
นายกฯเตรียมตั้งเจ้าภาพ-กำหนดไทม์ไลน์ ดัน “แผน 14” ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ-ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน-ปฏิรูประบบราชการ-เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ-แก้ GDP โตต่ำกว่าศักยภาพ – รับมือโลกเปลี่ยน-ภัยพับัติ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้ผมมีความยินดีเป็นอย่างที่ได้มาร่วมเปิดการประชุมประจำปีของสภาพัฒน์ฯ ในช่วงเวลาที่พวกเราทุกคนกำลังร่วมกันออกแบบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ของประเทศไทย ในช่วงระหว่างปี 2571 – 2575 การจัดทำแผนครั้งนี้มีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทย และโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากร และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ทั้งโลกกำลังพูดถึง และกำลังร่วมกันกำหนดทิศทาง
ชี้ “ภูมิรัฐศาสตร์-ภัยพิบัติ” เป็นโจทย์ใหญ่ท้าทายการพัฒนา
ในขณะที่ทุกประเทศจะต้องเร่งสร้างศักยภาพ และยกระดับตัวเอง เพื่อยกให้ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาของเรามีความยั่งยืน ตอนนี้ไม่ว่าจะไปงานเสวนาวงไหน ก็จะได้ยินแต่คำว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” หรือ “Geopolitics” แสดงให้เห็นว่า บริบทของโลกมันเปลี่ยนไป เราจะไปยึดในเรื่องของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างเดียวก็ไม่ได้ ยึดแต่ในเรื่องของการเป็นตัวของตัวเอง แต่ละประเทศมีอธิปไตยของตัวเอง แล้วก็จะบริหารภายในบ้านของตัวเอง โดยไม่คิดถึงประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ไม่คิดถึงคู่ค้า หรือ คู่กรณีไม่ได้แล้ว คำว่าภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics กลายเป็น Technical term ตัวใหม่ในการวางแผน วางแนวทาง วางยุทธศาสตร์ของการบริหารประเทศ และกำหนดทิศทางของประเทศ ซึ่งต้องคำนึงถึงสิ่งรอบตัวด้วย
“ถ้าเรามองแต่ตัวเราเอง เราก็จะไม่ที่ยืน หรือไม่มีบทบาทในการเจรจาในทุกๆ ด้านกับประเทศอื่น ๆ ได้เลย แต่ก่อนที่จะพูดถึงอนาคตที่ไกลออกไป ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่อยู่ต่อหน้าเราในวันนี้ บอกบางอย่างกับเราอย่างชัดเจน ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับสภาวะภัยพิบัติ ฝนตกหนัก น้ำท่วม สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้กระทบแต่เพียงการเดินทาง แต่กระทบคุณภาพชีวิต กระทบบ้านเรือน ร้านค้า การทำงาน การสร้างรายได้ และความมั่นคงของครอบครัวเป็นจำนวนมาก หลายคนบอกว่าไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน เพราะว่า สภาพการณ์ที่มันเปลี่ยนไป มันก็มาจาก การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย” นายอนุทิน กล่าว
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นผลจากรูปแบบของการพัฒนาเมืองของเราด้วยเช่นกัน ภัยพิบัติในช่วงเวลาที่ผ่านมา บอกเราว่า การพัฒนาประเทศไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของตัวเลข หรือ โครงการที่สวยหรูเท่านั้น แต่มันคือความสามารถของประเทศ ที่จะทำให้พี่น้องประชาชนใช้ชีวิต และประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งในวันที่สถานการณ์เป็นปกติ และในวันที่เกิดวิกฤต นี่คือโจทย์ที่พวกเราทุกคนจะต้องร่วมแก้ไข
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า แผนพัฒนาประเทศต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ว่า เราจะสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กับพี่น้องประชาชนมีรายได้ดีขึ้นได้อย่างไร ทำอย่างไรให้คนไทยจะมีทักษะและมีโอกาสที่จะแข่งขันในโลกได้ ทำอย่างไรให้ภาครัฐจะทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และที่สำคัญประเทศไทยจะรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและถี่ขึ้นได้อย่างไร นี่คือความหมายที่แท้จริง
ผมต้องการให้เป็นหัวข้อของการประชุมในวันนี้ ก็คือ “แผน 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” และต้องไปอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่ถูกฉุดไปไหนไม่มีทิศทาง ไปตกที่ไหน ระเบิดจะด้านหรือเปล่า ก็ไม่รู้ อย่างนี้ไม่ได้ เราต้องเป็นผู้ที่กำหนดว่า ประเทศของไทย จะไปในทิศทางไหนแล้วเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เกิดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนในประเทศไทย
