‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ชี้ คนรุ่นใหม่ยุค AI ต้องเก่ง ‘วิชาชีพ’ และ ‘คิดเชิงวิพากษ์’

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

“ซิกเว่ เบรกเก้” มองแรงกระเพื่อมจาก AI ต่อตลาดแรงงาน สั่นคลอนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ จากพีระมิด สู่ “องค์กรรูปนาฬิกาทราย” ที่ส่วนกลางจะแคบลง ขณะที่ผู้นำระดับบน และคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะใช้ AI จะมีบทบาทมากขึ้น ชี้มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนจากการให้ความรู้เพื่อ “จบแล้วทำงาน” สู่การสร้างทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

3 กันยายน 2569 นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมกิจกรรม Hope Club ครั้งที่ 2 โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและบทบาทของคนรุ่นใหม่ในโลกที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความกังวลว่า AI อาจเข้ามากระทบตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่คนจบใหม่ใช้ในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน หากงานพื้นฐานจำนวนมากถูกเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน คนรุ่นใหม่อาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในการหาจุดยืนและสะสมประสบการณ์ในโลกการทำงาน

จาก ‘พีระมิด’ สู่ ‘นาฬิกาทราย’

นายเบรกเก้ มองว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างองค์กรมีลักษณะคล้าย “พีระมิด” โดยมีฐานกว้างที่ประกอบด้วยพนักงานระดับเริ่มต้น ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานตามขั้นตอนและรูปแบบที่กำหนดไว้ ขณะที่ระดับกลางทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้บริหารระดับสูง แต่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว

แม้มีการคาดการณ์ว่า AI จะทำให้ฐานขององค์กรแคบลง เพราะสามารถเข้ามาทำงานพื้นฐานบางประเภทที่เคยเป็นงานของคนจบใหม่ได้ แต่เบรกเก้มองว่า “ส่วนกลาง” ขององค์กรต่างหากที่จะเผชิญแรงกดดันมากที่สุด

เหตุผลสำคัญคือ หน้าที่ของผู้จัดการจำนวนมากในอดีตคือการรวบรวมและส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้บริหาร แต่เมื่อ AI สามารถประมวลผลและส่งต่อข้อมูลได้มากขึ้น บทบาทดังกล่าวก็มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้โครงสร้างส่วนกลางขององค์กรแคบลง และคนที่อยู่ตรงกลางจะต้องขยับขึ้นไปสู่บทบาทผู้นำ หรือเปลี่ยนเส้นทางไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือ Domain Expert

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะเหมือน ‘นาฬิกาทราย’ ด้านบนของนาฬิกาทรายคือผู้นำอาวุโสที่มีประสบการณ์ วิจารณญาณ และมุมมองเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ฐานด้านล่างยังคงมีความสำคัญ โดยเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับ AI

นายเบรกเก้ มองว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อองค์กรเพียงเพื่อทำงานประจำที่ AI ยังทำไม่ได้ แต่มีบทบาทสำคัญในการตั้งคำถามและประเมินคำตอบที่ AI สร้างขึ้น เพราะทักษะสำคัญในยุค AI ไม่ใช่เพียง “การหาคำตอบ” แต่คือการรู้ว่า “ควรถามอะไร” และมองให้ออกว่าเมื่อใดคำตอบนั้นผิด

นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจลูกค้ารุ่นถัดไปได้ใกล้ชิดกว่า เนื่องจากมีประสบการณ์และค่านิยมที่ใกล้เคียงกับผู้บริโภครุ่นใหม่

AI ไม่ใช่คนขับ แต่เป็น ‘ซูเปอร์คาร์’

หนึ่งในมุมมองจากคนรุ่นใหม่ในวงสนทนาเปรียบ AI กับ ‘ซูเปอร์คาร์’โดยเฉพาะในสายงานผู้เชี่ยวชาญ หากรถที่ขับมีความเร็วต่ำ ย่อมจำกัดระยะทางที่คนขับจะเดินทางได้ แต่หากมีรถที่เร็วและทรงพลัง ก็สามารถพาไปถึงจุดหมายที่ครั้งหนึ่งอาจคิดว่าเป็นไปไม่ได้

