
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
‘เอกนิติ’ เล่าเรื่อง 2 เดือน 24 วัน Quick Big Win “กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว” ภายใต้การรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด – คืนหนี้ ธ.ก.ส. 35,000 ล้านบาท – ปรับแผนการคลังฯ พาประเทศหลุดพ้นจากการถูก ‘Credit Rating Agency’ ปรับลดความน่าเชื่อถือ
2 เดือน 24 วัน นับจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ทำงานที่กระทรวงการคลังวันแรก 25 กันยายน 2568 พร้อมกับแถลงนโยบาย “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ประกอบไปด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว , ลดภาระหนี้ประชาชน , เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs , เพิ่มการออมของประชาชน และมาตรการการลงทุนเพื่ออนาคต ภายใต้หลักการ “กระตุ้นเศรษฐกิจสั้น -ได้ผลยาว – กระจายตัว” ส่วน 1 ฐานราก คือ การรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด
ช่วงที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ดร.เอกนิติ ได้ฉายภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ต่ำกว่าภูมิภาค และก็ต่ำกว่าศักยภาพ หรือ “Potential Growth” โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่กระจายอย่างทั่วถึง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 2% ต่อปี แต่แยกตัวเลขออกมาเป็นรายไตรมาส พบว่า ไตรมาสแรกขยายตัว 3.2% ไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.8% ไตรมาสที่ 3 ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.7% ส่วนไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะขยายตัวแค่ 0.3%
หากปล่อยไว้แบบนี้ โดยไม่ทำอะไรมันไม่ใช่แค่ติดหล่ม แต่จะกลายเป็นดิ่งเหว นี่คือที่มาที่ทำให้รัฐบาลต้องออกนโยบาย Quick Big Win เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว และได้ประโยชน์กันทุกภาคส่วน
ดร.เอกนิติ เล่าว่า ช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ ตอนนั้นประเทศไทยถูกสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ “Credit Rating Agency” อาทิ Moody’s Ratings และ Fitch Ratings ปรับ Outlook อันดับความน่าเชื่อถือลง จากที่มีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook กลายเป็น Negative Outlook ดังนั้น สิ่งแรกที่ผมต้องรีบทำทันที คือ ทำอย่างไรให้สถาบันจัดระดับความน่าเชื่อถือเหล่านี้เกิดความมั่นใจว่า รัฐบาลไทยรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศเคร่งครัด

ดร.เอกนิติเล่าวว่า “สัปดาห์แรกของการทำงาน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 ปรากฏว่ามีงบประมาณเหลือ ผมได้นำเงินงบประมาณส่วนที่เหลือ 35,000 ล้านบาท ไปชำระหนี้คืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จากนั้นผมได้นำแผนการคลังประจำปีงบประมาณ 2570-2573 เสนอที่ประชุม ครม.ผ่านความเห็นชอบ โดยกำหนดกรอบการดำเนินนโยบายการคลังเอาไว้อย่างเข้มงวด อาทิ การจัดทำงบประมาณรายจ่าย ได้กำหนดเพดานการตั้งงบกลาง รายการเงินสารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเอาไว้ไม่เกิน 3% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , กำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐไม่น้อยกว่า 4% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , กำหนดสัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันสูงสุดต้องไม่เกิน 5% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี , คงเพดานหนี้สาธารณะตามกรอบของกฎหมายเดิมไม่เกิน 70% ของ GDP และตั้งเป้าปรับลดขนาดของการจัดทำงบประมาณ แบบขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP”
ถือเป็นการส่งสัญญาณไปถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ที่กำลังจับตาประเทศไทยอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลชุดนี้รักษาวินัยการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด ทำให้เราพ้นจากการถูก Credit Rating Agency ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 บริษัท S&P Global Ratings เป็นบริษัทสุดท้ายที่ Confirm ว่าจะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทสไทยไว้ที่ Stable Outlook เหมือนเดิม
ผมถามว่าทำไม เขาบอกผมว่า เพราะเรารักษาวินัยการคลัง โดยรัฐบาลทำให้เห็นว่า เราทำจริงๆ มีงบประมาณเหลือ 35,000 ล้านบาท เราเอาไปคืนหนี้ ธ.ก.ส.ทันที นี่คือสัปดาห์แรกที่ผมเข้ามาทำงานที่กระทรวงการคลัง
