใช้แหล่งเงินจากช่องทางนี้ ได้แก่ นโยบายลดหนี้/พักหนี้/ยกหนี้ , นโยบายประกันรายได้เกษตรกร หรือ นโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น
ถึงแม้จะไม่ใช่การกู้เงินโดยตรงในทันที แต่เป็นการสร้างภาระหนี้ผูกพัน หรือ “กู้ล่วงหน้า” โดยรัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณมาชดเชย หรือใช้คืนให้หน่วยงานรัฐในอนาคต หรือที่เรียกว่า “หนี้ มาตรา 28” ดังนั้น เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดภาระหนี้มากเกินไป ใน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐฯจึงมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดกรอบการใช้จ่ายเงินประเภทนี้ (Ceiling) จะมียอดคงค้างรวมกันได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยในแผนการคลังระยะปานกลาง ระบุว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2562 หนี้ มาตรา 28 มียอดคงค้างอยู่ที่ 865,018 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 28.83% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี , ปีงบประมาณ 2567 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,028,279 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 28.55% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และล่าสุดในปีงบประมาณ 2568 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะเห็นได้ว่าหนี้มาตรา 28 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การตั้งงบประมาณมาใช้คืนหนี้มาตรา 28 มีแนวโน้มลดลง โดยในปีงบประมาณ 2567 รัฐบาลตั้งงบประมาณมาใช้คืนหนี้มาตรา 28 ได้ประมาณ 79,282 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.20% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , ปีงบประมาณ 2568 ตั้งงบประมาณมาใช้คืนหน้าตรา 28 ประมาณ 72,917 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.94% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และล่าสุดในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณมาใช้คืนหนี้มาตรา 28 ได้แค่ 58,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 1.54% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี
หากรัฐบาลยังดำเนินมาตรการกึ่งการคลัง โดยใช้แหล่งเงินตามมาตรา 28 อย่างต่อเนื่องเพดานนี้จะส่งผลเสียตามมาดังนี้
- พื้นที่ทางการคลังลดลง (Fiscal Space) : ทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินมาตรการเพื่อแก้ปัญหา หรือบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
- ความเสี่ยงต่อความยั่งยืน : หากวงเงินคงเหลือเหลือน้อย รัฐบาลจะไม่สามารถใช้เครื่องมือดังกล่าวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดวิกฤตได้
- ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และหนี้สาธารณะในภาพรวม : สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Credit Rating Agency) แสดงความกังวลว่า การใช้แหล่งเงินตามมาตรา 28 ในสัดส่วนที่สูง อาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวที่สะท้อนผ่านการปรับมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป
- แรงกดดันต่องบประมาณรายปี : การจัดสรรงบประมาณเพื่อมาใช้คืน “หนี้ มาตรา 28” ที่หน่วยงานรัฐสำรองจ่ายไปก่อน จะทำให้เหลือเงินงบประมาณสำหรับรายจ่ายลงทุน หรือ พัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ลดน้อยลง
- ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง จากการใช้นโยบายผ่านมาตรา 28 มักขาดการประเมินความคุ้มค่า (Cost-benefit Analysis) ตามหลักการ หรือวิธีการที่ถูกต้อง รวมทั้งขาดการประเมินผลกระทบของนโยบายที่อาจส่งผลทำให้เกิดบิดเบือนในภาคกการผลิต อาจก่อให้เกิดปัญหา Moral Hazard ในภาคการเงิน และปัญหาความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังตามมา
หลังจากที่คณะกรรมการจตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ได้ทำการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในเบื้องต้น พบว่าส่วนใหญ่เขียนหลักการไว้กว้างๆ ไม่ได้ระบุวิธรีการในการดำเนินมาตรการไว้อย่างเพียงพอ ทำให้คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ ไม่มีข้อเพียงพอในการวิเคราะห์และให้ความเห็น จึงมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ ขอข้อมูลนโยบายหาเสียงจากพรรคการเมืองเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดของนโยบบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่ส่งให้ กกต.พิจารณานั้นจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง และสอดคล้องฐานะการคลังของประเทศตามที่กล่าวข้างต้นหรือไม่ อย่างไร คลิ๊กอ่านรายละเอียด “นโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง 51 พรรค” ที่นี่