นายเบรกเก้ เห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว โดยมองว่า AI ไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ความสามารถของมนุษย์ หากแต่สามารถขยายศักยภาพของมนุษย์ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

คำแนะนำของผมต่อคนรุ่นใหม่คือ จงเรียนรู้ที่จะขับรถเร็วคันนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าใช้ AI เพื่อทำให้งานน้อยลง แต่จงใช้มันเพื่อเปิดประสบการณ์ให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีเครื่องมือที่ทรงพลังไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้จะสามารถเดินทางถึงเป้าหมายได้โดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งสำคัญคือคนขับต้องรู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ใด และต้องรู้วิธีควบคุมรถ

นายเบรกเก้ กล่าวต่อว่า ความแตกต่างระหว่างการเรียนกับการทำงานอยู่ตรงนี้ เพราะในโรงเรียนโจทย์มักถูกกำหนดมาให้แล้ว ขณะที่โลกการทำงานจริงต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนและไม่มีโครงสร้างชัดเจน หน้าที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้โจทย์ แต่คือ “การกำหนดกรอบปัญหา” หรือการนิยามว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร

‘เก่งวิชาการ’ ไม่เท่า ‘เก่งวิชาชีพ’

อีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นใหม่คือ ความสามารถทางวิชาการไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการทำงาน

คนรุ่นใหม่รายหนึ่งในวงสนทนาตั้งข้อสังเกตว่า การ “เก่งทางวิชาการ” ไม่ได้ทำให้คนหนึ่งคน “เก่งในวิชาชีพ” โดยอัตโนมัติ

โดยนายเบรกเก้ มองว่า ประเด็นนี้สะท้อนคุณสมบัติที่องค์กรรูปนาฬิกาทรายต้องการ นั่นคือ ความกระหายที่จะเรียนรู้และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งอาจมีความสำคัญมากกว่าผลการเรียนที่ปรากฏอยู่บนกระดาษ

เพราะแม้ AI จะสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนในบางด้านได้อย่างเหนือมนุษย์ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและสามารถสร้างคำตอบที่ผิดพลาดได้ รวมถึงมีแนวโน้มที่จะ “เห็นด้วยกับผู้ถาม” หรือที่เรียกว่า Sycophancy ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ได้รับคำตอบที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการได้ยิน มากกว่าสิ่งที่ควรได้รับ

ดังนั้น ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ หรือ Critical Thinking จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ยังเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ

Soft Skills กลายเป็น ‘สกุลเงิน’ ขององค์กรยุค AI

เมื่อ AI สามารถทำงานเชิงเทคนิคและงานที่มีรูปแบบซ้ำๆ ได้มากขึ้น ทักษะที่เป็นความเป็นมนุษย์จึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นายเบรกเก้ มองว่า Soft Skills จะกลายเป็น ‘สกุลเงินที่แข็งที่สุด’ ในองค์กรรูปนาฬิกาทราย

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาในวงสนทนาคือ ‘ศิลปะแห่งการทูต’ ซึ่งต้องอาศัยความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คน การหาจุดร่วม การอ่านบรรยากาศในห้อง และความเข้าใจผู้คนอย่างลึกซึ้ง ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

นายเบรกเก้ มองว่า วุฒิการศึกษาอาจช่วยให้คนหนึ่งคนออกตัวได้ดีในทักษะเชิงเทคนิค แต่การสื่อสาร การนำเสนอ และภาวะผู้นำ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าคนคนนั้นจะไปได้ไกลเพียงใด

มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยน ‘ใบปริญญา’ สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

เมื่อโครงสร้างองค์กรเปลี่ยนแปลง และเส้นทางอาชีพไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว การศึกษาที่สิ้นสุดลงพร้อมกับใบปริญญาจึงอาจไม่เพียงพอต่อพลวัตของตลาดแรงงาน

