
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการจัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking) ของกรมศุลกากร ร่วมด้วยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ผู้บริหารกรมศุลกากร และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ณ สโมสรศุลกากร ชั้น 2 กรมศุลกาก
‘เอกนิติ’ จัดมาตรการการเงิน-การคลัง 3 แพกเกจ ช่วย SMEs สู้สินค้านำเข้าราคาถูกทะลักเข้าไทย ชง ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวภายใน 2 สัปดาห์ รวมทั้งมอบหมาย ‘ศุภจี’ หารือ USTR แยกแยะประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชาออกจากกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ ฯ 17 พ.ย.นี้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐว่า ช่วงก่อนเที่ยงของวันนี้เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ได้มารายงานความคืบหน้าการเจรจากับผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกา หรือ “USTR” โดยสิ่งเราต้องการ คือขอให้สหรัฐฯแยกแยะประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองต่างๆออกจากการเจรจาทางการค้า ซึ่งผู้แทนการค้าสหรัฐจะมีการหารือนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อีกครั้งในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ 2 ต้องขอขอบคุณกรมศุลกากร หลังจากที่นายกรัฐมนตรีไปลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐ ฯ ก็ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมศุลกากรว่าจะยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลนำจับให้กับผู้บริหารระดับสูงของกรมศุลกากรตั้งแต่ซี 8 ขึ้นไป ซึ่งเป็นหนึ่งในกรอบข้อจตกลงทางการค้าต่างตอบแทนฯ ตามที่ผู้ประกอบการและสหรัฐฯเรียกร้อง โดยอธิบดีกรมศุลกากรจะยกร่างระเบียบยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลนำจับให้กับผู้บริหารระดับสูงของกรมศุลกากร ส่งให้ตนพิจารณาอนุมัติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่ศุลกากรระดับต่ำกว่าซี 8 ลงมายังคงไว้เหมือนเดิม จนกว่างจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งต้องใช้เวลาในการผ่านร่างกฎหมาย
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาว่า การหารือทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่ง ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงร่วม (Joint Declaration) ก่อน และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีความสูญเสียต่อฝ่ายไทย ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถยอมรับได้ และเชื่อว่ารัฐบาลของทุกประเทศย่อมไม่สามารถยอมรับการกระทำในลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกัน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ฝ่ายสหรัฐฯ จึงควรเข้าใจข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ และไม่ควรนำสถานการณ์ดังกล่าว มาเป็นเหตุผลในการชะลอ หรือ หยุดการเจรจาการค้ากับไทย ซึ่งจากการพบปะหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในการประชุมเอเปคที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน ว่า สหรัฐฯจะแยกประเด็นทางการเมืองออกจากการค้า และยังคงมีเจตนารมณ์ที่จะผลักดันให้การเจรจาสำเร็จภายในปลายปีนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับท่าทีของไทย และความต้องการของภาคเอกชนทั้งสองประเทศที่ต้องการเห็นความชัดเจนในการค้าและการลงทุน
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า หลังที่เกิดสงครามการค้าส่งผลทำให้สินค้าจำนวนมากไม่สามารถส่งออกไปขายในสหรัฐอเมริกาได้ไหลทะลักเข้ามาที่ประเทศไทย ตนจึงได้มอบนโยบายให้กับนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากรให้เข้าไปช่วยเหลือ SMEs ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยกรมศุลกากรจะเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จากเดิมถ้าเป็นสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท จะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า นอกจากนี้กรมศุลกากรจะขอความร่วมมือเจ้าของแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ให้รายงานสินค้าเป็นรายชิ้น โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะใช้วิธีสุ่มตรวจ เนื่องจากแต่ละวันจะมีการนำเข้าสินค้าเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่สามารถเปิดตู้คอนเทนเนอร์ตรวจสอบได้ทั้งหมด ซึ่งกรมศุลกากรก็จะมีการเซ็น MOU กับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ในเร็วๆนี้
“หากเป็นผู้ประกอบการที่ดีรายงานข้อมูลการนำเข้าสินค้าถูกต้อง ก็ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรอำนวยความสะดวก แต่ถ้ารายไหนหลบๆซ่อนๆ เจ้าหน้าที่ศุลกากรก็จะตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ที่เสียภาษีถูกต้องไม่ให้เสียเปรียบสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศ” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลจะเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs อีก 3 แพ็เกจ ซึ่งเป็นเสาหลักที่ 4 ของนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล คาดว่าจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ มีรายละเอียดดังนี้
- แพกเกจแรก เป็นมาตรการทางการเงิน ก็จะมีเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ และสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs ไทย ได้เข้าถึงแหล่งเงินที่มีต้นทุนต่ำ
- แพกเกจที่ 2 เป็นมาตรการภาษีของกรมศุลกากร ตามที่กล่าวข้างต้น รวมทั้งให้กรมสรรพากรคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการ SMEs อย่างรวดเร็ว
- เพกเกจที่ 3 เป็นมาตรการส่งเสริมการซื้อสินค้าไทย โดยจัดทำความร่วมมือกันระหว่างกรมบัญชีกลาง , สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย , สภาหอการค้า และสมาคมธนาคารไทย นำรายการสินค้าของ SMEs และ Order คำสั่งซื้อต่างๆ เข้าสู่ระบบดิจิตอลของสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะทำให้ SMEs ได้รับการพิจารณาสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
“ส่วนเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs นั้น นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังศึกษาการนำเงินส่วนที่เหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อนำไปช่วยเหลือ SMEs ทำงานคู่ขนานไปกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในลักษณะท็อปอัพ วันนี้ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ได้รับสินเชื่อ เพราะแบงก์เป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง การมีกลไกในการค้ำประกันสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ได้มากขึ้น คาดว่าจะมีการนำแพกเกจช่วยเหลือ SMEs เข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้” ดร.เอกนิติ กล่าว