ปลดล็อกคอขวด-ปฏิรูปราชการ-แก้ GDP โตต่ำกว่าศักยภาพ
นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ เรามีฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง มีห่วงโซ่อุปทาน หรือ “Supply Chain” ที่สั่งสมมาหลายสิบปี มีภาคเกษตรและอาหารที่เป็นที่ยอมรับ มีความแข็งแกร่ง มีความสามารถด้านบริการ ด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว มีทำเลที่อยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงกับภูมิภาคทุกภูมิภาคได้ และที่สำคัญก็คือเรามีคนไทยที่มีความสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ นี่คือจุดแข็งของประเทศไทย
ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความจริงว่า ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าศักยภาพ ผลิตภาพเพิ่มขึ้นไม่ดีพอ ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเข้าถึงทุน และเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดได้ยาก รายได้ของคนทำงานจำนวนไม่น้อยโตไม่ทันกับค่าครองชีพ ขณะที่ระบบราชการและกฎระเบียบบางส่วน ก็ยังเป็นตัวถ่วงเพิ่มหนักเข้าไปอีก และในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนคนวัยทำงานลดลง ประชากรเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปกติ แต่มีภาระในการดูแลสุขภาพและสวัสดิการของประชาชน โดยเฉพาะคนสูงวัยได้เพิ่มมากขึ้น ส่วนเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ก็กำลังเปลี่ยนทั้งงานที่เราทำ ทักษะที่ตลาดต้องการ และความสามารถในการแข่งขัน
“ถามว่าถ้าเรายังใช้ชีวิต ใช้วิธีคิด วิธีการทำงานแบบเดิม ก็อาจจะมี Regression คือผลลัพธ์ที่ถดถอย และในขณะที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว แค่เราอยู่ที่เดิม เราก็เดินถอยหลังแล้ว ดังนั้น ความสำคัญของ แผน 14 ไม่ใช่เพียงว่า เราอยากจะเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไรในอีกหลายปีข้างหน้า แต่มีอะไรที่เป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประเทศรุดหน้าไปได้ไม่ไกลตามที่เราต้องการ และทำอย่างไรที่จะปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อที่ประเทศของเราจะได้เดินหน้า ไปอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีทิศทางตามที่เรากำหนด” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ชูจุดแข็งประเทศ-เลิกแข่งด้วยค่าแรงราคาถูก ดึงทุนต่างชาติ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า“เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่โตเกียว , นิวยอร์ก และลอนดอน ได้พบกับผู้นำประเทศหลายประเทศ และภาคธุรกิจเอกชนที่เป็น real player และเป็นนักลงทุนจากสถาบันต่าง ๆ ในหลายประเทศ สิ่งที่ผมได้ยินตรงกัน ก็คือ โลกไม่ได้มองหาประเทศที่มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำสุดอีกต่อไป แต่เขากำลังมองหาประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ มีกติกาที่ชัดเจน มีพลังงาน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ มีกำลังคนที่มีทักษะ มีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และมีรัฐบาลที่ตัดสินใจ ที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ผมบอกเขาไปว่า ประเทศไทย คือ คำตอบ You are talking to the right partner นี่คือโอกาสของประเทศไทย”
“โอกาสของเรา คือสภาวะที่การลงทุนจากทั่วโลก ธุรกิจทั่วโลก อุตสาหกรรมทั่วโลก กำลังหาทางกระจายฐานการผลิต และจัดระบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ ประเทศไทยมีฐานเดิมเป็นพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว มีโอกาสต่อยอด ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต มีความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security และสุดท้ายตามเทรนด์ของโลกคือ พลังงานสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
