
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯกำชับ รมต. เกาะติดภัยพิบัติ – แก้ปัญหาแบบบูรณาการ
- มอบ ‘เอกนิติ’ แถลงรายละเอียด ‘คนละครึ่ง พลัส’
- ขอความร่วมมือ รมต.เข้าสภาตอบกระทู้
- ยกเลิกมติ ครม.ประกาศชื่อ นศ.เรียน วปอ. ‘บวรศักดิ์’ ชี้ควรเสนอเฉพาะเรื่องสำคัญ
- มติ ครม.โยก ‘กุลยา’ นั่งอธิบดีสรรพากร ‘พันทอง’คุมกรมศุลฯ
- ‘กฤษฎีกา’ ยันโยกงบฯ 19,000 ล้าน แจก ‘คนละครึ่ง พลัส’ ทำได้-ไม่ขัด กม.
- ร่นเวลาหน่วยงานรัฐส่งความเห็นประกอบการพิจารณา
- ตั้ง คกก.นโยบายเศรษฐกิจ กลั่นกรองเรื่องก่อนเข้า ครม.
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินได้มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
สั่งทุกกระทรวงจัดงานวันนวมินทรมหาราช 13 ต.ค.นี้
นายสิริพงศ์ รายงานว่า เนื่องในโอกาสวันนวมินทรมหาราช ซึ่งนอกจะมีพระราชพิธีที่ต้องเข้าร่วมแล้ว นายกรัฐมนตรีฝากให้ทุกกระทรวงจัดกิจกรรม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงงานหนัก เพื่อประชาชน ตลอดเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ ทั้งนี้รัฐบาลจะจัดพิธีในวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2568
มอบ ‘เอกนิติ’ แถลงรายละเอียด ‘คนละครึ่ง พลัส’
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. มีเรื่องสำคัญ คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็น 1 ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่จะช่วยสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งกระทรวงการคลังจะได้นำเสนอรายละเอียดและหารือกันในวาระพิจารณา โดยได้มอบหมายให้นายเอกนิตินิติ ทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้แถลงรายละเอียด
กำชับ รมต. เกาะติดภัยพิบัติ – แก้ปัญหาแบบบูรณาการ
นายสิริพงศ์ รายงานว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้เคยมอบหมายให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ และตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ โดยให้รัฐมนตรีรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวให้ทราบทุกวัน หรือ อาจรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบทุกสัปดาห์
“นายกฯ สั่งการให้รัฐมนตรีทุกคนเน้นย้ำในกระทรวงของตัวเองเรื่องปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมว่า ในการดำเนินการต่างๆ ขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการลักษณะบูรณาการ อย่าแยกส่วนกันทำ” นายสิริพงศ์ กล่าว
ขอความร่วมมือ รมต.เข้าสภาตอบกระทู้
นายสิริพงศ์กล่าวถึงเรื่องการตอบกระทู้ในสภาว่า กรณีที่มีกระทู้ถามในสภา ขอให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ให้ความร่วมมือและเข้าร่วมตอบกระทู้ด้วย
ยกเลิกมติ ครม.ประกาศชื่อเรียน วปอ. ‘บวรศักดิ์’ ชี้ควรเสนอเฉพาะเรื่องสำคัญ
สืบเนื่องจากการที่ ครม.รับทราบว่ากรณีที่มีการร้องต่อศาลปกครองเกี่ยวกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เรื่องการประกาศรายชื่อผู้เรียน วปอ. และศาลปกครองได้ทำเรื่องถึง ครม.ให้ชี้แจงว่ามติเป็นอย่างไร
โดยนายสิริพงศ์ กล่าวว่า จากมติ ครม. ดังกล่าวนี้ ได้มีผู้ทักท้วงในประเด็นกฎหมาย โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การพิจารณาบุคคลเพื่อจะเรียนหลักสูตรใดก็ตาม ไม่ควรพิจารณาเป็นวาระ ครม. เนื่องจากวาระ ครม. ควรเป็นเรื่องสำคัญของชาติ นโยบาย เศรษฐกิจ ปากท้องและภัยพิบัติ และถ้าในการประชุมครั้งนั้นมีมติเช่นนั้นจะเป็นบรรทัดฐานที่ผิด ดังนั้น จึงมีการยกเลิกมติ ครม.ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568
“มีข้อสั่งการจากนายกฯ ว่า ต่อไปนี้ขอให้แต่ละหน่วยงานได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อน และ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีความเห็นเสนอว่าหากจะต้องนำเข้า ครม. ขอให้เป็นดุลยพินิจของนายกฯ ว่าจะบรรจุเข้าหรือไม่ ไม่ควรเป็นความเห็น ครม.” นายสิริพงศ์ กล่าว
มติ ครม.มีดังนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
‘กฤษฎีกา’ ยันโยกงบฯ 19,000 ล้าน แจก ‘คนละครึ่ง พลัส’ ทำได้-ไม่ขัด กม.
