ASEAN Roundup ประจำวันที่ 26 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2568
- สี่ประเทศอาเซียนบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้รับยกเว้นภาษี 0%
- มาเลเซีย 3 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ได้ประโยชน์
- เวียดนามเปิดให้สินค้าสหรัฐฯเข้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน
- ไทยยกเว้นภาษี 99% ของสินค้าผ่อนปรนข้อจำกัดต่างชาติเป็นเจ้าของในภาคโทรคมนาคม
- กัมพูชาเปิดเสรีเต็มรูปแบบ
- “ปราโบโว” ยืนยันอินโดนีเซีย–สหรัฐฯ เดินหน้าหารือยกเว้นภาษีนำเข้าเป็น 0%
- เวียดนามเปิดตัวโครงการรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ “ฮานอย–ฮาลอง”
- สิงคโปร์จัดสรรพื้นที่ใหม่บนเกาะจูร่ง รับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ
สี่ประเทศอาเซียนบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้รับยกเว้นภาษี 0% หลายรายการ

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้บรรลุกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกากับ 4 ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยนโยบายดังกล่าวประกาศอย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2568 และได้รับการอนุมัติโดยตรงจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
สหรัฐได้ประกาศคงภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ร้อยละ 19-20% แต่ยกเว้นภาษีนำเข้าเป็น 0% เพิ่มเติม สำหรับสินค้าที่เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯจาก 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวียดนามและกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการ ผ่อนคลายภาษี reciprocal tariffs ที่บังคับใช้กับทั้ง 4 ประเทศก่อนหน้านี้
กรอบข้อตกลงการค้าของแต่ประเทศกับสหรัฐฯ โดยทั่วไปมีความคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีองค์ประกอบเฉพาะเพื่อจัดการกับปัญหาเฉพาะของแต่ละประเทศ กัมพูชาตกลงที่จะยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าสหรัฐฯ เมื่อข้อตกลงมีผลบังคับใช้ มาเลเซียตกลงที่จะยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าสหรัฐฯ บางส่วน และลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าอื่นๆ ด้วยการกำหนดเป็นอัตราไว้ ในทางกลับกัน แทนที่จะลดภาษีศุลกากรเพื่อยกเลิกภาษีนำเข้า สหรัฐฯ ตกลงที่จะคงอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้ามาเลเซียและกัมพูชาไว้ที่ไม่เกิน 19% แม้สินค้าบางรายการจะได้รับการยกเว้นจากภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นก็ตาม
ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้สินค้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภทสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยไม่มีต้นทุนภาษีนำเข้า ถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ในการขยายการส่งออกของภูมิภาค และเสริมความเชื่อมั่นในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ
- มาเลเซีย 3 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ได้ประโยชน์
วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐและนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมแห่งมาเลเซีย ลงนามในข้อตกลงการค้าและแร่ธาตุสำคัญ และในวันเดียวกันเว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (JOINT STATEMENT ON UNITED STATES-MALAYSIA AGREEMENT ON RECIPROCAL TRADE) โดยมีสาระสำคัญดังนี้
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลมาเลเซียได้บรรลุ “ข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทน” (Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งจะยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศและเปิดโอกาสใหม่ให้กับผู้ส่งออกของทั้งสองฝ่ายเข้าถึงตลาดของกันและกันได้ในระดับ “ที่ไม่เคยมีมาก่อน”
ข้อตกลงฉบับนี้ถือเป็นการต่อยอดจาก ข้อตกลงกรอบความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนสหรัฐฯ–มาเลเซีย (TIFA) ที่ลงนามตั้งแต่ปี 2004 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อขยายโอกาสทางการค้า ลดอุปสรรคทางภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
ภายใต้ข้อตกลง มาเลเซียตกลงให้สิทธิ์พิเศษในการเข้าถึงตลาด (Preferential Market Access) สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า เหล็ก และรถยนต์โดยสาร รวมถึงสินค้าเกษตรอย่าง นม ผักผลไม้ สัตว์ปีก อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม เนื้อหมู ข้าว และเอทานอลเชื้อเพลิง
สหรัฐฯ ในทางกลับกัน จะคงอัตราภาษีศุลกากรไว้ที่ 19% ตามคำสั่งประธานาธิบดีหมายเลข 14257 (วันที่ 2 เม.ย. 2025) และกำหนดให้สินค้าบางรายการจากมาเลเซียในบัญชีแนบท้ายคำสั่ง 14346 (5 ก.ย. 2025) ได้รับ การยกเว้นภาษีนำเข้า (0%) สำหรับ 3 ภาคส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุปกรณ์การบินและอวกาศ ผลิตภัณฑ์ยา และสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น น้ำมันปาล์ม โกโก้ และยาง
มาเลเซียมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าทวิภาคีในอุตสาหกรรมสำคัญ
มาเลเซียให้คำมั่นจะลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น
- ยอมรับ มาตรฐานความปลอดภัยและการปล่อยมลพิษของยานยนต์จากสหรัฐฯ โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบซ้ำ
- ลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าเหล็กและท่อเหล็ก
- ปรับกระบวนการรับรอง ฮาลาล สำหรับสินค้าเครื่องสำอาง ยา และอุปกรณ์การแพทย์ให้สะดวกขึ้น
- ยกเลิกข้อจำกัดด้านการประเมินความสอดคล้องทางเทคนิค (Conformity Assessment) ที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ส่งออกสหรัฐฯ
ด้านสินค้าเกษตร มาเลเซียจะยอมรับใบรับรองจากหน่วยงานของสหรัฐฯ โดยตรง ลดขั้นตอนการจดทะเบียนสถานประกอบการ และอนุญาตให้ใช้ระบบ “การแบ่งเขตภูมิภาค (Regionalization)” สำหรับควบคุมโรคในสัตว์ เช่นเดียวกับที่ใช้ในสหรัฐฯ
ข้อตกลงยังระบุให้มาเลเซียต้อง บังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมและแรงงานอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันแรงงานบังคับและแรงงานเด็กในอุตสาหกรรมเสี่ยงสูง ตลอดจนเพิ่มการปราบปรามตลาดสินค้าปลอมและการละเมิดลิขสิทธิ์
ในด้านสิ่งแวดล้อม มาเลเซียให้คำมั่นจะรักษามาตรฐานการอนุรักษ์สูงสุด โดยจะดำเนินมาตรการป้องกันการ ตัดไม้ผิดกฎหมาย การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported, and Unregulated Fishing : IUU Fishing) และการค้าสัตว์ป่า พร้อมทั้งร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการลดเงินอุดหนุนประมงที่บิดเบือนตลาด
ข้อตกลงฉบับนี้ยังครอบคลุม การค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัล โดยมาเลเซียจะ
- งดการเก็บ ภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) ที่เลือกปฏิบัติต่อบริษัทอเมริกัน
- ไม่บังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหรือคลาวด์ของสหรัฐฯ ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนภายในประเทศ
- อนุญาตให้มีการ โอนข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัย
- สนับสนุนการคง การงดเก็บภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Transmissions) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO)
- ยกเลิกข้อจำกัดด้านเวลาออกอากาศ (Broadcasting Airtime) สำหรับรายการโทรทัศน์จากสหรัฐฯ
สหรัฐอเมริกาและมาเลเซียได้เห็นตรงกันในการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองและการบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญา และการอำนวยความสะดวกทางการค้าและด่านศุลกากร แนวปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ และพฤติกรรมที่บิดเบือนของรัฐวิสาหกิจ
ทั้งสองประเทศตกลงจะเสริมความร่วมมือด้าน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมของซัพพลายเชน รวมถึงการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและควบคุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีความมั่นคง และเพิ่มความยืดหยุ่นและนวัตกรรมของห่วงโซ่อุปทาน แก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี
มาเลเซียยังให้คำมั่นว่าจะไม่ห้ามหรือจำกัดการส่งออก แร่ธาตุสำคัญและแร่หายาก (Critical Minerals and Rare Earth Elements) ไปยังสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนการร่วมลงทุนกับบริษัทอเมริกันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ และ ไม่จำกัดการขายแร่หายากให้บริษัทสหรัฐฯ
ข้อตกลงยังระบุถึงความร่วมมือเชิงพาณิชย์ระหว่างบริษัทเอกชนสองประเทศ ประกอบด้วย
- การจัดซื้อเครื่องบิน 30 ลำ พร้อมมีสิทธิซื้อเพิ่มอีก 30 ลำ
- การซื้อชิปเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อากาศยาน และอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล รวมมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การนำเข้า ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สูงสุด 5 ล้านตันต่อปี มูลค่าราว 3.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
- การซื้อถ่านหิน ผลิตภัณฑ์โทรคมนาคมและบริการ มูลค่า 204.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การลงทุนในกองทุนทุนระยะยาวในสหรัฐฯ มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งสองประเทศจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายภายในแต่ละประเทศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ก่อนที่ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) กำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อสรุป ข้อตกลงความเข้าใจร่วมด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Policy) เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม
- เวียดนามเปิดให้สินค้าสหรัฐฯเข้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน
สำหรับเวียดนามรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามตกลงร่วมกันจัดทำ “กรอบข้อตกลงการค้าเพื่อความเท่าเทียม เป็นธรรม และสมดุล” (Framework for an Agreement on Reciprocal, Fair, and Balanced Trade) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน และเปิดทางให้ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศสามารถเข้าถึงตลาดของกันและกันได้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
ข้อตกลงใหม่นี้ถือเป็นการสานต่อจาก ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะข้อตกลงการค้าทวิภาคี (Bilateral Trade Agreement) ที่ลงนามในปี 2000 และมีผลบังคับใช้ในปี 2001 ซึ่งช่วยปูทางให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สาระสำคัญของข้อตกลง ได้แก่
- เวียดนามจะให้สิทธิ์พิเศษในการเข้าถึงตลาด (Preferential Market Access) ให้กับสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเกือบทั้งหมด
- สหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีตอบแทนไว้ที่ 20% ตามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) 14257 ลงวันที่ 2 เมษายน 2025 และจะระบุสินค้าบางประเภทตามภาคผนวก III ของคำสั่ง 14346 เพื่อได้รับสิทธิ์ “ภาษี 0%” สำหรับสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากเวียดนาม
- ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันเพื่อลดและแก้ไข อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ในสาขาที่มีความสำคัญต่อการค้าทวิภาคี
- เวียดนามได้ตกลงที่จะดำเนินการหลายประการ เช่น ยอมรับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและมลพิษของยานยนต์ที่ผลิตตามมาตรฐานสหรัฐฯ ปรับปรุงกระบวนการอนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากสหรัฐฯ ลดความซับซ้อนของการอนุมัติด้านกฎระเบียบสำหรับยาสหรัฐฯ ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เวียดนามเป็นภาคี และจัดการกับข้อกังวลของสหรัฐฯ ในกระบวนการประเมินความสอดคล้องของมาตรฐานสินค้า
- ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมกันแก้ไขและป้องกันอุปสรรคต่อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ในตลาดเวียดนาม โดยจะให้การยอมรับใบรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ
สหรัฐฯ และเวียดนามจะสรุปพันธกรณีด้าน การค้าในยุคดิจิทัล บริการ และการลงทุน รวมถึงประเด็นด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม ศุลกากร และการอำนวยความสะดวกทางการค้า แนวทางปฏิบัติที่ขัดต่อกฎระเบียบ และพฤติกรรมบิดเบือนของรัฐวิสาหกิจ
ทั้งสองประเทศยังให้คำมั่นที่จะร่วมมือเสริม ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) โดยเฉพาะในการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและการควบคุมการส่งออก
นอกจากกรอบข้อตกลงภาครัฐแล้ว ทั้งสองประเทศยัง รับทราบการทำสัญญาทางพาณิชย์ครั้งใหญ่ระหว่างภาคเอกชนในภาคเกษตร การบินและอววกาศ และพลังงานได้แก่
ภาคเอกชนเวียดนามลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กว่า 20 ฉบับ กับบริษัทในสหรัฐฯ เพื่อสั่งซื้อสินค้าเกษตร รวมมูลค่ากว่า 2.9 พันล้านดอลลาร์
เวียดนาม แอร์ไลน์ ลงนามสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing จำนวน 50 ลำ มูลค่ากว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สหรัฐฯ และเวียดนามจะดำเนินการสรุป ข้อตกลงการค้าเพื่อความเท่าเทียม เป็นธรรม และสมดุล ให้เสร็จสมบูรณ์ พร้อมเตรียมกระบวนการภายในประเทศของแต่ละฝ่ายเพื่อให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้
- ไทยยกเว้นภาษี 99% ของสินค้า ผ่อนปรนข้อจำกัดต่างชาติเป็นเจ้าของในภาคโทรคมนาคม
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐฐาลไทยได้ตกลงร่วมกันใน “กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade)” เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และเปิดทางให้ผู้ส่งออกของทั้งสองฝ่ายเข้าถึงตลาดของกันและกันในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
ข้อตกลงใหม่นี้จะต่อยอดจาก สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐฯ(U.S.-Thailand Treaty of Amity and Economic Relations) ปี 1966 และ ข้อตกลงกรอบการค้าและการลงทุนปี 2002 (TIFA)
สาระสำคัญของข้อตกลง
- ไทยจะยกเลิกอุปสรรคทางภาษี (tariff barriers) สำหรับสินค้าประมาณ 99% ของสินค้าทั้งหมด ครอบคลุมสินค้าภาคอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ
- สหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีต่างตอบแทนไว้ที่ 19% ตามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order 14257) และจะระบุสินค้าบางรายการให้ได้รับสิทธิ์ “ภาษี 0%” ภายใต้บัญชีแนบท้าย Executive Order 14346
- ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันแก้ไข อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ที่มีผลต่อการค้าทวิภาคี โดยไทยจะดำเนินการหลายประการ เช่น ยอมรับมาตรฐานยานยนต์ตามกฎความปลอดภัยและการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ ยอมรับใบรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) สำหรับเครื่องมือแพทย์และยาที่ได้รับอนุญาตทางการตลาดแล้ว ออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลจากสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ปรับปรุงกฎหมายศุลกากร โดยยกเลิกระบบรางวัลจากการจับกุมการละเมิดทางศุลกากร และนำแนวทางการกำกับดูแลที่ดี (Good Regulatory Practices) มาใช้
- ไทยให้คำมั่นว่าจะ เร่งเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงาน FSIS รวมถึงสินค้าพืชอาหาร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และธัญพืชแห้ง พร้อมรับรองใบรับรองจากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีอยู่แล้ว
- ไทยจะจัดการและขจัดอุปสรรคต่อสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ในตลาดไทย รวมถึงการเร่งรัดการเปิดตลาดให้กับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานบริการตรวจสอบและความปลอดภัยด้านอาหาร (FSIS) ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ไทยจะจัดการกับสิ่งก่อกวนทางการค้า และรับรองว่าข้อกำหนดกับผลิตภัณฑ์พืชสวนของสหรัฐฯ รวมถึงธัญพืชอบแห้ง เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง ประเทศไทยให้คำมั่นที่จะยอมรับใบรับรองที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ตกลงกันไว้ในปัจจุบัน
- นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังตกลงร่วมมือในประเด็น สิทธิแรงงานและสิ่งแวดล้อม โดยไทยจะแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงาน เพิ่มการบังคับใช้กฎหมายแรงงานเพื่อป้องกันแรงงานบังคับและแรงงานเด็กในภาคที่มีความเสี่ยงสูง
- ดำเนินมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อม เช่น ป้องกันการค้าผลิตภัณฑ์ป่าไม้ผิดกฎหมาย รับรองข้อตกลง WTO ว่าด้วยเงินอุดหนุนการประมง และปราบปรามการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และการทำประมงที่ขัดต่อ IUU
- สหรัฐอเมริกาและไทยจะสรุปข้อตกลงในการแก้ไขอุปสรรคที่มีผลกระทบต่อการค้า บริการ และการลงทุนทางดิจิทัล โดยไทยจะ ไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) หรือออกมาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบริษัทสหรัฐฯ รวมถึงจะสนับสนุนการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัย และยกเลิกข้อกำหนดให้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศต้องประมวลผลเฉพาะในไทย งดเว้นการกำหนดโควตาภาพยนตร์ ผ่อนปรนข้อจำกัดการเป็นเจ้าของโดยชาวต่างชาติสำหรับการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคโทรคมนาคมของไทย และยกเลิกข้อกำหนดการประมวลผลภายในประเทศสำหรับธุรกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับร้านค้าปลีกในประเทศทั้งหมดสำหรับบัตรเดบิตที่ออกในประเทศไทย
- ในด้าน ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ไทยให้คำมั่นแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า การจัดการสิทธิ์แบบ “องค์กรผี” และเร่งรัดกระบวนการพิจารณาสิทธิบัตร
- สหรัฐฯ และไทยจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและนวัตกรรมของห่วงโซ่อุปทานผ่านการดำเนินการที่เสริมกันเพื่อจัดการกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบุคคลที่สาม และร่วมมือกันในการควบคุมการส่งออก ความมั่นคงด้านการลงทุน และการต่อสู้กับการหลีกเลี่ยงภาษี
- นอกจากข้อตกลงระหว่างรัฐ ทั้งสองประเทศยังรับทราบข้อตกลงทางพาณิชย์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างภาคเอกชน มูลค่ารวมกว่า 26.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ การซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และธัญพืชแห้ง มูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี การซื้อพลังงาน เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ และอีเทน มูลค่ารวม 5.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี การจัดซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18.8 พันล้านดอลลาร์
ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ทั้งสองฝ่ายจะเร่งเจรจาและสรุป ข้อตกลงการค้าเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน (Reciprocal Trade Agreement) เพื่อเตรียมลงนามและดำเนินกระบวนการภายในประเทศ ก่อนข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้
- กัมพูชาเปิดเสรีเต็มรูปแบบ