แต่ความท้าทายของเราก็คือ ทำอย่างไรให้เม็ดเงินเหล่านี้ ไม่ได้เพียงเข้ามาใช้พื้นที่ และทรัพยากรของประเทศไทย สร้างมูลค่าอยู่ในวงจำกัด การลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ต้องสร้างงานที่มีคุณค่า และต้องฝึกฝนเพิ่มทักษะให้คนไทย และธุรกิจของไทยขยับขึ้นไปอยู่ในส่วนที่มีมูลค่าที่สูงขึ้นของห่วงโซ่การผลิต นี่คือทางเลือกที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจให้ชัดเจน
นายอนุทิน ย้ำว่า “ประเทศไทยจะไม่แข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกได้อีกต่อไป “cost of living” พวกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอาหาร ทรัพยากรราคาถูก หรือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เราเซ็นเช็คเปล่าให้ FDI ไปกรอกเองนี่ มันไม่ใช่ประเทศไทย ประเทศไทยเรามีความพร้อมมากกว่านั้น และเราได้ลงทุนไปในเรื่องของ infrastructure ที่จะไม่อาจรองรับ ใครก็ได้ที่จะมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตด้วยคำว่า “ถูก” อีกต่อไป แต่เราจะทำให้เขาสามารถเข้ามาได้ด้วยการแข่งขันที่มีคุณภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ มีเทคโนโลยี มีมาตรฐาน และความสามารถของคนไทย และเราจะต้องใช้ประโยชน์ของการที่เรามีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ ต้องยอมรับว่าได้เปรียบกว่าหลายๆ ประเทศ”
“ผมพูดกับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยว่า คุณไม่ได้มาเจอคนแค่ 70 ล้านคนนะ แต่คุณจะมาเจอคน 700 ล้านคน เป็นอย่างต่ำ นอกจากจะสามารถขายของได้ในกลุ่มประเทศที่มีประชากรรวมกัน 700 ล้านคนแล้ว ยังมีโอกาสที่จะขยายการลงทุนต่อไปได้อีก หากสินค้าของเรามีคุณภาพที่ดี น่าเชื่อถือ เพราะว่าโลจิสติกส์ของเรามีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ อันนี้ก็ต้องยอมรับจริงๆ เราอาจจะเคยได้ยินว่า ประเทศเพื่อนบ้านไปไกล ประเทศไทยตามไม่ทันแล้ว อันนั้น อาจจะเป็นตัวเลขของการเติบโตทาง GDP หรือ ว่าสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เขาพยายามที่จะดึงให้เกิดการย้ายฐานการผลิตในประเทศไทยออกไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว
แต่สิ่งที่พวกเราได้ทำกันมา ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในอดีตที่ได้ยึดถือปฏิบัติกันมาทุกรัฐบาลได้เสริมความแข็งแกร่งในด้านการเพิ่มศักยภาพของการคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ ทำให้ประเทศไทยมีความชัดเจนอย่างน้อยในสายตาของผู้ลงทุน หรือ นักอุตสาหกรรมมองว่า ที่นี่มี supply chain ที่แข็งแกร่ง ที่นี่สามารถ distribute หรือ กระจายสินค้าออกไปได้ทุกทิศทุกทางลองคิดว่าถ้าเป็นประเทศอื่น บางทีอยู่ซ้าย บางทีอยู่ขวาไป บางทีอยู่เหนือไป บางทีเป็นเกาะเป็นแก่ง แต่ประเทศไทยเราสามารถที่จะลดอุปสรรคในด้านของการกระจายสินค้า หรือ ไม่มีอุปสรรคด้านนี้ และสามารถที่จะทำให้นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ใช่ย้ายฐานการผลิตออกไป
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราแยกเศรษฐกิจ แยกคน แยกเทคโนโลยี แยกสิ่งแวดล้อม แยกพลังงาน และ ระบบราชการออกจากกัน มันจะต้อง “Unify” หรือ ต้องบูรณาการความร่วมมือกันในทุกๆ ด้าน เพื่อทำให้เกิดความคล่องตัวและความแข็งแกร่ง หากเราต้องการอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เราต้องมีกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมนั้น ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็ง ต้องมีพลังงานเพียงพอให้เขาได้ใช้ และมีกฎกติกาที่ยั่งยืนที่แน่นอน และมีความเป็นเสถียร stable หากต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต ก็ต้องช่วยให้เขาเข้าถึงแหล่งทุน เข้าถึงเทคโนโลยี และมีตลาดให้เขา ถ้าต้องการให้สิ่งที่ผมได้กล่าวทั้งหมดเกิดขึ้นเร็ว เราก็ต้องเปลี่ยนการทำงานของภาครัฐ ในฐานะผู้สนับสนุน ผู้อนุญาตให้นักลงทุนได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
