
สภาพัฒน์ เปิดกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งถูกวางขึ้นในจังหวะที่ไทยไม่อาจเดินต่อด้วยโครงสร้างเดิมได้อีกแล้ว โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร ขณะที่ปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่โตต่ำและผลิตภาพ (Productivity) ที่ต่ำ ยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดเร็วขึ้น
“ประเทศไทยอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราต้องเปลี่ยน แล้วเราต้องเปลี่ยนเร็ว เพื่อให้ทันกับสถานการณ์”
ประโยคที่หนักแน่นที่สุดของนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) หรือสภาพัฒน์ ในการนำเสนอแนวคิดการจัดทำแผนพัฒนาฉบับที่ 14
“ประเทศไทยจะก้าวไปได้ไกลเพียงใด คุณภาพชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไร และเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ประเทศไทยจะเติบโตต่างไปจากวันนี้มากแค่ไหน อนาคตของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันสร้างขึ้นมา และทิศทางในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเราทุกคนในวันนี้” นายดนุชากล่าว
30 กันยายน 2569 สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดการประชุมประจำปี 2569 แผนสภาพัฒน์ฉบับที่ 14 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda”
แผน 13 “ยังห่างเป้า”
ก่อนจะไปถึงแผน 14 นายดนุชายอมรับว่า ความก้าวหน้าของแผน 13 เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้ “ยังห่างค่อนข้างเยอะ”
แผน 13 ประกาศใช้ในปี 2566 หลังไทยเพิ่งผ่านพ้นโควิด แต่หลังจากนั้นประเทศก็เจอแรงกระแทกต่อเนื่อง ตัวเลขที่เห็นชัดที่สุดคือรายได้ต่อหัวของประชากร ซึ่งแผนตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปี 2570 อันเป็นปีสิ้นสุดแผน แต่ ณ ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 8,300 ดอลลาร์เศษ ยังห่างจากเป้าที่ตั้งไว้
สาเหตุสำคัญ นายดนุชาชี้ว่ามาจากเศรษฐกิจไทยที่ “โตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น” นับตั้งแต่หลังโควิด ตั้งแต่ปี 2565 ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนกันหลายด้าน เริ่มจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจไทย ตามมาด้วยเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น สงครามการค้า และล่าสุดคือสงครามในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันไทยก็ยังเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติภายในประเทศมาโดยตลอด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงฉุดรั้งและแรงกดดันที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่สูงอย่างที่ควรเป็น
จุดที่นายดนุชาเน้นว่าสำคัญที่สุดคือเรื่องผลิตภาพ(productivity) ซึ่งในปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% เท่านั้น ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัวในแง่ผลผลิตค่อนข้างน้อย และการโตในระดับ 1.2% หรือ 2% กว่า ๆ “ไม่เพียงพอ” ที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นได้

นายดนุชาอธิบายว่า ทำไมต้องทำให้เศรษฐกิจโตมากขึ้น หากเศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างที่ควรจะเป็น รายได้ของคนไทยก็จะเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์จะกระจายไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ และชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนก็จะดีขึ้น
ในมิติความสามารถในการแข่งขัน นายดนุชาระบุว่าปีนี้ไทยดีขึ้นเล็กน้อย โดยอยู่อันดับที่ 26 จากเดิมอันดับที่ 30 แต่หากย้อนดูข้อมูลในอดีตจะเห็นว่าไทยไม่เคยขยับสูงไปกว่าอันดับที่ 25 เลย ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าให้ไทยขึ้นไปอยู่ใน Top 20 ของโลกภายในปี 2572 ควบคู่กับการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ประมาณ 3% ขึ้นไป
ด้านสังคม สมรรถนะของคนไทยที่ตั้งเป้าไว้ในแผน 13 ตัว ที่วัดด้วยดัชนีความก้าวหน้าของคน (Human Achievement Index) ซึ่งตั้งไว้ประมาณ 0.72 ก็อยู่ที่ 0.64 ยังห่างจากที่ควรจะเป็นเช่นกัน “เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพคนทั้งในด้านการศึกษา สุขภาพ”