สัปดาห์ที่ 2 เริ่มทำนโยบาย Quick Big Win เสาแรก โดยนำโครงการคนละครึ่ง พลัส เสนอที่ประชุม ครม.ผ่านความเห็นชอบภายใต้วงเงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ที่เคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวแค่ 0.3% โดยกระตุ้นให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส นำเงินไปซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) โดยมีรัฐบาลช่วยจ่ายเงินสมทบให้ 50% แต่ไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน สำหรับผู้ที่ยื่นภาษีในปีภาษี 2567 จะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,400 บาท/คน ประชาชนทั่วไปได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนการซื้ออาหาร หรือ เครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข่าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)
หลังจากที่เริ่มเปิดดำเนินโครงการไปได้ไม่นาน การจับจ่ายใช้สอยก็คึกคักขึ้นมาทันที โดยตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2568 มียอดการจับจ่ายใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 72,885 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายสมทบ 35,871 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 37,014 ล้านบาท จะสังเกตเห็นได้ว่าไปกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายเงินมากกว่าเงินที่รัฐบาลช่วยสมทบ โครงการนี้มีประชาชนได้รับประโยชน์ประมาณ 20 ล้านคน มีการใช้จ่ายเงินอยู่ในกรุงเทพมหานคร 17% ส่วนที่เหลือ 83% กระจายอยู่ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ

“ช่วงที่กำลังจัดทำโครงการคนละครึ่ง ผมขอนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยเติมคำว่า “พลัส” เข้าไปด้วย คือ ผมไม่อยากให้เป็นแค่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ผมอยากจะให้ส่งผลดีในระยะยาว โดยการเพิ่มทักษะการตลาดให้กับร้านค้า สามารถขายสินค้าบนแฟลตฟอร์มออนไลน์ได้ด้วย ข้อมูลล่าสุด มีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ Upskill & Reskill ประมาณ 92,670 ราย เข้าไปอบรมกับธนาคารออมสิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพิ่มทักษะให้เขาขายสินค้าผ่าน Line Man หรือ Shopee ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นพ่อค้าแม่ค้าจริงๆ ไม่ใช่โมเดิร์นเทรด คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.3-0.4% แต่โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าน่าจะขยายตัวมากกว่านี้ เพราะว่าเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไปไม่รั่วไหล พุ่งเป้าเข้าไปกระตุ้นการบริโภคโดยตรง ต่างจากแจกเงินหมื่น มีบางหนึ่งนำเงินไปใช้หนี้” ดร.เอกนิติ กล่าว
จากนั้นรัฐบาลก็เติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ประมาณ 13.4 ล้านคน ปกติจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาลเดือนละ 300 บาท ใช้ได้ไม่ถึง 2 วัน ก็หมดเกลี้ยง เราจึงเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรคนจนเข้าไปอีกคนละ 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาท เท่ากับโครงการคนละครึ่ง แต่ให้ใช้ 2 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน ไม่มีเงินที่จะมาจ่ายสมทบกับรัฐบาล
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้จัดมาตรการภาษีเข้าไปกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยเปิดให้บุคคลธรรมดานำใบเสร็จค่าที่พัก หรือ ค่าอาหารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ตามที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท หากไปท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด นำใบเสร็จค่าที่พักและค่าอาหารในรูปแบบ e-Tax Invoice มาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 30,000 บาท เริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ยกตัวอย่าง ถ้าไปรับประทานอาหารในกรุงเทพ จ่ายเงินไป 10,000 บาท หักลดหย่อนภาษีได้ 10,000 บาท แต่ถ้าไปรับประทานอาหารในเมืองรอง 55 จังหวัด จากไป 10,000 บาท หักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท ส่วนบริษัท ห้างร้าน หากไปจัดอบรมสัมมนาในเมืองรอง 55 จังหวัด สามารถนำค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง ค่าห้องพัก ห้องสัมมนา ค่าจ้างมัคคุเทศก์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับงานสัมมนา ฝึกอบรมมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
รวมทั้งออกมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ซึ่งปกติของระบบราชการจะมาเบิกจ่ายกันในช่วงปลายปีงบประมาณ แต่ผมได้ออกนโยบายสั่งให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งนำเงินงบประมาณออกมาใช้จ่ายก่อนตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ
Quick Big Win เสาที่ 2 แก้หนี้ภาคครัวเรือน โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคสถาบันการเงิน จัดทำโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ “Non-Performing Loans: NPLs” ที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งมีจำนวนลูกหนี้ทั้งหมด 3.4 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 122,000 ล้านบาท โดยเฟสแรก โอนลูกหนี้ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 62,400 ล้านบาท ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ 2 บริษัท คือ SAM และ Ari-AMC บริหาร หรือ ปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่านปรนมาก ซึ่งมีทั้ง Hair Cut เงินต้น และลดดอกเบี้ย ยืดอายุการผ่อนชำระหนี้ รวมทั้งประสานไปยัง AMC ที่รับซื้อหนี้ไป หากลูกหนี้รายไหนเริ่มผ่อนชำระหนี้ดีขึ้น หรือ สามารถปิดจบหนี้ได้ ขอให้แยกลูกหนี้กลุ่มนี้ออกมาตั้งเป็นหมวดใหม่ เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้หลุดพ้นจากการเป็น NPLs สามารถกลับไปกู้เงินกับธนาคารออมสิน หรือ ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปได้ ยกตัวอย่าง ลูกหนี้บางรายเป็นหนี้ 100,000 บาท บางกรณีอาจลดหนี้เหลือ 50,000 บาท และก็ยืดระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้เป็นเดือนละ 5,000 บาท หากรายไหนผ่อนตรงตามที่ AMC กำหนด ลดดอกเบี้ยให้อีก และสามารถกลับไปกู้เงินใหม่ได้อีก นี่คือเสาที่ 2
เสาที่ 3 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ผ่านโครงการสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 7 แห่ง วงเงิน 217,000 ล้านบาท โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ “บสย.” จัดโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท เข้าไปช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SMEs รวมวงเงินทั้งสิ้น 267,000 ล้านบาท

“วันนี้ผู้ประกอบการ SMEs บอกว่าดอกเบี้ยจะถูก หรือ แพง ไม่ใช่ปัญหา แต่ที่เป็นปัญหา คือ แบงก์ไม่กล้าปล่อยกู้ ทำอย่างไรถึงจะให้แบงก์มั่นใจ รัฐบาลจึงให้ บสย.เข้าไปช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จัดทำโครงการพี่ช่วยน้อง เข้าสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยีให้แก่บริษัทใน Supply Chain โดยจูงใจให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เข้าไปช่วย SMEs นำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ ส่วนผู้ประกอบการ SMEs ที่ไปรับจ้างหรือขายสินค้าให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ผมขอให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ออกใบ Invoice เป็นอิเล็กทรอนิกส์แล้วนำเข้าสู่ระบบ ‘Prompt Biz’ ซึ่งคาดว่าระบบนี้จะทำเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ทั้งนี้ เพื่อให้ SMEs นำเป็นใช้ในการขอสินเชื่อ Supply Chain Financing ได้ ซึ่งมีหลักการคล้ายกับ Factoring” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า “ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ผมทราบปัญหากรมสรรพากรคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลช้า เพราะขาดฐานข้อมูล กรมสรรพากรจึงไม่กล้าคืนภาษีเร็วๆ ผมก็เข้าไปวางระบบ Data Analytic เอาไว้ ซึ่งตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งในส่วนชองภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล พร้อมที่จะคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบ Fast Track ให้กับ SMEs เกือบ 20,000 ราย คิดเป็นวงเงิน 60,000 ล้านบาท ได้รับเงินคืนภาษีอย่างรวดเร็ว ล่าสุดในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คืนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ SMEs ไปแล้ว 30,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 30,000 ล้านบาท จะได้รับเงินภาษีคืนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นอกจากนี้กรมศุลกากรได้มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป จากเดิมถ้าเป็นสินค้าที่มีมูลค่าไม่ถึง 1,500 บาท ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคให้กับผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้อง”
มาตรการ Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย จะช่วยเติมสภาพคล่องให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบเกือบ 2.7 แสนล้านบาท และจะส่งผลกระทบยาวไปถึงปี 2569 ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มอีก 0.36% มี SMEs ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ 107,000 ราย ครอบคลุมหลักการ กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว
ดร.เอกนิติ เล่าให้ฟังว่า เสาที่ 5 บังเอิญเสร็จเสาที่ 4 จึงเอาเข้าที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ผ่านความเห็นชอบโครงการ “Thailand Fast Pass” ปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว
ดร.เอกนิติ เล่าถึงที่มาของโครงการนี้ว่า “เกิดจากการที่ BOI ไปพูดคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ 80 บริษัท ที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าโครงการลงทุนรสมประมาณ 480,000 ล้านบาท ถามเขาว่าติดปัญหาอะไร ทำไมได้ BOI ไปแล้ว ไม่ยอมลงทุน ปรากฏผู้ประกอบการบอกว่าติดปัญหาเรื่องการขอใบอนุญาต เช่น ขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ขออนุญาตก่อสร้าง น้ำประปา ไฟฟ้า และการขออนุญาตซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA วันนี้เราจึงเปิดระบบ Fast Pass มีการกำหนดระยะเวลาในการขออนุญาตไว้อย่างชัดเจน เสมือนขึ้นทางด่วนโดยไม่ต้องไปรอคิวจ่ายเงิน โดยให้ BOI ประสานงานกับหน่วยงานออกใบอนุญาตทั้งหมดให้เป็นไปตามมติ ครม. ทำการล้างท่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ปี 2569 ก็จะเป็นปีทองแห่งการลงทุน มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4.8 แสนล้านบาท”

ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากติดปัญหาเรื่องกฎระเบียบการขอใบอนุญาตแล้ว BOI ยังมีกองทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ วงเงิน 10,000 ล้านบาท แต่ยังไม่เคยจัดสรรเงินออกมาสนับสนุบต่อยอดให้กับธุรกิจ SMEs เลย เพราะติดระเบียบของทางราชการ ตอนให้ SMEs ทำงานเสร็จก่อน ถึงจะมาวางบิลเบิกเงินกับกองทุนฯได้ ถามว่า SMEs จะเอาเงินที่ไหนมาลงทุน ผมจึงไปหารือกับสมาคมธนาคารไทยช่วยจัด Financing Loan ในลักษณะคล้ายกับ Packing สัญญาก่อสร้าง โดยให้ SMEs นำโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากกองทุนฯมาขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ ทำงานเสร็จ รับเงินจากกองทุนฯก็เอาเงินมาชำระหนี้ธนาคาร
ส่วนมาตรการ “Quick Big Win” เสาสุดท้าย เพื่อการเพิ่มโอกาสการออม และความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยสนับสนุนให้ประชาชนเปิดบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account) หรือ “TISA” กับบริษัทหลักทรัพย์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เพื่อส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และสามารถนำเงินจากบัญชีนี้ไปลงทุนในกองทุนรวม หรือ หลักทรัพย์ได้ โดยผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินสุทธิไม่เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี สามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 1.3 เท่าของเงินลงทุนที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 800,000 บาท/ปี ส่วนผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 1.5 ล้านบาท/ปี หักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 0.7 เท่า โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องถือครองหน่วยลงทุนไปจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ หรือ ถ้าอายุเกิน 55 ปี จะต้องถือครองหน่วยลงทุน หรือ หลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 5 ปี ส่วนดอกเบี้ย หรือ เงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุน 200,000 บาทแรก ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดย ดร.เอกนิติได้นำมาตรการส่งเสริมการออมระยะยาวชุดนี้เสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แต่ไม่ได้นำเสนอที่ประชุม ครม.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นนัดสุดท้าย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภามีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นอันมาตรการชุดนี้ก็ต้องพับเก็บไป
แต่ ครม.นัดสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสู่โหมดรัฐบาลรักษาการ ดร.เอกนิติ ปิดนโยบาย Quick Big Win ด้วยการนำ “1 ฐานราก” เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ผ่านหลักเกณฑ์และแนวทางการขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือ โครงการ ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 หรือ โครงการประชานิยมทั้งหมาย “ต้องไม่มีลักษณะเป็นการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกรตามมติครม.เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 หรือ เป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกันสำหรับสินค้า หรือ กิจกรรมใด ๆให้กับผู้ประกอบการ หรือ ประชาชนโดยตรง”
ปิดตำนานนโยบาย Quick Big Win 5 เสาหลัก 1 ฐานราก “กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว”…