“นี่คือเหตุผลที่เสาหลักทั้ง 5 ด้านของแผน 14 ต้องไม่ถูกมองเป็นงาน 5 ชุด ที่ต่างหน่วยงานต่างทำ แต่ต้องเป็นระบบเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน ก็คือ ทำให้ประเทศไทยสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น และมูลค่าเพิ่มนี้ต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นรายได้ เป็นโอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากร และผมขอย้ำว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนประเทศไทยก็คือ ภาครัฐต้องพร้อมที่จะปรับและเปลี่ยนตัวเอง เราไม่สามารถทำให้ประชากรทั้ง 70 ล้านคนปรับตัว หรือ ขอให้ธุรกิจมาลงทุนตามที่เราต้องการ หรือ ขอให้แรงงานได้เรียนรู้ทักษะใหม่ และขอให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการผลิต ขณะที่ภาครัฐยังทำงานด้วยโครงสร้าง กฎระเบียบ ข้อเสนอ และขั้นตอนแบบเดิม มันทำไม่ได้แล้ว ภาครัฐที่มีศักยภาพสูงไม่ได้วัดที่จำนวนหน่วยงาน จำนวนกฎหมาย หรือจำนวนบุคลากร แต่วัดจากความสามารถในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และสร้างผลลัพธ์ให้ประชากรได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และโปร่งใส การปฏิรูปรัฐ จึงไม่ใช่เป็นเพียงการลดขั้นตอนบางเรื่อง หรือ ย้ายหน่วยงานจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่ต้องทบทวนให้ชัดเจนว่า ภารกิจใดที่รัฐจำเป็นต้องทำ ภารกิจใดมีความซ้ำซ้อน ภารกิจใดที่ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทน และภารกิจใดควรเปิดให้ภาคเอกชน ให้ท้องถิ่น ให้ประชาชน เข้ามามีบทบาทมากขึ้น” นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ
เราต้องทำให้ฐานข้อมูลของรัฐเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว ประชาชนไม่ต้องยื่นข้อมูลซ้ำซ้อนหลายครั้ง ข้อมูลชุดเดิม ชุดเดียวกัน แต่ต้องไปยื่นกับหน่วยงานแต่ละ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ผู้ประกอบการก็ไม่ควรต้องเดินตามใบอนุญาตทีละใบ ตามโต๊ะ ตามกอง ตามหน่วยงานต่างๆ โดยไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต้องวางกติกาให้ชัดเจน เพื่อใช้ในการพิจารณาตัดสินใจได้โดยสุจริต และไม่ต้องกลัวว่า ถ้าทำงานมาก ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกจับผิด มันจะต้องไม่มีค่านิยมแบบนี้อีกต่อไป ขอฝากประธานสภาพัฒน์ฯ และเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ช่วยกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย
ปฏิรูปราชการ-อำนวยความสะดวก-ผลักดันไทยเป็นสมาชิก “OECD”
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า อย่างกลไก “Thailand Fast Track ของ BOI” กฎหมายอำนวยความสะดวก และระบบ Super License ที่จะช่วยทำให้คนที่เข้ามาติดต่อกับราชการแล้วใช้เวลาสั้นลง ลดต้นทุนได้จริง และประชาชนกับภาคธุรกิจสามารถสัมผัสความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ทุกอย่างต้องตอบโจทย์กลับไปที่ประชาชน นอกจากนี้เราต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทย โดยการนำประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก “OECD” เป้าหมายไม่ใช่แค่การเป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศ หรือการได้เข้าไปอยู่ใน “club member” ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เป็นการใช้มาตรฐานสากลเป็นแรงผลักให้ประเทศไทยยกระดับกฎหมาย ขีดความสามารถในการแข่งขัน ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
“ผมคิดว่าเลขาสภาพัฒน์ฯ ควรบรรจุคำว่า การผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ไว้ในช่วงแผน 14 นี้ และเชื่อว่าก่อนแผน 14 จะจบสิ้นไป เพื่อจัดทำแผน 15 คาดว่าประเทศไทยก็สามารถที่จะพูดได้เต็มปากว่า เรามีหลักธรรมาภิบาล มี compliance และก็ได้เป็นสมาชิก OECD กลายเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว หากภาครัฐทำงานดีขึ้น ต้นทุนของประเทศก็จะลดลง การลงทุนก็จะเกิดขึ้นเร็วขึ้น ธุรกิจก็จะแข่งขันได้ดีขึ้น และประชาชนก็จะได้รับการบริการที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณในทุกเรื่อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพ ก็คือการลดต้นทุนนั่นเอง”
ยกระดับทุนมนุษย์ เปลี่ยน “Skill” พิเศษเทียบ “วุฒิการศึกษา”
