
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯสั่งตั้งงบปี’70 ขอเน้นป้องกันภัยมากกว่าจ่ายเยียวยาทีหลัง
- จี้ มท.-ดีอี แก้ ‘น้ำ-ไฟ-เน็ต-มือถือ’ จ.สงขลาด่วน
- มอบ ‘ไชยชนก’ ศึกษาเทคโนโลยี รับมือภัยพิบัติ
- มติ ครม.ปรับฐานคำนวณเงินสมทบ สปส. จ่ายสูงสุด 875 บาท/ด. เริ่มม.ค.ปีหน้า
- อัดฉีดผู้ผลิตหนังไทย รับเงินอุดหนุนจากรัฐสูงสุด 32.5%
- จัด“ซอฟต์โลน-ค้ำหนี้”เติมสภาพคล่อง SMEs 2.7 แสนล้าน
- โยกบิ๊ก มท.แต่งตั้งผู้ว่าฯใหม่ 20 จังหวัด
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม.นายอนุทินมอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
จี้ มท.-ดีอีแก้ ‘น้ำ-ไฟ-เน็ต-มือถือ’ สงขลาด่วน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ก่อนการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเกี่ยวกับมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการถึงหน่วยงานต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค อาทิ กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงพลังงาน ,กระทรวงดีอี, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ให้เร่งดำเนินการฟื้นฟูแก้ไขเรื่องน้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ต ให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด
สั่งตั้งงบปี’70 ขอเน้นป้องกันภัยมากกว่าจ่ายเยียวยาทีหลัง
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อสังเกตว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้จ่ายเงินเยียวยาสถานการณ์ และบรรเทาปัญหาภัยพิบัติต่างๆไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ขอให้คำนึงถึงสภาพแวดล้อม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น การออกแบบก่อสร้างถนน หรือ ก่อสร้างทางรถไฟที่ไปขวางทางน้ำ ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเสริมจุดระบายน้ำต่าง ๆให้เพียงพอด้วย ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงมีแนวคิดว่า ประเทศไทยควรพัฒนาระบบป้องกันและเตือนภัยที่มีมาตรฐานและมีความเป็นระบบมากขึ้น เพื่อลดความจำเป็นในการเยียวยาภายหลังเกิดเหตุ และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง
มอบ ‘ไชยชนก’ ศึกษาเทคโนโลยี รับมือภัยพิบัติ
ดังนั้นในวันนี้นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญด้านเทคโนโลยี นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการเตือนภัยสมัยใหม่ เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนว่า เทคโนโลยีด้านภัยพิบัติของโลกพัฒนาไปถึงระดับใดแล้ว และประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงและนำมาใช้ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการยกระดับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศอย่างยั่งยืน
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ได้รับมอบหมายและนโยบายจากนายกรัฐมนตรีให้ศึกษาแนวทางในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถปรับตัว และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือความร่วมมือกับบริษัท Tomorrow.io บริษัทเทคโนโลยีสภาพอากาศชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้บริการพยากรณ์อากาศและ API แบบเรียลไทม์ และถือเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในด้านอุปกรณ์และระบบพยากรณ์อากาศในปัจจุบัน
สำหรับกรอบความร่วมมือดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ข้อมูล (Data) และ แพลตฟอร์มที่ประมวลผลด้วย AI ในส่วนของ “ข้อมูล” บริษัท Tomorrow.io ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมที่สแกนบรรยากาศด้วยคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งสามารถตรวจจับความชื้นและชั้นเมฆได้ทุกระดับ ทำให้สามารถวิเคราะห์พายุ ฝน และสภาพอากาศได้อย่างละเอียด แม่นยำ และไร้ข้อจำกัด ปัจจุบันบริษัทมีดาวเทียมให้บริการทั้งหมด 11 ดวง และอยู่ระหว่างการทยอยเพิ่มจำนวน เพื่อให้ความแม่นยำและขอบเขตการครอบคลุมดีขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ข้อมูลที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์จะมีความครบถ้วนมากขึ้น และช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถออกประกาศเตือนภัยได้อย่างมั่นใจและทันท่วงที

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ส่วนที่สอง คือ “แพลตฟอร์มที่ประมวลผลด้วย AI” ของ Tomorrow.io ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมทั้งหมดด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยอัปเดตข้อมูลทุก 15 นาที ทำให้สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และนำไปสู่การคาดการณ์ที่แม่นยำอย่างต่อเนื่อง
นายไชยชนก ระบุว่า ดีอีเร่งผลักดันความร่วมมือดังกล่าว เพื่อนำเทคโนโลยีการพยากรณ์อากาศระดับโลกที่ไม่มีคู่แข่งในเวลานี้มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทั้งในระดับนโยบายเพื่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และในระดับพื้นที่เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีข้อมูลรองรับ โดยก่อนจะนำมาใช้จริง กระทรวงดิจิทัลฯ จะดำเนินการทดสอบ ตรวจสอบ และทดลองระบบด้วยตนเองก่อน ซึ่งบริษัท Tomorrow.io ก็ให้ความร่วมมือโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการทดลองครั้งนี้
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