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) และกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท โดยมอบหมายกระทรวงการคลัง (กค.) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขรายละเอียดที่ไม่ขัดกับหลักการโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพ
2. เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. และอนุมัติให้ สศค. เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการฯ
3. เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. สำหรับการดำเนินโครงการฯ ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท กค. โดย สศค. จะได้ดำเนินการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ถามว่าที่มาของแหล่งเงิน 25,000 ล้านบาท มาจากงบปะมาณรายจ่ายปี 2569 อยู่ในหมวดของงบฯที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ ส่วนนี้เป็นไปตามหมวด ส่วนแหล่งที่ 2 วงเงิน 19,000 ล้านบาท มาจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตรงนี้นำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ ซึ่ง ครม.ได้สอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว อย่างที่เราได้รับทราบจากกระทรวงการคลังว่า GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะโตแค่ 0.3% และเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีเคยแถลงนโยบายเอาไว้ว่า ภัยอย่างหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องระวัง คือ ภัยทางด้านด้านเศรษฐกิจ คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงมีความเห็นว่าการใช้งบกลางในหมวดของเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 19,000 ล้านบาท สามารถกระทำได้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
4. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
(1) กค. โดยกรมบัญชีกลางทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินแทนกัน
(2) กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยกรมการปกครองตรวจสอบคุณสมบัติและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายด้านการทะเบียนราษฎรโครงการฯ และหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ตามที่ กค. โดย สศค. กำหนด
(3) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการขนส่งทางบก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการพัฒนาชุมชน สนับสนุนข้อมูลร้านค้าให้ สศค. เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติร้านค้าเป็นร้านค้าในโครงการฯ
(4) มท. และกรุงเทพมหานครดำเนินการยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้าที่ประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการฯ
5. เห็นชอบให้ สศค. มอบอำนาจให้หน่วยงานในสังกัด มท. ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการทางกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ แทน สศค. โดยให้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมอบอำนาจต่อไป
6. เห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ และมอบหมาย กค. โดยกรมสรรพากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
“ โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นโครงการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยทุกระดับมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันแก่ประชาชนให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มการบริโภค สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนโนระบบ กระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2568 ได้อย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงการคลังประมาณการว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 88,000 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 – 0.22ในปี 2568 เมื่อเทียบกับไม่มีโครงการฯ รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเอื้อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ
มอบ รมว.พลังงานเซ็น MOU “Asean Power Grid”
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบและอนุมัติ ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Enhanced Memorandum of Understanding on ASEAN Power Grid) (ร่างบันทึกความเข้าใจ APG เพิ่มเติม) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจ APG เพิ่มเติม ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ พน. นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจ APG เพิ่มเติม
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
สาระสำคัญของเรื่อง
1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (7 สิงหาคม 2550) เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ APG ระหว่าง พน. ของประเทศไทยและ พน. ของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานสำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกในการประสานความร่วมมือเพื่อวางนโยบายร่วมกันในการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าและการซื้อขายไฟฟ้า และนำไปสู่โครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าอาเซียนที่เป็นรูปธรรม เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2550 ณ สิงคโปร์ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2552 – 19 มีนาคม 2567 (15 ปี)
2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (3 มีนาคม 2567) เห็นชอบต่อร่างตราสารว่าด้วยการขยายระยะเวลาบันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (instrument of Extension of the Memorandum of Understanding on the ASEAN Power Grid: IOE of APG MOU) โดยขยายระยะเวลาบันทึกความเข้าใจ APG ออกไปเป็นการชั่วคราวจากเดิม สิ้นสุดวันที่ 19 มีนาคม 2567 เป็น สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อสนับสนุนกลไกการดำเนินงานของการเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน ให้สามารถยกระดับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงาน โดยเปิดโอกาสให้มีการแบ่งปันทรัพยากรของภูมิภาคด้วยการส่งพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