เมื่อพูดถึงระบบแล้ว ก็ต้องพูดถึงคนด้วย การเติบโตในระยะต่อไป เราก็ต้องลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ หรือลงทุนในคนอย่างจริงจัง ในประเทศที่กำลังมีคนวัยทำงานลดน้อยลง เราไม่สามารถปล่อยให้คนที่อยู่ในวัยทำงานมีความสามารถที่ต่ำกว่ามาตรฐานได้ เด็กๆต้องได้รับการพัฒนาให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี ตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตเขา หลักสูตรการศึกษาต้องมีความทันสมัยทัดเทียมกับโลก ตอบโจทย์ทั้งบุคคล ทั้งตลาดงาน ทั้งการพัฒนาประเทศได้ คนทำงานต้องเข้าถึงการเรียนรู้ทั้ง upskill และ reskill คำเหล่านี้ควรปรากฏอยู่ในแผน 14 ปรับทักษะได้ตลอดเวลา ผู้สูงอายุต้องมีโอกาส ต้องไม่เป็นภาระของลูกหลาน ไม่เป็นภาระของสังคม และก็ใช้ความรู้ประสบการณ์ของท่านเหล่านั้นถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังได้ รับไปเป็นแบบอย่าง และคนที่เคยอยู่ข้างนอกระบบ ต้องกลับเข้ามาอยู่ในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการศึกษา การทำงาน และการสร้างรายได้
รวมทั้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สิทธิลาคลอด สิทธิของผู้สมรส การพัฒนาระบบเรียนรู้และการฝึกทักษะ การจัดตั้ง “บอร์ดทุนมนุษย์” ภายใต้ กรอ. และการเชื่อมความต้องการระหว่างสถานศึกษากับภาคธุรกิจ ต้องไม่แยกกัน แต่ต้องเป็นองค์รวมของการพัฒนาคน ทำให้เกิดทักษะที่ประเทศต้องการ ไปจนถึงหลักสูตร การฝึกงาน การจ้างงาน และความก้าวหน้าของคนทำงาน
ในแผน 14 เนี่ย เราคงจะยังต้องเลิกวัดความสำเร็จทางการศึกษา จากจำนวนคนที่ได้รับ “diploma” อย่างเดียว แต่เราต้องดูว่าเขามีทักษะที่ใช้ได้จริง มีงานที่เหมาะสม มีรายได้ที่ดี โดยดูที่ความสามารถพิเศษของเขาอย่างไร เราวัดคนที่มี skill มีทักษะ โดยมี “สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ” ไม่ใช่ไปวัดแต่คนที่มีวุฒิปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วคนที่มีทักษะพิเศษ อย่าง “น้องเนเน่” เป็นต้น วันนี้เขายังไม่จบปริญญาตรีเลย แต่เขาสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และก็สร้างรายได้ให้กับตัวเองได้จริง เราต้องมีคนแบบนี้ ประเทศไทยเราก็มีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพมารองรับคนเก่งๆแบบนี้แล้ว ดังนั้น เราก็เปลี่ยน เปรียบเสมือนการเปลี่ยนใบขับขี่รถยนต์ที่เรามีอยู่เป็น “ใบขับขี่สากล” เวลาท่านจะไปเช่ารถในต่างประเทศ ก็ไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อขอ convert เป็นใบขับขี่สากล เป็นต้น หากพูดถึงอุตสาหกรรมเรามีช่างฝีมืออ๊อกเหล็ก ช่างเชื่อม ช่างไม้ ฝีมือเป็นเลิศ แต่เขาจบ ป.4 จบมัธยม ไม่ได้ไปเรียนต่อ เพราะเขาใช้ความสามารถของเขาไปสร้างรายได้แล้ว เราสามารถนำสกิลพิเศษของเขาเหล่านี้มาเทียบเป็นวุฒิทางการศึกษา เพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในระบบ และสามารถที่จะสร้างโอกาสชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเราก็จะต้องมีระบบการสาธารณสุขที่ดีมีความพร้อมสำหรับประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมสูงวัย และความท้าทายทางสาธารณสุขในรูปแบบใหม่ๆ เทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เราต้องรู้ว่าเทคโนโลยี ใดที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เทคโนโลยีใดเราควรสร้างความสามารถของตัวเอง พัฒนาเอง และเทคโนโลยีใดเราควรแสวงหาความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ และ เครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญ
หนุน R&D ขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ดูแลสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติ
ที่สำคัญอีกเรื่องคือประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนา หรือ “R&D” นอกจากจะเพิ่มพูนองค์ความรู้แล้ว ก็ต้องมีเป้าหมายในการนำงานวิจัยเหล่านี้มาการพัฒนาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถเปลี่ยนแปลงการผลิตต่างๆ ในโรงงาน ในธุรกิจต่างๆ ในโรงพยาบาล และบริการสาธารณะได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องมีระบบนิเวศที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนา บัญชีนวัตกรรมไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ตลอดจนโครงการสนับสนุน startup ต่างๆ จะต้องช่วยกันเปิดตลาด เปิดแหล่งทุน และเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความคิดใหม่ๆ สามารถเติบโตได้ในประเทศของเรา
