อานันท์ ปันยารชุน: “สังคมมีความคิดเห็นตรงกันหมดไม่ได้” ประชาธิปไตยไม่พอ สังคมไทยต้องมีธรรมาภิบาล

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ:นสพ.มติชน

ในวัย 94 ปี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีบอกว่าตั้งใจ “เลิกพูด” มานานแล้ว แต่ก็ยอมรับด้วยอารมณ์ขันว่าเป็น “คนไม่รักษาคำพูดตัวเอง” เพราะทุกครั้งที่ได้รับเชิญ มักใจอ่อน และเมื่อได้พูด สิ่งที่ออกมาก็ยังเป็นเรื่องเดิมที่ห่วงใยมาเกือบตลอดชีวิต คือ ประเทศไทยและสังคมไทย

“ผมอายุ 94 แล้ว ตั้งใจเลิกพูดมานานแล้ว แต่เป็นคนไม่รักษาคำพูดตัวเอง ผมขอประกาศอีกครั้งหนึ่ง ไปที่ไหนขออย่าเชิญผมพูดนะครับ เพราะผมใจอ่อน”

เสียงหัวเราะในห้องอาจทำให้ประโยคดังกล่าวฟังดูเบา แต่สิ่งที่นายอานันท์พูดกลับหนัก

บนเวทีวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เปิดตัวหนังสือ หงส์ลายมังกร ที่วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย เขียนบันทึกชีวิตอดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ย้อนมองความสำเร็จของตัวเอง หากกลับใช้ชีวิตที่ผ่านทั้งวันที่ “ลงเหว” และวันที่ขึ้นไปถึง “ยอดเขา” เป็นจุดตั้งต้นในการหันกลับมามองประเทศไทยในวันนี้

สังคมไทย “ฟังไม่ค่อยเป็น”

นายอานันท์เริ่มจากคำพูดของตัวเองในปาฐกถาหัวข้อ ‘ฉากทัศน์อนาคตสังคม’ ในวาระครบรอบ 50 ปีของสมาคมพัฒนาประชากร และชุมชนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ที่ปราบต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นำมาปิดท้ายเสวนาในช่วงก่อนหน้า “สนุกมากนักหรือจับเด็กเข้าคุกนี่ สนุกมากนักหรือที่เห็นเด็กถูกทรมานไม่ได้รับการประกัน ถามตัวเองเสียบ้างสนุกอย่างไร ทําได้อย่างไร ไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ ที่โกงกินกันก็ไม่อาย ไม่มีหิริโอตัปปะ แต่จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทําถูกทุกอย่าง เหมือนอย่างเรามีลูก ลูกไม่ดี ครอบครัวผมไม่มีการตีก็เรียกมาสั่งสอนทําโทษให้อยู่ในห้อง 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น”

“ผมต้องขอบคุณคุณปราปต์ที่หยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมา เพราะแท้จริงแล้วเรื่องนั้นสะท้อนนิสัยใจคอของผมโดยตรง ว่านายอานันท์เป็นใคร มาจากไหน และเดินทางมาไกลเพียงใด มีความกระอักกระอ่วนใจมากน้อยแค่ไหนในชีวิต ไม่ใช่ในชีวิตส่วนตัว แต่ชีวิตที่เกี่ยวกับประเทศชาติ” นายอานันท์กล่าว

“ที่ผมพูดวันนั้นผมยังจําได้ และเช่นที่ผมถือปฏิบัติมาโดยตลอด ผมไม่เคยเตรียมการล่วงหน้า ไปพูดที่ใดก็พูดด้วยปากเปล่า แต่การพูดปากเปล่าบอกอย่างหนึ่งว่ามาจากใจจริง เพราะเมื่อไม่ได้เตรียมตัวมา เวลาพูดต้องคิดไปพร้อมด้วย ความคิดฉับพลันที่เกิดขึ้นในขณะพูดจึงถ่ายทอดความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเราออกมา มันบอกว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ผู้ที่ยังไม่รู้จักนายอานันท์ หากได้ฟังสิ่งที่ผมพูดในโอกาสเหล่านั้น ก็จะรู้จักผมได้เป็นอย่างดี แต่หลายคนก็ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา”

“แต่มันบอกอะไรบางอย่างในสังคมไทย ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เรียกว่า ฟังไม่ค่อยเป็น” นายอานันท์กล่าว

สังคมไทยเป็นสังคมที่เรียกว่า “ฟังไม่ค่อยเป็น” อาจจะพูดเก่ง มีความคิดทั้งที่ดีทั้งที่ไม่ดี แต่ฟังไม่ค่อยเป็น แล้วก็ไม่ค่อยรับรู้ความเห็นที่แตกต่างกัน แต่กลับไปมองไปว่าความเห็นที่แตกต่างกันนั่นคือเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

“สังคมมีความคิดเห็นตรงกันหมดไม่ได้ สังคมไหนที่มีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมดนั้น มันก็เป็นสังคมที่เป็น เผด็จการ” นายอานันท์กล่าว

หลักการไม่ต้องเปลี่ยน แต่วิธีการต้องเปลี่ยนได้

นายอานันท์กล่าวว่า สังคมที่มีความหลากหลายทางความคิดย่อมเป็นสังคมที่น่าอยู่ เพราะเป็นสังคมที่ยังมีความหวัง และแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ตระหนักว่าตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ ตามสถานการณ์และกาลเวลา เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่คงกระพันได้ตลอดไป หลักศาสนาก็สอนไว้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่ถาวรที่สุด

หากสังคมใดไม่รู้จักปรับตัว ไม่สามารถรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนไป กาลเวลาได้เปลี่ยนไป วิธีคิดของผู้คนก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย

นายอานันท์บอกว่า ตลอดชีวิต หลักการและวิธีคิดในเรื่องหลักการของเขาไม่ได้เปลี่ยน แต่ “วิธีการ” เปลี่ยนไปตามสถานการณ์และกาลเวลา

“ในชีวิตในเรื่องของหลักการ วิธีคิดในเรื่องของหลักการผมไม่เคยเปลี่ยน แต่วิธีการก็เปลี่ยนไปเรื่อย”

นายอานันท์กล่าวว่า หากไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ คนอาจมองว่าการเปลี่ยนความคืดของเขา คือการเอาตัวรอด ซึ่งไม่ใช่ เพราะเขาเป็นคนที่รักเพื่อนมนุษย์ ให้ความสำคัญกับมนุษยชาติ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ให้ความเชื่อถือไม่ว่าในทางการเมืองหรือทางอื่นใด แต่เนื่อสิ่งอื่นใดเขาเป็นคนที่ชอบ “ฟัง” และชอบ “เถียง”

“การฟัง การเถียง ผมถือว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผมเป็นคนมีความสมบูรณ์มากขึ้น” แล้วมองหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ว่ามันต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอๆ เราไม่ติดยึดกับสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงได้

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานเปิดตัวหนังสือชีวประวัติ หงส์ลายมังกร ที่มาภาพ:นสพ.มติชน

ประชาธิปไตยไม่ได้จบที่ “ใครชนะเลือกตั้ง”

จากเรื่องการฟังและการยอมรับความแตกต่าง นายอานันท์พาไปสู่คำถามใหญ่กว่านั้น คือ ประเทศไทยเข้าใจประชาธิปไตยอย่างไร

นายอานันท์ตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยมักให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยผ่านรูปแบบ มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ มีรัฐบาลที่มาจากเสียงสูงสุด ถือว่าสมบูรณ์แล้ว

“เรามองแต่ผลของการเลือกตั้ง รู้เพียงว่าใครแพ้ ใครชนะ ใครได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เคยคิดหรือเป็นห่วงเลยว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ได้ดำเนินนโยบายหรือทำกิจกรรมใดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมหรือไม่ ราวกับว่าเกมจบสิ้นลงแล้ว ปล่อยให้รัฐบาลทำอะไรก็ได้” นายอานันท์กล่าว

สำหรับนายอานันท์ ประชาธิปไตยจึงสำคัญ แต่ประชาธิปไตยไม่ได้มีความสมบูรณ์ในตัวเอง

“ในสายตาของผม ประชาธิปไตยสําคัญ แต่ประชาธิปไตยมีขีดจํากัด ประชาธิปไตยไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ต้องมีสิ่งประกอบอื่นๆ และสิ่งประกอบที่สําคัญที่สุดก็คือ “ธรรมาภิบาล” ซึ่งประกอบด้วยหลายอย่าง ความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางทางศาล อิสรภาพของหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความถูกต้อง ถ้าเป็นประชาธิปไตยแต่ไม่มี ไม่มีหลักธรรมาภิบาลเกี่ยวเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ก็ไม่มีประโยชน์” นายอานันท์กล่าว