อัดฉีดผู้ผลิตหนังไทย รับเงินอุดหนุนจากรัฐสูงสุด 32.5%
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักการมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ โดยมอบหมายกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กำหนดหลักเกณฑ์ สิทธิประโยชน์ วิธีการ และเงื่อนไขการดำเนินงานตามกรอบที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยตามที่ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการผลิต ยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และความหลากหลายของภาพยนตร์ไทย ส่งเสริมศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และเพื่อส่งเสริมการส่งออกทุนทางวัฒนธรรมผ่านสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ไทย ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
- ให้สิทธิประโยชน์หลัก โดยให้ได้รับเงินสนับสนุน ร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่องที่มีวงเงินตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป
- ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น กรณีภาพยนตร์มีการนำเสนอเรื่องราวหรือเนื้อหาที่สร้างสรรค์ในประเด็นตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการฯ กำหนด สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมร้อยละ 5 และกรณีภาพยนตร์มีค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่องตั้งแต่ 40 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมร้อยละ 2.5 หรือ มีค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่องตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมร้อยละ 5 กรณีภาพยนตร์ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ต่างประเทศหรือฉายในช่องโทรทัศน์ต่างประเทศไม่น้อยกว่า 4 ประเทศ หรือฉายในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง 1 แพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต้องมีการฉายในต่างประเทศ ไม่น้อยกว่า 4 ประเทศ โดยอย่างน้อยหนึ่งประเทศ ต้องอยู่นอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ร้อยละ 5
- เงื่อนไขของมาตรการ เช่น ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาคำนวณเงินสนับสนุนได้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายก่อนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการผลิต และค่าใช้จ่ายหลังการผลิต โดยไม่นับรวมถึงค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ และการทำการตลาด และภาพยนตร์ที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ได้ ประกอบด้วย ภาพยนตร์ไทย ละคร และซีรีส์ไทย และมิวสิกวิดีโอไทย
ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ เป็นการดำเนินการเพื่อรักษาระดับการลงทุนและกระตุ้นให้เกิดการผลิตในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และสาระบันเทิงรูปแบบอื่น (Content) ตลอดจนเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านการจ้างงาน ซึ่งการให้เงินสนับสนุนตามมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้การผลิตภาพยนตร์ไทยมีคุณภาพสูงขึ้น สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น ประกอบกับคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการดังกล่าวแล้ว จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในหลักการมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ อย่างไรก็ดี เนื่องจากมาตรการดังกล่าว เป็นการดำเนินการที่รัฐจะต้องจ่ายเงินคืนผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณของภาครัฐ
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นสมควรที่กระทรวงวัฒนธรรม จะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสม เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศไทย และศึกษาวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างรอบคอบ ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์ สิทธิประโยชน์ วิธีการ และเงื่อนไขการดำเนินงานที่ชัดเจน เหมาะสม และโปร่งใส ให้ครอบคลุมทางด้านการลงทุน การจ้างงาน ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และไม่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยไม่จำเป็น
สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น หากกระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถแสดงให้เห็นถึงที่มาของการคำนวณอัตราการคืนเงินที่เหมาะสม และพิจารณาแล้วเห็นว่า การจ่ายเงินคืนตามมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยมีความคุ้มค่า และคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญแล้ว ก็เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็น และสอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามขั้นตอนต่อไป โดยพิจารณาให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วน รวมทั้งพิจารณาค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมจากทุกแหล่งเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่าย ลดภาระงบประมาณของรัฐในระยะยาว และจัดให้มีระบบการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับด้วย
จัด“ซอฟต์โลน-ค้ำหนี้”เติมสภาพคล่อง SMEs 2.7 แสนล้าน
นายสิริพงศ์ กล่ววว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมแถลงข่าวมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุกทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย และการให้ความร่วมมือจัดการภัยพิบัติทางด้านอุทกภัย โดยมีรายละเอียดสรุปดังนี้