นายเบรกเก้ มองว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่สำหรับการถ่ายทอดความรู้ทางเดียว ไปสู่พื้นที่สำหรับการลงมือปฏิบัติ การสร้างเครือข่าย และการบ่มเพาะความมั่นใจให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างสิ่งใหม่ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะมีพื้นเพแบบใด

เขายกตัวอย่างเส้นทางอาชีพของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ซึ่งเปลี่ยนจากอาจารย์มหาวิทยาลัยสู่นักการเมืองเมื่ออายุ 46 ปี ว่าเป็นภาพสะท้อนของเส้นทางอาชีพที่ไม่ได้เป็นเส้นตรง และเป็นกรอบคิดที่สอดคล้องกับองค์กรรูปนาฬิกาทราย

สำหรับคนรุ่นใหม่ เบรกเก้แนะนำว่า ไม่ควรจำกัดตัวเองให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเร็วเกินไป แต่ควรเรียนรู้ให้กว้าง สร้างเครือข่ายที่หลากหลาย และพร้อมเปลี่ยนทิศทางเมื่อความต้องการของตลาดเปลี่ยนแปลง

คิดเสมอว่าชีวิตคือการเรียนรู้ เรียน ทำงาน กลับไปเรียน และกลับมาทำงานอีกครั้ง

จาก Work-Life Balance สู่การบริหาร ‘พลังงาน’

นายเบรกเก้ ยังมองว่า การทำงานท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงไม่ควรวัดเพียงด้วยแนวคิด Work-Life Balance ที่พิจารณาจากจำนวนชั่วโมงทำงาน แต่ควรมองผ่าน “พลังงาน” ที่แต่ละคนมีและเลือกใช้

หนึ่งในคนรุ่นใหม่ใน Hope Club เปรียบเทียบพลังงานกับแบตเตอรี่ โดยมองว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรู้ว่าจะชาร์จแบตเตอรี่อย่างไร แต่ต้องรู้ด้วยว่าจะนำพลังงานนั้นไปใช้กับอะไร

นายเบรกเก้ จึงเสนอ “Mirror Test” หรือการทดสอบด้วยการมองตัวเองในกระจกทั้งในตอนเช้าและก่อนจบวัน พร้อมตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่หรือไม่” และ “มีความสุขหรือไม่”

หากคำตอบคือไม่ นายเบรกเก้ เห็นว่าคนเราควรเคารพตัวเองมากพอที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะทุกคนมีทางเลือกและควรคาดหวังความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นธรรมในสถานที่ทำงาน

‘ความกังวล’ อาจเป็นของขวัญของการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงท้าย นายเบรกเก้ ฝากคำแนะนำถึงคนรุ่นใหม่ว่า ไม่ควรพยายามหลีกหนีความไม่แน่นอน เพราะความรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่ เข้าสู่บทบาทใหม่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ เป็นเรื่องปกติ

นายเบรกเก้ มองว่า ความกังวลอาจไม่ใช่สัญญาณเตือน แต่เป็น ‘ของขวัญ’ เพราะการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่เมื่อมนุษย์รู้สึกสบายเกินไป ความคิดก็อาจไม่ได้ถูกท้าทายให้เฉียบคมขึ้น

คนรุ่นใหม่จึงควรเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ เครื่องมือใหม่ และกล้าที่จะตอบรับภารกิจที่อาจยังไม่พร้อม เพราะการลงมือทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้

นายเบรกเก้ กล่าวต่อว่า ตนยังคงมีความหวังกับคนรุ่นใหม่ เพราะประวัติศาสตร์ถูกขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวที่ไม่ยอมให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นข้อจำกัด

ในโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนจากโครงสร้างแบบพีระมิดไปสู่ ‘นาฬิกาทราย’ คนรุ่นใหม่จะไม่ได้มีหน้าที่เพียงปรับตัวให้เข้ากับ AI แต่ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ ควบคู่กับวิจารณญาณ การคิดเชิงวิพากษ์ และความเข้าใจมนุษย์

เพราะท้ายที่สุด เป้าหมายอาจไม่ใช่เพียงการ ‘อยู่รอดในยุค AI’ แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของคนที่กำหนดทิศทางของยุคสมัยที่กำลังมาถึง