3. ปัจจุบันผลบังคับใช้บันทึกความเข้าใจ APG ที่ได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงได้เห็นชอบร่วมกันให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจ APG เพิ่มเติมเพื่อใช้แทนบันทึกความเข้าใจ APG ฉบับเดิมดังกล่าว ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้ามพลังงาน ครั้งที่ 43 เพื่อขยายความเชื่อมโยงด้านไฟฟ้าภายในภูมิภาคต่อไป
4. เรื่องนี้เป็นการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Enhanced Memorandum of Understanding on ASEAN Power Grid) (ร่างบันทึกความเข้าใจ APG เพิ่มเติม) ในการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมโครงการความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อขยายความเชื่อมโยงด้านไฟฟ้าภายในภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์
(1) พัฒนานโยบายร่วมสำหรับอาเซียน ในการเชื่อมโยงโครงข่ายการซื้อขายไฟฟ้า และการบูรณาการตลาดไฟฟ้า
(2) มุ่งหวังให้เกิดโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียนที่ยั่งยืน และครอบคลุมด้วยการเชื่อมโยงพลังงานบนบก และใต้ทะเล รวมถึงเปลี่ยนผ่านไปสู่แหล่งและเทคโนโลยีพลังงานที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ และ
(3) สร้างความมั่นคง และความยั่งยืนด้านพลังงานในระดับภูมิภาคบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระดับประเทศ และในระดับภูมิภาค เกิดการลงทุนและสร้างรายได้จากการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและดึงดูนักลงทุนที่ต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาดในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
เห็นชอบกรอบความมั่นคงทางปิโตรเลียมอาเซียน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security) (ร่างกรอบความตกลงฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในร่างกรอบความตกลงฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย และไม่ขัดกับหลักการ ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ พน. นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลังโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือ ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้ลงนามในร่างกรอบความตกลงฯ
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือ ผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
สาระสำคัญของเรื่อง
1.โดยที่ตราสารการขยายระยะเวลาของความตกลง APSA จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบร่วมกันให้มีการลงนามในร่างกรอบความตกลงฯ อย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 43 (43rd ASEAN Ministers of Energy Meeting: AMEM) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 17 ตุลาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางปิโตรเลียมให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือของประเทศสมาชิกในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยง และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคพลังงานกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยยึดถือหลักการในการมีส่วนร่วมและการให้ความสมาชิกผ่านกลไกมาตรการการประสานงาน เพื่อตอบสนองต่อสภาวะฉุกเฉินพื้นฐานความสมัครใจและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของประเทศสมาชิกอาเซียน
2. พน. แจ้งว่า ร่างกรอบความตกลงฯ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติสุทธิ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยจะเป็นกลไกทางเลือกในการแสวงหาความร่วมมือและการสนับสนุนในกรณีที่ประเทศไทยขาดแคลนพลังงานในช่วงภาวะวิกฤต ซึ่งประเทศไทยจะสามารถขอรับความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีศักยภาพในการแบ่งปันพลังงาน เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในช่วงที่เกิดสภาวะขาดแคลนได้
ทั้งนี้ หากมีการร้องขอให้ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ก็สามารถพิจารณาดำเนินการได้ตามความพร้อมความสมัครใจ และความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ โดยคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของไทย เป็นสำคัญ
ร่นเวลาหน่วยงานรัฐส่งความเห็นประกอบการพิจารณา
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางในการลดขั้นตอนของระบบราชการ โดยระเบียบราชการเดิม ตาม มติ ครม.เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 กำหนดเอาไว้ว่าเรื่องใดที่เข้าคณะรัฐมนตรีแล้ว และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ทำหนังสือไปถึงหน่วยงานของรัฐโดยหน่วยงานของรัฐจะต้องตอบกลับมาได้ภายใน 14 วัน ตรงนี้ทำให้เกิดความล่าช้า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี จึงเสนอให้ยกเลิกมติ ครม.ดังกล่าวนี้ โดยให้ใช้หลักเกณฑ์ปรับเกณฑ์ใหม่ดังนี้
1. กรณีเรื่องที่ไม่ซับซ้อนให้หน่วยงานรัฐเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาคณะรัฐมนตรีภายใน 7 วันนับตั้งแต่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำหนังสือแจ้งขอความเห็น
2. กรณีเรื่องที่มีความยุ่งยาก และซับซ้อน หรือ มีประเด็นสำคัญ ที่จะต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติม ให้หน่วยงานรัฐเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาคณะรัฐมนตรีภายใน 15 วัน นับแต่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอให้ชี้แจง
3. กรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ให้หน่วยงานของรัฐเสนอความเห็นภายในระยะเวลาที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหนด เพื่อให้การปฏิบัติราชการรวดเร็วขึ้น
ตั้ง คกก.นโยบายเศรษฐกิจ กลั่นกรองเรื่องก่อนเข้า ครม.