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Big Win” โดยใช้หลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ภายใต้เสาหลักที่ 3 เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ให้สามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งในด้านการจ้างงาน การสร้างรายได้ การลงทุน รวมถึงการเป็นห่วงโซ่อุปทานทำให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สมดุล และเป็นแรงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้ในระยะยาว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs มากกว่าครึ่งที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ประกอบกับสินเชื่อที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงมุ่งสร้าง Ecosystem ใหม่ ให้ผู้ประกอบการ SMEs ด้วยมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ทั้งในด้านการเสริมสภาพคล่อง การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และซ้ำเติมความเปราะบางของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการจ้างงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลจึงต้องเร่งเข้าช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจหยุดชะงัก โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ดังนี้
รัฐบาลจึงมีอนุมัติการเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนให้ SMEs ด้วยมาตรการด้านการเงิน : การดำเนินโครงการสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 7 แห่ง วงเงินรวม 267,000 ล้านบาท ประกอบด้วยมาตรการสินเชื่อวงเงิน 217,000 ล้านบาท และค้ำประกันสินเชื่อวงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
1) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Quick Big Win” มีวงเงินโครงการรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs โดยฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก แบ่งเป็น 3 โครงการย่อย ได้แก่ (1) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Go Big สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไป (2) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) และ (3) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Quick LG สำหรับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อหรือจัดจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ รับคำขอค้ำประกันสินเชื่อได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ ได้ขยายระยะเวลาโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 11 ที่ยังคงมีวงเงินเหลืออยู่ ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลารับคำขอค้ำประกันสินเชื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569
2) ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงินสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเสริมสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจ รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อการปรับตัวและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย โดยธนาคารออมสินสนับสนุนแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ สำหรับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อไปปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs แบ่งเป็น 4 โครงการย่อย ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อกรณีเสริมสภาพคล่อง (Mitigation) ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (2) โครงการสินเชื่อกรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยให้ภาคเอกชน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขของการขอสินเชื่อ และประเภทธุรกิจเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายในReinvent Thailand (3) โครงการสินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) และ (4) โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism) โดยโครงการ Reinvent Thailand โครงการ Transformation และโครงการ Tourism สามารถรับคำขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
3) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดำเนินโครงการสินเชื่อสำหรับภาคการเกษตร วงเงินรวม 80,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคการเกษตร ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น มีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อไทยยั่งยืน (ชุมชนสร้างไทย ระยะที่ 3) วงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท และ (2) โครงการสินเชื่อเพื่อ SME ไทยไชโย วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการ รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2571
4) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ของโครงการสินเชื่อปลุกพลัง SME และโครงการสินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินสินเชื่อรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ Micro SMEs วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท และผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไป วงเงินรายละไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยขยายระยะเวลารับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569
5) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการประกันการส่งออก เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษ และโครงการสินเชื่อ EXIM Expand Shield สำหรับสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนการส่งออก วงเงินสินเชื่อ 12,000 ล้านบาท
6) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการมุสลิม วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าฮาลาลส่งออก หรือผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ฮาลาล7) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดำเนินโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท สำหรับการปลูกสร้าง ซื้อ ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ปรับปรุงซ่อมแซม และเพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการบ้านจัดสรรในภูมิภาค สำหรับปลูกสร้างอาคารและสาธารณูปโภค
ทั้งนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันที่เป็นธรรมด้วยมาตรการด้านภาษี
1) กรมสรรพากร ดำเนินโครงการพี่ช่วยน้อง โดยให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ช่วยสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยีให้แก่บริษัทใน Supply Chain เพื่อให้ปรับตัวเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะได้รับการคืนภาษีเร็ว และสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่ามีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 1,500 ราย เข้าร่วมโครงการ และคาดว่าจะได้รับคืนภาษีเร็วขึ้น 1,700 ล้านบาทต่อปี และโครงการปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจากส่วนกลางแบบ Fast Track ซึ่งจะทำให้ SMEs เกือบ 20,000 ราย จำนวน 60,000 ล้านบาทให้ได้รับคืนภาษีเร็วขึ้น ภายในสิ้นปี 2568 และในอนาคตจะมีการพิจารณาเชื่อมโยงระบบ PromptBiz กับการให้สินเชื่อ Supply chain financing ซึ่งจะทำให้ SMEs ใน Supply chain มีโอกาสได้รับสินเชื่อมากยิ่งขึ้น
2) กรมศุลกากร ดำเนินมาตรการยกเลิกการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการนำเข้าที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า (De Minimis Value : DMV) เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยในประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่เสียภาษีถูกต้อง ให้สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้
นอกจากนั้น รัฐบาลยังเพิ่มโอกาสให้ SMEs ผ่านมาตรการอื่น ๆ โดยกรมบัญชีกลาง ดำเนินมาตรการสนับสนุนคู่ค้าภาครัฐโดยการให้สินเชื่อกับคู่ค้าภาครัฐผ่านระบบ Prompt Biz ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการคลังทดลองให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e-GP) และข้อมูลการเบิกจ่ายเงินจากระบบ New GFMIS Thai เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการ ประกอบกับจะมีการโอนสิทธิการรับเงินให้กับธนาคารหรือบุคคลที่ 3 ได้ ซึ่งจะทำให้ SMEs และผู้ประกอบการคู่ค้าภาครัฐสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องได้ง่ายขึ้นและมีแนวทางการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยกำหนดให้มีการให้แต้มต่อทางด้านราคาเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อีกร้อยละ 5 สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีรายรับไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปีบัญชี และได้รับอนุมัติให้ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ จากระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงและแข่งขันในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้ง E-commerce Platform ของประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยมี E-commerce Platform เป็นของคนไทยเอง เพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการค้าหรือให้บริการผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังเล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานของระบบเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างครอบคลุมและครบถ้วนในทุกมิติ และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เป็นไปด้วยความรวดเร็วทันการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและดำเนินธุรกิจได้ตามปกติโดยเร็ว ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวมผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นการลงทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการสร้าง Ecosystem ใหม่ให้กับ SMEs ของไทย รวมถึงการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานทำให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและร่วมกันขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโต ซึ่งเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถตอบโจทย์นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และคาดว่าจะสามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ดังนี้
“กระตุ้นสั้น” จะสามารถช่วย SMEs เติมสภาพคล่อง เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ 270,000 ล้านบาท “ได้ผลยาว” จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในปี 2569 เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.36 และ “กระจายตัว” จะสามารถช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 107,000 ราย