และที่ขาดไม่ได้ก็คือ ประเทศไทยก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ต้องมองให้เป็นเรื่องเดียวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่อยู่คนละด้านกัน วันนี้ไปเจรจาการค้าที่ไหน ก็คงสังเกตได้ชัดเจนว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมจะอยู่บนโต๊ะประชุม และเป็นประเด็น agenda ในการเจรจาเสมอ เขาจะถามว่าประเทศของคุณมีมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร มีมาตรฐานหรือไม่ อย่างเช่น การบินไทยจะซื้อเครื่องบินก็ต้องใช้เครื่องยนต์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลกร้อน หรือ เชื้อเพลิงที่ใช้ก็ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นกฎกติกาสากล
“วันนี้ถ้าเราไปคุยกับใครแล้วบอกว่าเราใช้พลังงานสะอาด เราก็ได้คาร์บอนเครดิต แต่ถ้าบอกยังใช้ถ่านหิน หรือ ฟอสซิลอยู่ เขาอาจจะไม่สั่งออเดอร์สินค้าของเรา มันกลายเป็น “embargo” ข้อห้าม หรือ ถ้าเขาจำเป็นต้องใช้สินค้าของเรา เขาก็จะใช้ tariff เข้ามากั้น เพื่อให้สินค้าของเราไม่สามารถแข่งขันกับคนที่ผลิตสินค้าจากพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ ตอนนี้มีกติกาของโลกคอยกด และก็คอยบีบให้เราอยู่ ดังนั้น แนวทางดังกล่าวนี้ก็ควรปรากฎอยู่ในแผน 14 เพื่อเป็นแนวทางนักลงทุนไทย หรือ นักอุตสาหกรรมใช้ในการวางแผนผลิดสินค้า หรือ ขยายกิจการต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ด้วย”
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า “เราจะทำให้พลังงานในประเทศมีความมั่นคง และพยายามลดค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าพลังงานต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเด็นนี้นอกจากจะเป็นต้นทุนของธุรกิจแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย”
ตั้งบอร์ดกำกับดูแล “Data Center” เน้นผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก
แต่อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนการลงทุนขยายใหญ่ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ก็ต้องไม่มาแย่งใช้ไฟฟ้า น้ำ หรือทรัพยากรกับประชาชน เกษตรกร และธุรกิจเดิมของไทย อันนี้ผมขอให้ขีดเส้นใต้ไว้ด้วย เราต้องกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนที่ใช้พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และน้ำในปริมาณมากมายมหาศาล อย่าง “Data Center” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมในอนาคต ก็จะต้องมีกฎเกณฑ์ในเรื่องของการควบคุม กำกับดูแล สร้างความเป็นธรรม เพิ่มประสิทธิภาพ และต้องให้เขาได้ใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น และต้องมีความรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นกับประเทศ ซึ่งไม่มี ไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่มาบอกว่า Data Center ใช้พลังงานเยอะ ไม่ควรสนับสนุน ควรจะไปอยู่ลำดับท้ายๆ ถ้าอย่างนี้คุยกับโลกไม่รู้เรื่อง เพราะนี่คือเทรนด์การลงทุนของโลก
“ทุกวันนี้ ถ้าพูดถึงเรื่อง AI ก็ต้องนึกถึง Data Center ทันที แต่ถ้าเราไม่มี Data Center ในประเทศไทย ก็เสี่ยง หากวันใดวันหนึ่ง เกิดวิกฤตการณ์อะไรขึ้นมา เราต้องไปพึ่งพาข้อมูลจาก Data Center เหล่านี้ที่ตั้งอยู่ในประเทศอื่นๆ ก็จะมีอุปสรรค หรือ ปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน ตรงนี้รัฐบาลก็ได้ให้ความสนใจ โดยจัดตั้ง “Data Center Board” ขึ้นมา โดยมีรองนายกฯเอกนิติ และเลขาสภาพัฒน์ ฯ เป็นกรรมการ ร่วมกันกำหนดมาตรฐาน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยจะได้รับเป็นสำคัญ”
ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องเตรียมทั้งเรื่องเมือง ชุมชน ระบบน้ำ การเกษตร สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีความพร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติและความผันผวนของภูมิอากาศให้ได้ดียิ่งขึ้น เพราะการป้องกันและการเตรียมพร้อมมีต้นทุนต่ำกว่าการเยียวยาความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของตัวเงิน หรือ คุณภาพชีวิต เหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ ไปสู่ระบบที่เชื่อมข้อมูลให้เป็นชุดเดียวกัน โดยที่ทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานตัวเอง ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า หน่วยงานอื่นต้องการอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้บรรลุผลที่เป็นเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งก็คือคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน
กำหนดเจ้าภาพ -Timeline ขับเคลื่อน “แผน 14” ให้เป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า “เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ไว้ในแผนพัฒนาประเทศ เพราะการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน กับการสร้างความสามารถในการรับมือกับวิกฤต ไม่ใช่สองเรื่องที่ต้องแยกกัน แต่ถ้ารับมือกับวิกฤตไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปคิดจะแข่งอะไรกับใครที่ไหน ประเทศที่น่าลงทุน และประเทศที่ประชาชนอยู่อย่างมั่นคง นั่นคือประเทศที่มีระบบพร้อม มีรัฐที่ทำงานได้ และเป็นประเทศที่บริหารทรัพยากรด้วยจิตสำนึกและความรับผิดชอบ”
การวางแผนพัฒนาประเทศ หมายถึง การคิดล่วงหน้า เพื่อทำให้ประเทศเกิดความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์และการแข่งขันในอนาคตได้ และความพร้อมจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อทุกคนมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน เข้าใจวิธีการ และรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในแผนนั้น ทั้งหมดนี้จะไม่มีความหมายเลย หากแผน 14 จะจบลง เพียงการเขียนภาพอนาคตที่ทุกคนเห็นด้วย โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า แต่ละคนต้องทำอะไร และเมื่อไหร่จะเห็นผล เพราะฉะนั้นเราจะต้องกำหนด Mission แล้วก็กำหนด Timeline ให้ชัดเจน ประเทศไทยมีแผนมียุทธศาสตร์ มีคณะกรรมการเต็มไปหมด แต่สิ่งที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นก็คือ การเปลี่ยนแผนให้เป็นการตัดสินใจ เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม พี่น้องประชาชนสัมผัสได้
นายอนุทินกล่าวต่อว่า แผน 14 ต้องเป็นมากกว่าเอกสาร 1 ฉบับแน่นอน และขอให้แผนนี้เป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศ โดยกำหนดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ เรื่องใดที่สำคัญ ต้องเป็นเรื่องที่เราเห็นพ้องต้องกัน และร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ เรื่องไหนที่ไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องกล้าเลิก ใครเป็นเจ้าภาพ และประชาชนจะติดตามผลได้อย่างไรทุกเป้าหมายที่สำคัญ เราจะต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน มีกรอบเวลา มีตัวชี้วัด และที่สำคัญก็คือ ต้องเปิดเผยข้อมูลให้สังคมได้ติดตามตั้งแต่เริ่มวางแผน เพราะหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของความสำหรับความสำเร็จ ก็คือความเข้าใจของพี่น้องประชาชน และความร่วมมือร่วมใจในการเดินไปในทิศทางเดียวกัน เดินไปด้วยกัน
หลายคนทราบแล้วว่า แผน 14 จะมีผลตั้งแต่ปี 2571 – 2575 แผนนี้จึงต้องไม่ผูกอยู่กับรัฐบาล หรือ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จะต้องเป็นทิศทางที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินไปในแนวทางนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศในวันนี้ รัฐบาลมีหน้าที่กำหนดทิศทาง วางกติกา และลงทุนในรากฐาน ภาคเอกชนมีหน้าที่ลงทุน สร้างงาน และยกระดับธุรกิจไทย ภาคการศึกษา กับภาควิชาการ ก็ต้องสร้างคน นำองค์ความรู้ นำไปใช้ได้จริง ท้องถิ่นต้องเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของประเทศ ให้สอดคล้องกับศักยภาพ และปัญหาของแต่ละพื้นที่ ส่วนประชาชนก็ต้องมีโอกาสร่วมให้ความเห็น ตรวจสอบ และได้รับประโยชน์จากการพัฒนา
วันนี้เรามารับฟังแผนที่เขียนเสร็จแล้ว เราก็ต้องช่วยกันทดสอบว่า สิ่งที่พวกเราทุกคนได้นำเสนอในวันนี้จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ มีเรื่องใดที่ตกหล่น มีใครจะได้ผลกระทบจะต้องดำเนินการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร ให้เกิดผลที่ดีที่สุด