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ โดยให้จัดทำเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายสำคัญ ด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น (1) การสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน (2) การแก้ไขปัญหาหนี้สิน และเพิ่มสภาพคล่อง ทั้งในส่วนของภาคประชาชน และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) (3) การเพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อยให้มีสิทธิซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม (4) การฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และ (5) การเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า
2. การดำเนินการตามนโยบายข้างต้นรวมถึงโครงการพัฒนาอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน สมควรได้รับการพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียดรอบคอบในทุกมิติ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่อง และการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 5 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งคณะบุคคล ประกอบด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และบุคคลอื่นที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่จะพิจารณา เพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องใดก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีก็ได้
ดังนั้น เพื่อให้การบริหารราชการดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล จึงเห็นควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เป็นรองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีก 28 ราย (เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวพัน หรือ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ตามที่คณะรัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี ตลอดจนประเมิน วิเคราะห์ และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทาง ตัดสินใจเชิงรุกในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี
โยก ‘กุลยา’ นั่งอธิบดีสรรพากร ‘พันทอง’คุมกรมศุลฯ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง (ย้าย/โอน) ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 7 ราย ดังนี้
1) โอน นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง (แทนตำแหน่งว่างเนื่องจากผู้ครองอยู่เดิมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น)
2) โอน นายปิ่นสาย สุรัสวดี ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายอัครุตม์ สนธยานนท์)3) โอน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (แทน นายปิ่นสาย สุรัสวดี)
4) โอน นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง (แทน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท)
5) โอน นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์)
6) โอน นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลังไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง)สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (แทน ตำแหน่งว่างเนื่องจากผู้ครองอยู่เดิมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น)
7) ย้าย นายพนิต ธีรภาพวงศ์ ตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลังไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3. นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมประมง
4. นางสาวสุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมป่าไม้ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
3. นายนิกร ศิรโรจนานนท์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้ง นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
2. นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6. เรื่อง ขอความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอแต่งตั้ง นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล เป็นผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพต่อไปอีกวาระหนึ่ง ตามมติคณะกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 และครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งกระทรวงการคลัง (กค.) ให้ความเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป และไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว
7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้
1) นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
2) นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
3) นางสาวอนงค์นาถ จ่าแก้ว ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
4) นายสุธี พงษ์เพียรชอบ ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ดังนี้
1. นายยอดศักดิ์ รักษาแก้ว ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
2. ผศ.อัครนันท์ อริยศรีพงษ์ ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
3. นางสาวจิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกรณ์ ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4. นางสาวพิมพ์สุดา เพ็ญแสง ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวรโชติ สุคนธ์ขจร)]
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 6 ราย ดังนี้
1) นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
2) นายภูผา ลิกค์ ให้ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
3) นายธนสาร ธรรมสอน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ))
4) นายธัญญวัฒน์ พากเพียร ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ))
5) นายนัจมุดดีน อูมา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ))
6) นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ (นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ))
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นายศุภชัย ใจสมุทร ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย คือ นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
14. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อดำรงตำแหน่งแทนผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระต่อคณะรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม โดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศเสนอแต่งตั้งผู้ที่มีความเหมาะสมดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ แทนผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ดังนี้
1. พลเอก นภนต์ สร้างสมวงษ์ ประธานกรรมการสถาบันฯ
2. พลเอก สุภมนัส ภารพบ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเทคโนโลยี ป้องกันประเทศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือ ด้านการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม)
3. นายพรเทพ ศรีสอ้าน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจ)
4. พลตำรวจเอก รุ่งโรจน์ แสงคร้าม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมาย หรือ ทรัพยากรบุคคล)
5. นายธัชพงศ์ ธรรมพุฒิพงศ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการเงินการบัญชีและการงบประมาณ การตรวจสอบประเมินผล และการบริหารความเสี่ยง)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เพิ่มเติม