ในแง่ความแตกต่าง ช่องว่างระหว่างคนรวย 10% บน กับ 40% ล่าง ตั้งเป้าไว้ว่าไม่เกิน 5 เท่า ให้ต่ำกว่า 5 เท่า แม้ที่ผ่านมาลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้อยู่ที่ 5.04 “ก็มีคำถามเกิดขึ้นมาเหมือนกันว่า ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เกิดจากการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงมากขึ้น หรือเป็นเพราะว่ารัฐเข้าไปประคองกลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้น”
ในมิติสิ่งแวดล้อม ดนุชาระบุว่าไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดที่ตั้งเป้าไว้อย่างสมบูรณ์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับ “ค่อนข้างใกล้เคียง” กับเป้าที่วางไว้ แต่ยังต้องทำเพิ่มอีก
ขณะเดียวกัน ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสุดขั้วสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยล่าสุดอยู่อันดับที่ 17 จากการจัดอันดับของดัชนีความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ซึ่งประเมินทุก 2 ปี
นาดนุชากล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการที่จะเป็นกลไกในการสนับสนุนการพัฒนา คือ การบริหารจัดการภาครัฐ เมื่อประเมิน Government Efficiency พบว่า ที่ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะต้องอยู่ในอันดับที่ 15 เมื่อสิ้นแผน 13 ขณะนี้ก็อยู่อันดับที่ 32 ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็นกลไกที่ในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ

แผน 14 ตั้งโจทย์ใหม่
โลกเปลี่ยน: ย้ายฐานการผลิต ภูมิอากาศสุดขั้ว และกติกาโลกที่สั่นคลอน
นายดนุชากล่าวว่า เมื่อมองออกไปนอกประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน เรื่องแรกคือการย้ายฐานการผลิต จากเดิมที่กระจายไปตามประเทศต่าง ๆ ตอนนี้กำลังไหลกลับสู่ประเทศต้นทาง แต่เรื่องหลัก ก็คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งวันนี้โลกได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โตเกียวเคยเผชิญน้ำท่วม และมีฝนตกในจุดเดียวยาวนานถึง 20 ชั่วโมง “เป็นเรื่องสำคัญที่ไทยต้องเตรียมการรับมือ”
อีกด้านหนึ่งคือภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาระยะหนึ่งแล้ว กติกาโลกที่ทุกประเทศยึดถือร่วมกันมาราว 50-60 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสหประชาชาติ (UN) วันนี้ไม่ได้มีใครยึดถืออย่างจริงจังอีกต่อไป เช่นเดียวกับแนวคิดโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ก็อ่อนแรงลง “ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วก็จะยังคงอยู่ แล้วก็จะมีความรุนแรงมากขึ้น”
เมื่อหันมามองภายในประเทศ นายดนุชาชี้ว่าโครงสร้างประชากรของไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว แรงงานมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และในอีกไม่นานไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งมีทั้งด้านดีและด้านเสีย ด้านดีคือชีวิตสะดวกสบายขึ้น การทำงานคล่องตัวขึ้น แต่หากคนไม่ปรับตัวและไม่สร้างศักยภาพให้ตัวเอง โอกาสตกงานก็มีเช่นกัน “โจทย์ในอนาคตจะยากขึ้นเรื่อย ๆ และจะเดินทางมาถึงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ”
นายดนุชาระบุว่าการจัดทำแผนครั้งนี้ สภาพัฒน์ใช้รูปแบบเดียวกับที่เคยทำในแผน 13 คือ รับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน โดยเริ่มกระบวนการมาตั้งแต่ปี 2567 ทั้งจากภาคการเมือง ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศระยะต่อไป รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งสภาพัฒน์ร่วมศึกษาฉากทัศน์การพัฒนาในระยะข้างหน้า เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำกรอบแผน
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังจัดทำแพลตฟอร์มรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 และลงพื้นที่รับฟังความเห็นครบทั้ง 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีการพูดคุยกับนักศึกษามหาวิทยาลัยว่าอยากเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นอย่างไร และเรื่องใดที่ต้องเร่งทำ
เสียงสะท้อนที่ได้รับมีหลายเรื่อง ได้แก่
- พัฒนาสินค้าท้องถิ่นให้มีมูลค่าสูงขึ้น
- เพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น
- กระจายรายได้ให้ทั่วถึงมากขึ้น
- สร้างงานที่ดีให้คนไทยมากขึ้น
- สร้างระบบเตือนภัยพิบัติที่ดีและทันเวลา
- ปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ
สภาพัฒน์นำเสียงสะท้อนเหล่านี้มาประมวล วิเคราะห์ และจัดทำเป็นกรอบแผน โดยแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 รวม 5 คณะ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านปฏิรูปภาครัฐ ด้านยกระดับทุนมนุษย์ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งคณะกรรมการกลางซึ่งมี ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ เป็นประธาน ทำหน้าที่วางกรอบแผนและบูรณาการเนื้อหาทั้งหมดให้ไปในทิศทางเดียวกัน

จังหวะที่ต้องใช้: ไทยอยู่ใน “เซฟโซน” และเงินลงทุนไหลเข้า
เมื่อพูดถึงเส้นทางของแผน นายดนุชาระบุว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ต้องการวางจุดเน้นให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลง ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันและภาพอนาคตที่มองไปข้างหน้า
“ประเทศไทยอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราต้องเปลี่ยน แล้วเราต้องเปลี่ยนเร็ว เพื่อให้ทันกับสถานการณ์”
นายดนุชาชี้ว่าต้องอาศัยจังหวะนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่โลกวุ่นวาย แต่ไทยกลับอยู่ในจุดที่เป็น “เซฟโซน” เงินลงทุนที่วิ่งเข้าประเทศในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาสูงค่อนข้างมาก จึง“ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนประเทศไทย”
“วัตถุประสงค์หลักของกรอบแผน 14 คือการสร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น เหตุที่มุ่งเน้นที่เศรษฐกิจ เพราะหากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว โอกาสที่ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็จะยิ่ง “ติดตัน” กว่าที่เป็นอยู่” นายดนุชากล่าว
การจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นได้ ต้องผ่านการเพิ่มผลิตภาพและการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพราะผลิตภาพของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก อัตราการขยายตัวเพียง 1.2% ไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างที่ต้องการเห็น

ซ่อม–เสริม–เลิก–สร้าง” สูตรเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
นายดนุชาระบุว่า การทำงานภายใต้แผน 14 จะขับเคลื่อนผ่านหลักคิด 4 เรื่อง ประกอบด้วย หนึ่ง การสร้างผลิตภาพ (Productivity) เพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างมูลค่าของเศรษฐกิจ สอง การสร้างโอกาสและกระจายประโยชน์ให้ทั่วถึงมากขึ้น (Inclusivity) สาม การปรับตัว (Adaptability) ประเทศต้องปรับตัวให้รับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และสี่ การสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity) เพื่อให้ประเทศไทยต้านทานผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้
“อย่างน้อยไทยอาจถูกกระทบบ้าง แต่ต้องไม่มากนักถึงขั้น “ล้มหมอนนอนเสื่อ” จนลุกขึ้นมาไม่ได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จากภายนอก” นายดนุชากล่าว
สำหรับการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อันดับความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น และผลประโยชน์กระจายไปอย่างทั่วถึง นายดนุชากล่าวว่า ต้องเริ่มจากการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งแผน 14 วางแนวทางไว้ 4 ด้าน คือ ซ่อม ฐานรากของประเทศที่ยังอ่อนแอ ให้รองรับการเติบโตในอนาคตได้ เสริม ศักยภาพที่มีอยู่ ต่อยอดให้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้นเลิก ข้อจำกัดที่ฉุดรั้งการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขหรือกฎระเบียบที่จำกัดโอกาสในการแข่งขันในตลาด จำกัดโอกาสของคนตัวเล็กในการทำธุรกิจสร้างรายได้ หรือจำกัดโอกาสของคนไทยที่จะมีงานที่ดี (Good Jobs) ซึ่งให้รายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และสร้าง ความสามารถใหม่ของประเทศ เครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ และนวัตกรรมใหม่ที่เป็นของตนเอง เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้แข็งแรงขึ้น
“ทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากขึ้น “ถ้าเราทำได้” นายดนุชากล่าว
ขณะเดียวกัน นายดนุชากล่าวว่า “ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง มันถึงจุดที่ต้องเปลี่ยน ต้องร่วมกันเปลี่ยน” โดยต้องเปลี่ยน ใน 4 ด้านหลัก คือ
เศรษฐกิจ จากเศรษฐกิจฐานเดิมที่โตต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น มีผลิตภาพสูงขึ้น และสร้างงานที่ดี (Good Jobs) ให้คนไทยได้มากขึ้น
ภาครัฐ จากภาครัฐที่มีขนาดใหญ่โต ไปสู่ภาครัฐที่กะทัดรัดขึ้น มีสมรรถนะสูงขึ้น โปร่งใส และปราศจากการทุจริต
กำลังคน จากกำลังคนที่ลดลง ไปสู่กำลังคนที่มีผลิตภาพและสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อรองรับและสนับสนุนการเติบโตของประเทศในอนาคต
การผลิตและการบริโภค จากการบริโภคที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ไปสู่การผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้

13 Key Reform: “คันงัด” เปลี่ยนประเทศ และยกเครื่องเศรษฐกิจ
นายดนุชากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ คณะทำงานที่จัดทำแผนได้มองไปที่สิ่งที่เรียกว่า Key Reform Priority หรือประเด็นสำคัญที่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ซึ่งเปรียบเป็น “คันงัดสำคัญ” ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉม
ในกลุ่มแรกคือเศรษฐกิจ เป็นการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยรายสาขาให้มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่าน 2 แนวทางหลัก
ยกระดับเครื่องยนต์เดิม ต่อยอดและยกระดับผลิตภาพของฐานการผลิตเดิม ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร เกษตรแปรรูป หรือการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
สร้างเครื่องยนต์ใหม่ ใช้โอกาสที่มีการลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามามากในช่วงนี้ สร้างเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technology) อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ (Wellness & Health) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
ในกลุ่มเศรษฐกิจ นอกจากการยกระดับเครื่องยนต์เดิมและสร้างเครื่องยนต์ใหม่แล้ว นายดนุชาระบุว่าต้องปฏิรูปความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ให้ทำงานประสานกันอย่างมี Synergy มากขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจไทยและประชาชนให้มีอาชีพและรายได้ที่ดีขึ้น เกิดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ และส่งเสริมภาคเศรษฐกิจเป้าหมายของประเทศ
ด้านสุดท้ายของกลุ่มเศรษฐกิจคือการปฏิรูปการเงิน การคลัง และตลาดทุน โดยมีเป้าหมายให้เงินทุนกระจายไปสู่จุดที่มีผลิตภาพสูง
กลุ่มที่สองคือภาครัฐ ซึ่งนนายดนุชาเริ่มจากประเด็นการทุจริตคอร์รัปชัน โดยย้ำว่าต้องขจัดให้หมดไปให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกันจัดการ
ประเด็นต่อมาคือการปฏิรูปภาครัฐให้มีขนาดเล็กลง เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หน่วยงานใดมีภารกิจซ้ำซ้อนกันก็อาจต้องรวมกัน และหากหน่วยงานใดไม่จำเป็นแล้วก็อาจต้องยกเลิก “เราต้องกล้าที่จะจัดการเรื่องพวกนี้” เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศในอนาคต
พร้อมกันนี้ต้องยกระดับสมรรถนะของภาครัฐ โดยยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย รวมถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กีดกันการแข่งขันในตลาดเสรี เพื่อให้คนตัวเล็กเดินหน้าทำธุรกิจของตนเองได้
กลุ่มที่สามคือทุนมนุษย์ นายดนุชาเริ่มจากปัญหาอัตราการเกิดของคนไทยที่อยู่ราว 1.1% จึงต้องออกแบบชุดสิทธิประโยชน์ที่ทำให้คนไทยรู้สึกว่าการมีบุตรไม่ได้เป็นภาระ คนรุ่นใหม่จะได้มีบุตรได้ โดยมีกลไกช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทั้งด้านการเงิน การงาน การดูแลเด็ก การศึกษา และที่อยู่อาศัย
อีกด้านคือการยกระดับผลิตภาพแรงงาน พร้อมออกแบบเส้นทางให้แรงงานไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้น หรือ Good Jobs คืองานที่ดีและมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
พลิกโฉมอาชีวศึกษา นายดนุชามองว่าอาชีวศึกษาเป็นกลไกสำคัญของภาคการผลิต ผู้จบการศึกษาต้องตอบโจทย์ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการได้ ต้องจูงใจให้สถานประกอบการเข้ามาร่วมแบ่งปันทรัพยากรในการพัฒนานักเรียนอาชีวะ และต้องมีระบบที่ช่วยให้พัฒนาหรือเปลี่ยนทักษะได้ในระยะสั้นและรวดเร็วขึ้น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ปรับมหาวิทยาลัย ด้านสุดท้ายคือมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องมีองค์ความรู้หลากหลายขึ้น หลักสูตรและเนื้อหาวิชาบางส่วนอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป จึงต้องช่วยกันพิจารณาว่าจะทำหลักสูตรข้ามศาสตร์ได้อย่างไร และต้องมีมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อฝึกกำลังคนที่จบไปทำงานในด้านเฉพาะได้มากขึ้น
กลุ่มที่สี่คือการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นายดนุชาระบุว่า ต้องฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างระบบรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ และระบบเตือนภัย ขณะเดียวกันปัญหามลพิษก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องจัดการตั้งแต่แหล่งกำเนิด
แต่ประเด็นที่นายดนุชามองว่าสำคัญที่สุด ณ ขณะนี้ คือการเร่งทำ Energy Transition เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานให้ประเทศ ทั้งระบบไฟฟ้า Smart Grid และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดได้เร็วขึ้น พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

5 เสาหลัก “TRUST”: เดินหน้า 13 เรื่องพร้อมกันทั้งระบบ
สำหรับการเดินหน้า 13 reform นายดนุชาตอบว่า ต้องทำพร้อมกันทั้งระบบ ผ่าน 5 เสาหลัก คือ TRUST ซึ่งหมายถึง “ความเชื่อมั่นว่าอนาคตของประเทศเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ และทุกคนช่วยกันเปลี่ยนประเทศไทยได้” ประกอบด้วย
T (Transform) ปฏิรูปตลาดทุนให้เป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของประเทศ
R (Reform) ปฏิรูปภาครัฐ ปรับโครงสร้างให้กะทัดรัด ปรับระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพขึ้น ปรับกฎหมายและกฎระเบียบ และยกระดับสมรรถนะของภาครัฐ
U (Upgrade) ยกระดับคุณภาพกำลังคน ทักษะ ความรู้ คุณภาพชีวิต การศึกษา และสุขภาพ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อการสร้างครอบครัวคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ยกระดับสถานะของคน
S (Sustain) บริหารจัดการทรัพยากรให้สร้างมูลค่าเพิ่มและใช้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ลดความเสี่ยง บูรณาการการจัดการน้ำ ภัยพิบัติ และมลพิษ พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน
T (Technology) ใช้โอกาสที่เงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้า โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนไทยและธุรกิจไทย “เพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมของเราเอง” โดยต้องหนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม สร้างทักษะผู้ประกอบการให้สามารถทำธุรกิจบนฐานนวัตกรรม และปรับระบบทุนวิจัยให้ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ของภาคเอกชนได้มากขึ้น

นายดนุชาสรุปว่า นี่คือกรอบของแผน 14 ที่ต้องการนำเสนอ พร้อมย้ำว่า “เราต้อง TRUST ครับ เราต้องเชื่อว่าเราทำได้”
ขั้นต่อไปคือการยกร่างรายละเอียดของแนวทางในแต่ละด้าน และดำเนินการตามกระบวนการเพื่อให้แผนใช้ได้ในปี 2570 แต่นายดนุชากล่าวว่า การประกาศใช้แผนไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการทำงาน “มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น” ที่ทุกคนต้องร่วมกันลงมือเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่คาดหวัง
นายดนุชาทิ้งท้ายว่า โอกาสเปลี่ยนประเทศแบบนี้ไม่ได้มาบ่อย ทั้งเงินลงทุนที่ไหลเข้าต่อเนื่อง 2-3 ปีติดกันและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และการที่ไทยเป็นเซฟโซนที่ทุกคนวิ่งเข้ามา “เราต้องใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนประเทศไทย แล้วมันอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเรา” ในการที่จะเปลี่ยนประเทศไทยในครั้งนี้