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้รับฟังนโยบาย “Quick Big Win” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะทำให้ผู้ประกอบการ รวมถึง SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสภาพคล่องระหว่างรอรายได้ และเสริมความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในโครงการสำคัญของรัฐ ซึ่งประเด็นเหล่านี้นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ
เห็นชอบ กฟภ.ลงทุน 2,500 ล้าน ขยายไฟให้พื้นที่เกษตร เฟส 3
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการตามโครงการขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 วงเงินลงทุนรวม 2,500 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ในประเทศ จำนวน 1,875 ล้านบาท (ร้อยละ 75) และเงินรายได้ของ กฟภ. จำนวน 625 ล้านบาท (ร้อยละ 25) โดยมีเป้าหมายเกษตรกรไม่น้อยกว่า 50,000 ราย ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการขยายเขตไฟฟ้าฯ ของ กฟภ. มาแล้ว 2 ครั้ง (มติคณะรัฐมนตรี 5 ส.ค. 2552 และ 31 พ.ค. 2559) โดย กฟภ. ได้ดำเนินการขยายเขตไฟฟ้าให้เกษตรกรตามโครงการขยายเขตไฟฟ้าฯ ระยะที่ 1 รวมทั้งสิ้น 73,308 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 244.36 (เป้าหมาย 30,000 ราย) และตามโครงการขยายเขตไฟฟ้าฯ ระยะที่ 2 รวมทั้งสิ้น 55,876 รายหรือคิดเป็นร้อยละ 137.63 (เป้าหมาย 40,600 ราย) แต่จากการสำรวจพบว่ายังมีเกษตรกรจำนวนมากที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ทำกินทางการเกษตรและมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น กฟภ. จึงจัดทำโครงการขยายเขตไฟฟ้าฯ ระยะที่ 3 (ข้อเสนอในครั้งนี้) โดยโครงการดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
- วัตถุประสงค์ : เพื่อจัดหาบริการไฟฟ้าในพื้นที่ทำกินทางการเกษตรอันจะเป็นการสนับสนุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรให้สามารถใช้ไฟฟ้าที่เป็นปัจจัยผลิตทางการเกษตรได้ และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาชนบท
- เป้าหมายและพื้นที่ดำเนินการ : ขยายเขตไฟฟ้าให้เกษตรกร จำนวน ไม่น้อยกว่า 50,000 ราย ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ กฟภ. ทั่วประเทศ
- ระยะเวลาดำเนินการ : ในช่วงปี 2568-2572
- หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกครัวเรือนเข้าร่วมโครงการ เช่น (1) ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการขยายเขตไฟฟ้า ไม่เกิน 70,000 บาทต่อราย (2) เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร (ทะเบียนเกษตรกร ทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์/สัตว์น้ำ) และ (3) เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ขอติดตั้งมิเตอร์ขนาดไม่เกิน 15 (45) แอมป์ต่อราย หรือขอติดตั้งมิเตอร์ขนาด 5 (100) แอมป์ ที่ใช้กับเซอร์กิตเบรกเกอร์พิกัดปรับตั้งสูงสุดไม่เกิน 50 แอมป์ต่อราย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ที่มีการขยายเขตระบบไฟฟ้าให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาค เห็นสมควรให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพิจารณากำหนดมาตรการการดำเนินงาน การจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง การบริหารจัดการและควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ และเกิดประโยชน์สูงสุด และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดำเนินการก่อและบริหารหนี้ในทุกมิติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัดด้วย
รับทราบส่งออก 9 เดือนแรก โต 13.9%
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนกันยายน และ 9 เดือนแรกของปี 2568 จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนว่า “ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย” แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า
โดย ส่งออกเดือนกันยายน 2568 โตต่อเนื่องเดือนที่ 15 มูลค่าเกือบ 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการส่งออกเดือนกันยายนอยู่ที่ 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 19% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน–ทองคำ–ยุทธปัจจัย ยังขยายตัวสูงถึง 15.7% สะท้อนบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศที่ฟื้นตัว และความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าตอบโต้ของสหรัฐฯ
ภาพรวมมูลค่าการค้าเดือนกันยายนอยู่ที่ 60,666.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทย เกินดุลการค้า 1,275.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2568 ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นตัวหลัก โดยมีมูลค่าการส่งออก 254,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.9% ขณะที่การนำเข้าเติบโต 11.9% ทำให้ภาพรวมยังขาดดุลเล็กน้อยหมวดที่เติบโตโดดเด่น คือ
• สินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (+57.9%) รถยนต์และชิ้นส่วน (+14.6%) อัญมณีและเครื่องประดับ (+16.9%) โทรศัพท์และชิ้นส่วน (+64.9%) และเครื่องจักร–หม้อแปลงไฟฟ้า เติบโตแข็งแรงในหลายตลาด
• สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โดยรวมยังหดตัว 8.1% แม้สินค้าบางรายการ เช่น ไก่แปรรูป น้ำมันพืช น้ำตาลทราย และกุ้งแช่เย็น เริ่มฟื้นตัว