สุดท้ายนี้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำว่า “ภาพวิสัยทัศน์ที่เราทุกคนต้องทำให้เกิดขึ้นในช่วงปลายของแผน 14 นี้ให้ได้ ก็คือประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีตัวเลขทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ต้องเป็นประเทศที่คนทำงาน มองเห็นอนาคตตัวเอง ผู้ประกอบการไทยเติบโต เด็กและเยาวชนต้องได้รับความรู้ พัฒนาทักษะ อย่างจริงจัง ผู้สูงอายุ ยังคงเป็นผู้ที่มีคุณค่า และมีความมั่นคงในชีวิต ประชาชนมองเห็นภาครัฐเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก เป็น facilitator ที่ทำให้ทุกคน สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต และศักยภาพของตัวเองได้ในระดับที่สูง และทุกพื้นที่ของประเทศ คือ พื้นที่แห่งโอกาสที่พร้อมจะรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พวกเราโชคดีที่เกิดเป็นคนไทย และอยู่ในประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก และมีความน่าเชื่อถือในหลายด้าน ถ้าเป็นไปได้ ทำให้แผน 14 เนี่ย สร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับประเทศไทยในทุกๆ ด้าน หน้าที่ของเราในวันนี้ก็คือ “ปลดล็อกทุกสิ่งที่กีดขวางการพัฒนา ทำให้เราเดินขึ้นสู่ระดับถัดไปได้ เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือใหม่ๆ เชื่อมโยงสิ่งที่ยังแยกกันอยู่ และลงมือทำเรื่องสำคัญให้ต่อเนื่องจนเห็นผล”
“แผนที่ดี ไม่ใช่แผนที่ใส่ทุกเรื่อง อัดทุกเรื่อง คิดอะไรได้ก็ใส่เข้าไป แต่คือ แผนที่สามารถใส่สิ่งที่เราโฟกัสได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เรามั่นใจว่า เราทำได้สำเร็จแน่นอน ทำให้เราเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ทุกฝ่ายได้รู้ว่าตนเองต้องรับผิดชอบอะไร และทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ และมั่นใจในเป้าหมายของเรา หากทำสำเร็จ ประเทศไทยก็จะไม่เพียงแต่เดินตามโลกได้ทัน แต่จะสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง”
และท้ายที่สุด ผมขอขอบพระคุณในความร่วมมือร่วมใจของทุกคนที่มาร่วมกันให้ข้อคิดเห็น และหาข้อสรุปในการ ร่างแผน ฯ14 ของสภาพัฒน์ฯ ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จัก และเป็นที่น่าเชื่อถือของคนทั่วโลกได้ เพราะเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาจนถึงวันนี้ ทำให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่มั่นใจของคนทั่วโลก
ใครไปต่างประเทศ ก็จะรู้ว่า มุมมองของชาวต่างชาติต่อประเทศไทย เป็นบวกมากๆ มีแต่พวกเรากันเองที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเราเอง หากเราไม่เชื่อมั่นตัวเราเองแล้ว เราจะไปให้คนอื่นเขาเชื่อมั่นเราได้อย่างไร ขณะที่นักลงทุนที่เข้ามา ลงทุนในประเทศไทย เขากลับมองเป็นบวก และก็ให้คำแนะนำในการปรับปรุง ไม่ใช่สร้างขึ้นมาใหม่ เขาบอกว่าโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างของเราดีทั้งหมดแล้ว ขอให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามที่กล่าวข้างต้น เขาก็จะพิจารณาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น การตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย สมัยก่อนพูดถึง billion ก็ตกใจกันแล้ว แต่วันนี้เงินที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงถึงหลัก trillion แล้ว หรือ ล้านล้านบาท เป็นเรื่องปกติ ดังนั้น เราก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นของพวกเขา อย่าทำให้เขาผิดหวัง ยิ่งเชื่อมั่น ยิ่งมีความแข็งแกร่ง ก็จะทำให้เกิดโมเมนตัมดันเศรษฐกิจของเรา และประชาชนของเราทุกอย่างเกิดความเข้มแข็งตามไปด้วย
“ประเด็นต่างๆเหล่านี้ ผมขอให้อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่พวกเราทุกคนในที่นี้มีส่วนร่วมจะได้มีความภาคภูมิใจ และก็เป็นเวลาที่เราจะได้เปลี่ยนผ่านให้กับคนยุคใหม่ ลูกหลานของเราที่จะต้องรับภาระในการดูแลประเทศนี้ ภายใต้บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งยากกว่ารุ่นพวกเรามาก ดังนั้น ต้องเสริมความเข้มแข็งให้พวกเขาย่างเต็มที่ และเมื่อพวกเราไปเป็นผู้สูงอายุที่พวกเขาต้องมาดูแล พวกเราจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำเพื่อชาติ ทำเพื่อคนรุ่นหลัง และทำเพื่อตัวเราเองด้วย ” นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย