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานเปิดตัวหนังสือชีวประวัติ หงส์ลายมังกร ที่มาภาพ:นสพ.มติชน

ใช้ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง “ธรรมาภิบาลไม่มา”

สิ่งประกอบที่นายอานันท์เห็นว่าสำคัญที่สุด คือ ธรรมาภิบาล good governance

“สิ่งที่เราต้องแสวงหาสิ่งแรกไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องมีเป็นองค์ประกอบ แต่ที่สังคมต้องการคือธรรมาภิบาล เพราะถ้ามีการปกครองโดยใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลางแล้ว ประชาธิปไตยมันมาเอง แต่ใช้ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ธรรมาภิบาลไม่มา” นายอานันท์กล่าว

นายอานันท์เรียกแนวคิดที่เขาพูดมานานหลายสิบปีว่า “democratic governance” การปกครองที่ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลต้องเดินไปด้วยกัน

“ผมใช้คำภาษาอังกฤษว่า “democratic governance” มาหลายสิบปีแล้ว” นายอานันท์กล่าวว่า ในตอนนั้นยังไม่เคยมีใครใช้คำนี้เลย แต่ปัจจุบันเริ่มมีผู้ใช้กันบ้างแล้ว เพราะเมื่อมองไปรอบโลกจะเห็นว่าประชาธิปไตยกำลังล้มเหลวไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบทรัมป์ หรือแม้แต่ในยุโรป ทั้งที่ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง แต่จิตใจของผู้คนเปลี่ยนไปมาก ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายประเทศในยุโรปหันไปสู่แนวคิดขวาจัดเกือบทั้งสิ้น

ปัจจุบันยังไม่มีประเทศประชาธิปไตยใดในยุโรปที่น่าจะเป็นแบบอย่างให้ยึดถือต่อไปได้ เพราะปรากฏการณ์เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีหลักธรรมาภิบาล (good governance)

เมืองไทยไม่มีอนุรักษนิยม แต่ที่มีคือ “อำนาจนิยม”

จากประชาธิปไตย นายอานันท์ขยับไปแตะอีกคำที่ถูกใช้บ่อยในความขัดแย้งทางการเมืองไทย “อนุรักษนิยม”

นายบอกว่าทุกวันนี้คนไทยแบ่งผู้คนเป็นสี เป็นฝ่าย และติดป้ายทางการเมืองให้แก่กัน จนบางครั้งคำเหล่านั้นสูญเสียความหมายเดิม

“หลายคนบอกว่าคนเหล่านี้เป็นพวก “อนุรักษนิยม” (conservative) ผมฟังแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ เพราะที่เราใช้คำว่าอนุรักษนิยมกันนั้น เราไม่ทราบเลยว่าในภาษาของการเมืองระหว่างประเทศ คำนี้มีความหมายว่าอย่างไร ประเทศไทยไม่มีอนุรักษนิยม สิ่งที่มีอยู่คือ“อำนาจนิยม” ซึ่งไม่ควรนำมาปนกัน” นายอานันท์กล่าว

นายอานันท์กล่าวว่า อย่าไปคิดว่าสังคมไทยหรือสังคมต่างประเทศมีปัญหาเพราะอนุรักษนิยมในความหมายที่ถูกต้อง หรือเพราะสังคมนิยมหรือเสรีนิยม ทั้งสามสิ่งที่กล่าวมานี้เป็นเพียงวิธีคิด และไม่ได้ทำให้ประเทศชาติล่มจม

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานเปิดตัวหนังสือชีวประวัติ หงส์ลายมังกร ที่มาภาพ:นสพ.มติชน

ถึงเวลาปรับความคิดเรื่อง “สิทธิมนุษยชน”

นายอานันท์ยังย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อราว 2 ปีก่อน ซึ่งความคิดเห็นของเขาทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และทำให้ถูกกล่าวหาว่า “เข้าข้างเด็ก” หรือ “ให้ท้ายเด็ก” โดยบอกว่าไม่ได้หวั่นไหวกับ “ทัวร์ลง” ในครั้งนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตั้งคำถามกับสังคมไทย

“ถ้าสังคมไทยฟังง่ายๆ แล้วฟังไม่รู้เรื่อง แล้วตัดสินใจเร็ว เพียงไม่กี่ประโยคที่ผมพูดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมกลายเป็นมารร้ายในสังคมไทย กลายเป็นคนเข้าข้างเด็ก ให้ท้ายเด็ก หรือนําสังคมไทยไปในทางที่ผิด ตอนทัวร์ลง ผมก็ไม่ไม่หวั่นไหวอะไร แต่ผมก็ต้องปลงตก เพราะสังคมไทย เห็นว่าผมเป็นตัวร้ายในการที่แสดงความเห็นอย่างเปิดเผย และเปิดเผยความจริงของสังคม”

“ถึงวันหนึ่ง ก็อยากขอให้บางท่านกลับมาหวน…มาฟังที่ผมพูดอีกครั้งหนึ่ง แล้วช่วยพิจารณาใหม่ ว่า…

…ที่ผมพูดมันผิดหรือ

ที่ผมพูดมันไม่จริงหรือ

แต่สิ่งที่ทํากันมาแล้วอย่างที่ผมพูด มันทําให้ประเทศชาติดีขึ้นไหม”

นายอานันท์กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องตื่นตัว ต้องปรับความคิดใหม่ ไม่ใช่ปรับความคิดเพื่อเอาใจเขาหรือเพื่อปรับความคิดเพื่อเอาใจเด็ก แต่ต้องปรับความคิด ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ต้องปรับความคิดในเรื่องของ คุณค่าของการอยู่ร่วมกัน โดยไม่ประหัตประหาร คุณค่าของความสามัคคี และความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน

เมื่อสื่ออ่อนแรง สังคมจะฟังใคร

นอกจากการกลับมาทบทวนตนเองว่า สิ่งที่เคยเชื่อถือหรือเคยคิดในอดีตนั้นจริงหรือไม่ นายอานันท์ยังตั้งคำถามกับโครงสร้างการรับรู้ข้อมูลของสังคมด้วยว่า “เราจะอาศัยใครเป็นผู้ชี้นำ สื่อนั้นไม่ต้องกล่าวถึง เพราะเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน”

นายอานันท์กล่าวถึงหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เคยอ่านมาโดยตลอด ก็ปรากฏว่าผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเกือบจะล่มสลายแล้ว เพราะผู้คนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ดูแต่อินเทอร์เน็ต หนังสือก็ไม่ค่อยมีคนอ่านกันอีกต่อไป

“ดูแล้วสภาพสังคมขณะนี้น่าเศร้านะ น่าเศร้า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกต่อไปอย่างไร”

อายุ 94 ปี ยังไม่หมดหวังกับประเทศไทย

แต่ประโยคต่อจากนั้นสำคัญกว่า

“แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่หมดความหวัง”

“เพราะทุกครั้งที่คิด แล้วรำลึกถึงว่าเราสามารถดำรงอยู่มาได้ 800 ปี รากฐานของสังคมไทยต้องมีอะไรดี”

“แต่อะไรนั่นน่ะคืออะไร เป็นปัญหาที่เราต้องค้นหาต่อไป”

นายอานันท์มองย้อนกลับไปยังชีวิตของตัวเองว่า ชีวิตของเขาที่ผ่านมามีทั้งลงเหวและขึ้นไปถึงยอดเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้คือการไม่ยึดติด เป็นคนปล่อยวางได้

สิ่งอะไรดีที่เกิดขึ้นในชีวิตก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ

สิ่งอะไรไม่ดีที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในชีวิต ก็ยอมรับความจริง

“การดำรงชีวิตนั้นเราอยู่กับปัจจุบัน เราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ดีงามในอดีต หรือสิ่งที่ชั่วร้ายในอดีต เราอยู่กับความจริงในปัจจุบัน เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต จะเป็นได้หรือไม่ได้อันนั้นแล้วแต่บุญกรรม”

นายอานันท์ในวัย 94 ปีผู้บอกว่าไม่อยากขึ้นเวทีพูดอีกแล้ว จบคำพูดของตัวเองโดยไม่ได้ขอให้สังคมเห็นด้วยกับเขา ขอเพียงให้ฟัง

“ถ้าเผื่อพูดอะไรแล้ว อาจจะทำให้คนบางคน หรือคนจำนวนหนึ่งตั้งสติได้ แล้วมองประเทศไทยในลักษณะที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้ ได้แค่นั้นผมก็พอใจแล้วครับ”