• ด้านตลาดส่งออกขยายตัวกว้างทั้งตลาดหลัก–ตลาดรอง โดยตลาดสำคัญที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ สหรัฐฯ (+35.3%) อาเซียน 5 ประเทศ (+20.4%) จีน (+3.2%) ส่วนญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป กลับมาขยายตัวได้ชัดเจน ขณะที่ ตลาดรองยังขยายตัวต่อเนื่อง เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และรัสเซีย–CIS• แนวโน้มต่อไป: ยังเติบโตแต่ต้องจับตาเสี่ยงโลก
รองโฆษกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า การส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2568 จะ ยังเติบโตแต่ในอัตราที่ชะลอลง จากปัจจัยเสี่ยงโลก เช่น มาตรการทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ภาวะชัตดาวน์สหรัฐฯ ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน
“พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้านโยบายเชิงรุก ทั้งการเจรจาการค้า การเร่งปิดดีล FTA การตรวจถิ่นกำเนิดสินค้า และการสร้างความเป็นธรรมให้ภาคธุรกิจไทย เพื่อให้การส่งออกยังคงเป็นฐานหลักของเศรษฐกิจในระยะต่อไป” นางสาวลลิดา กล่าว
ผ่าน พ.ร.บ. Climate Change เดินหน้าสู่ Net Zero
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ เพื่อยกระดับ “ระเบียบฯ ปี 2550” ขึ้นเป็นกฎหมายแม่บทด้าน climate ของประเทศ รองรับพันธกรณี UNFCCC และเป้าหมาย “คาร์บอนเป็นกลางปี 2593-สุทธิเป็นศูนย์ปี 2608”
รองโฆษกฯ ระบุว่า ร่างกฎหมางกฎหมายฉบับนี้เป็นกรอบใหญ่ในการจัดการก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งระบบ โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่ ให้ตั้ง 4 คณะกรรมการหลัก นำโดย “คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และท่าทีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
• จัดตั้ง “กองทุนภูมิอากาศ” เป็นนิติบุคคลของรัฐ ใช้รายได้จากเครื่องมือด้านคาร์บอนต่าง ๆ มาหนุนการลงทุนและการปรับตัวของภาคส่วนต่าง ๆ
• จัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก – แผนการปรับตัวระดับชาติ ให้ทุกหน่วยงานรัฐเดินตามเป้าหมายเดียวกัน
• วางระบบ “ซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)” และกลไก “ปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM)” พร้อมกำหนดให้คาร์บอนเครดิตเป็นทรัพย์สินที่ซื้อขายและโอนได้
• กำหนด “ภาษีคาร์บอน” สำหรับสินค้าบางประเภท ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ โดยต้องออกกฎหมายลำดับรองกำหนดอัตราและวิธีการให้สอดคล้องกับวินัยการเงินการคลัง และ
• วางมาตรฐานกลางในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็น “taxonomy” อ้างอิงสำหรับนโยบาย การลงทุน และการจัดสรรเงินทุนสีเขียว
นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับบทลงโทษ กรณีไม่รายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือรายงานเท็จ เพื่อให้มาตรการด้านคาร์บอนมีผลบังคับใช้จริง และสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามกฎหมาย
รองโฆษกฯ ระบุว่า หลังจากนี้ ทส. จะเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองและหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องภาษีคาร์บอน ระบบ ETS และ CBAM อย่างรอบคอบ โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องการ “คุ้มครองโลก-คุ้มครองคนไทย” ไปพร้อมกัน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการ และภาระค่าครองชีพของประชาชน
ไฟเขียว กพร.เข้าเป็นสมาชิก OGP ยกระดับความโปร่งใส
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้ประเทศไทยดำเนินการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด หรือ Open Government Partnership (OGP) อย่างเป็นทางการ หลังไทยผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นครบถ้วนตามเกณฑ์ขององค์กร OGP รองโฆษกฯ ระบุว่า ความร่วมมือ OGP เป็นกลไกสากลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2554 มีประเทศสมาชิก 75 ประเทศ มีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริม “รัฐบาลโปร่งใส-ตรวจสอบได้-ประชาชนมีส่วนร่วม” และใช้เทคโนโลยีใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าเปิดข้อมูล–เปิดกระบวนการ–เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมออกแบบนโยบายได้มากขึ้น
องค์กร OGP ได้ประเมินไทยในปี 2568 และประกาศว่าไทย “ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติครบถ้วน” ทั้งด้านความโปร่งใสทางการคลัง การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ และการเปิดพื้นที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย ดังนั้น จึงสามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการสมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการได้
สำหรับ แผนดำเนินการสมัคร OGP แบ่งเป็น 2 ระยะ 8 ขั้นตอน โดย ก.พ.ร. เสนอขั้นตอนดำเนินการต่อครม. แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 – ขั้นตอนก่อนการได้รับรองเป็นสมาชิก OGP
1. ครม. เห็นชอบแต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก 2 ระดับ ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการเมือง: นายกรัฐมนตรีมอบหมาย และผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการพลเรือน: เลขาธิการ ก.พ.ร.
2. รัฐบาลไทยส่งหนังสือแสดงเจตจำนงสมัครสมาชิกไปยังสำนักงานเลขาธิการ OGP
3. OGP พิจารณาและประกาศรับไทยเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ
ระยะที่ 2 -หลังได้รับรองเป็นสมาชิก โดย
ขั้นตอนที่ 4. OGP เข้าหารือรัฐบาลไทยเพื่อกำหนดกระบวนการดำเนินงาน
5. จัดทำ “แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP)” ร่วมกับภาคประชาชน–เอกชน–หน่วยงานรัฐ โดยครอบคลุม 9 ประเด็นนโยบายสำคัญ เช่น การต่อต้านการทุจริต การเข้าถึงข้อมูลของประชาชน สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ธรรมาภิบาลดิจิทัล และความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมทุกกลุ่ม
ขั้นตอนที่ 6. จัดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
7. เสนอร่าง NAP ให้ ครม. พิจารณา และ
ขั้นตอนที่ 8. ส่งแผน NAP ฉบับสมบูรณ์ให้สำนักงานเลขาธิการ OGP
รองโฆษกฯ ระบุว่า หลังได้รับสถานะสมาชิก ไทยจะต้องชำระเงินสมทบรายปีระหว่าง 67,500 -135,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.2–4.4 ล้านบาท) ซึ่งได้เตรียมงบประมาณไว้แล้วในปี 2569 ของสำนักงาน ก.พ.ร.
รองโฆษกฯ ย้ำว่า การเข้าร่วม OGP จะเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับความโปร่งใสของราชการ เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐบาลเศรษฐาในยุคดิจิทัล
ปรับฐานคำนวณเงินสมทบ สปส. จ่ายสูงสุด 875 บาท เริ่มม.ค.ปี’69
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ และขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน หลังจากกฎกระทรวงเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2538 ไม่ทันต่อสถานการณ์ค่าจ้างแรงงานที่ปรับสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า เดิมเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบกำหนดไว้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ผู้ประกันตนที่มีรายได้สูงกว่านั้น ต้องส่งเงินสมทบเท่ากัน และได้รับสิทธิประโยชน์ไม่สอดคล้องกับค่าจ้างจริง ขณะเดียวกัน อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันในปัจจุบันสูงสุดอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน แต่ยังคงใช้ฐานคำนวณจากข้อมูลเมื่อปี 2538 ซึ่งไม่สะท้อนเศรษฐกิจปัจจุบัน และไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO
ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ จึงกำหนด การปรับเพดานค่าจ้าง แบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้
- ปี 2569–2571: เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทต่อเดือน
- ปี 2572–2574: เพดานค่าจ้าง 20,000 บาทต่อเดือน
- ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป: เพดานค่าจ้าง 23,000 บาทต่อเดือน
อัตราเงินสมทบยังคงคิดที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม ตัวอย่างเช่น ปี 2569–2571 ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากเดิม 750 บาท โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น เงินลาป่วย เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต และ เงินชราภาพ
การปรับเพดานครั้งนี้ จะทำให้กองทุนประกันสังคมมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถรองรับภาระด้านสิทธิประโยชน์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่สะท้อนค่าจ้างจริงมากขึ้น เช่น เงินชดเชยรายได้กรณีเจ็บป่วย และเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต ส่วนรัฐบาลเองจะมีภาระสมทบเพิ่มขึ้นตามเพดานใหม่ ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบประกันสังคมในอนาคต
รับเรื่องร้องทุกข์ปี’68 รวม 63,541 เรื่อง เคลียร์ได้ 88%
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลการดำเนินงานเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นของประชาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามที่ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้รายงาน ดังนี้
ในปีงบประมาณ 2568 ประชาชนแจ้งเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 134,999 ครั้ง คิดเป็น 63,541 เรื่อง สามารถดำเนินการจนได้ข้อยุติ 55,940 เรื่องคิดเป็นร้อยละ 88.04 และรอผลพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 7,601 เรื่องคิดเป็นร้อยละ 11.96 สะท้อนว่าระบบการรับเรื่องร้องทุกข์ของรัฐบาลสามารถตอบสนองปัญหาประชาชนได้อย่างรวดเร็วขึ้น
สำหรับ สถิติไตรมาส 4 มีเรื่องร้องทุกข์รวม 33,048ครั้ง แบ่งออกเป็น 8 ประเภทสำคัญ ได้แก่
1. สังคมและสวัสดิการ เช่น ปัญหาเสียงรบกวน ไฟฟ้าขัดข้อง กลิ่นรบกวน น้ำประปาไม่ไหล และยาเสพติด
2. ด้านกฎหมาย เช่น การถูกหลอกลวง ฉ้อโกง การทวงหนี้ผิดกฎหมาย หรือผลกระทบต่อทรัพย์สิน
3. การให้บริการของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การติดต่อประสานงานที่ล่าช้า การร้องเรียนการบริการ
4. ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและชายแดน
5. ที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์
6. หนี้สินและการเงิน รวมถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ
7. การเกษตร เช่น ราคาผลผลิตตกต่ำ ศัตรูพืช ภัยแล้ง
8. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย ขยะ และฝุ่น
โดยสรุป ผลการดำเนินงานชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานของรัฐมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเดือดร้อนของประชาชน และรัฐบาลยังคงมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานเร่งตอบสนองปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการต่อไป
ต่อเวลาสินเชื่อรวบรวมยางพาราวงเงิน 10,000 ล้าน ถึงสิ้นมี.ค.ปี’71
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ เรื่อง ขออนุมัติดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 2/2567 ดังนี้
1. อนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง และขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกู้โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ออกไปจากเดิมวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยให้กระทรวงการคลังขยายระยะเวลาค้ำประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ออกไปตามระยะเวลาขยายชำระคืนเงินกู้และขกเว้นค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเงินกู้ตามระยะเวลาการขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. พร้อมชดเชยต้นทุนเงินในอัตรา FDR+1 (หรือFixed Deposit Reccipt) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 ขณะที่ค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัยสด็อกยาง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 – 31 ธันวาคม 2568 วงเงิน 51.03 ล้านบาท ใช้จ่ายเงินจากกองทุนพัฒนายางพารา การยางแห่งประเทศไทย
2. อนุมัติขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมยาง (วงเงิน 10,000 ล้านบาท) ออกไปอีก 4 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2571 ระยะเวลาจ่ายเงินกู้เป็นคราวคราว คราวละไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่กู้ไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2571 โดยมีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน จำนวน 1,400 ล้านบาท ให้จ่ายไม่เกินตามที่จ่ายจริง
ซึ่งการอนุตินั้น เป็นไปคนที่คณะกรรมการนโยบายธรรมชาติ (กนท.) ประชุนครั้งที่ 2/2567 เมื่อ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 และใด้มีข้อสั่งการและมติการประชุมไว้ตามที่กล่าวข้างต้น ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่เกิดความเสียหายต่อการดำเนินงาน
โยกบิ๊ก มท.แต่งตั้งผู้ว่าฯใหม่ 20 จังหวัด
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่าวันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ/อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียด ดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวรุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
3. เรื่อง การบรรจุบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการและแต่งตังให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอบรรจุนางปารีณา ศรีวนิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูงเข้ารับราชการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิจัยและพัฒนาวิชาการพระพุทธศาสนา (นักวิชาการศาสนาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น และเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 20 ตำแหน่ง ดังนี้
1. ให้นายพชรเสฏฐ์ บุญศิริสาริศา ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
2. ให้นางสาวสุพัตรา คล้ายทิม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกำแพงเพชร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
3. ให้นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดราชบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาญจนบุรี
4. ให้นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์
5. ให้นางสาวฉัตรประอร นิยม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา
6. ให้นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครนายก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยนาท
7. ให้นายบุญช่วย หอมยามเย็น ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดตาก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนราธิวาส
8. ให้นายสุรพล เจริญภูมิ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบึงกาฬ
9. นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพะเยา
10. ให้นายสุจินต์ วาจากิจ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพัทลุง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพัทลุง
11. ให้นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครสวรรค์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมหาสารคาม
12. ให้นายก้องสกุล จันทราช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดยะลา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดยะลา
13. ให้นายราชัน มีน้อย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดระนอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระนอง
14. ให้นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลพบุรี
15. ให้นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดลำพูน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำพูน
16. ให้นายคณิต คงช่วย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสตูล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสตูล
17. ให้นายอำนาจ เจริญศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรสาคร
18. ให้นายวราดิศร อ่อนนุช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสิงห์บุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสิงห์บุรี
19. ให้นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสุรินทร์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์
20. ให้นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอำนาจเจริญ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
2. นางธารินี แสงสว่าง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ชารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
8. เรื่อง ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 2
คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ต่อไปอีก 1 ปี เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2570
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เพิ่มเติม