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรกัมพูชาได้ประกาศบรรลุ “ข้อตกลงการค้าเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน (Agreement on Reciprocal Trade)” เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกของทั้งสองฝ่ายเข้าถึงตลาดของกันและกันในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ข้อตกลงนี้เป็นการต่อยอดจาก กรอบความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนสหรัฐฯ–กัมพูชา (Trade and Investment Framework Agreement) ที่ลงนามเมื่อปี 2006 และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ลึกยิ่งขึ้น
สาระสำคัญของข้อตกลง
- กัมพูชาให้คำมั่นยกเลิกภาษีนำเข้า 100% สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรทั้งหมดจากสหรัฐฯ และได้ดำเนินการตามพันธกรณีนี้แล้ว
- สหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีตอบแทนไว้ที่ 19% ตามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order 14257) และจะระบุสินค้าบางประเภทในบัญชีแนบท้ายของคำสั่ง 14346 ให้ได้รับสิทธิ์ภาษี 0%
- ทั้งสองประเทศตกลงร่วมมือกันแก้ไข อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) โดยเฉพาะด้านใบอนุญาตนำเข้า ขั้นตอนกำกับดูแลที่ซ้ำซ้อน การยอมรับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ของสหรัฐฯ สำหรับสินค้าเกษตร และการปราบปรามตลาดสินค้าปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์
- สหรัฐอเมริกาและกัมพูชาให้คำมั่นที่จะแก้ไขและขจัดอุปสรรคต่อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของสหรัฐฯ ในตลาดกัมพูชา รวมถึงการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ และการยอมรับใบรับรองที่ตกลงกันในปัจจุบันที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ
- กัมพูชาให้คำมั่นว่าจะ คุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับหรือแรงงานจำยอม พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน
- ในด้านสิ่งแวดล้อม กัมพูชาจะดำเนินมาตรการ ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า การทำประมงผิดกฎหมาย และการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย รวมทั้งรับรองพันธกรณีตามข้อตกลง WTO ว่าด้วยเงินอุดหนุนการประมง เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
- ข้อตกลงนี้ยังครอบคลุมด้าน การค้า บริการ การลงทุนด้านดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญา ศุลกากร และการอำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนการปฏิรูปการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่โปร่งใสและแข่งขันได้
- ทั้งสองประเทศตกลงที่จะ เสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะการพัฒนาความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) และการร่วมกันป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี การควบคุมการลงทุน และการส่งออกในสินค้ากลุ่มอ่อนไหวทางเทคโนโลยี
- ข้อตกลงนี้ยังมาพร้อมความร่วมมือภาคเอกชนที่สำคัญ โดย Air Cambodia ได้ลงนามความร่วมมือกับ Boeing เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและระบบนิเวศทางการบินของกัมพูชา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์และเศรษฐกิจของประเทศ
ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า สหรัฐฯ และกัมพูชาจะดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศ เพื่อเตรียมให้ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
“ปราโบโว” ยืนยันอินโดนีเซีย–สหรัฐฯ เดินหน้าหารือยกเว้นภาษีนำเข้าเป็น 0%

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ยืนยันว่าการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับ ข้อตกลงยกเว้นภาษีนำเข้า 0% (Zero-Tariff Agreement) ยังคงเดินหน้าอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและเพิ่มศักยภาพการส่งออกของอินโดนีเซีย
“การเจรจายังคงดำเนินอยู่” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอด APEC 2025 ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(31 ตุลาคม 2568)
ในโอกาสเดียวกัน นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาโต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า การเจรจากับสหรัฐฯ จะดำเนินต่อหลังการประชุม APEC โดยสินค้าเป้าหมายที่จะผลักดันให้ได้รับสิทธิ์ ภาษีนำเข้า 0% มีลักษณะใกล้เคียงกับที่ มาเลเซีย ได้ตกลงไว้กับสหรัฐฯ ได้แก่ น้ำมันปาล์ม โกโก้ ยางพารา และสินค้าอื่น ๆ ที่สหรัฐฯ ไม่ได้ผลิตเอง
“สินค้าแร่สำคัญ (Critical Minerals) อยู่ระหว่างการเจรจาแยกต่างหาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมและการจัดหาวัตถุดิบ” นายแอร์ลังกากล่าว พร้อมระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในถ้อยแถลงร่วมโดยใช้ว่า “อุตสาหกรรมชุมชน” (Industrial Communities)
ด้าน นายปูตู จูลี อาร์ดีกา (Putu Juli Ardika) รักษาการอธิบดีกรมอุตสาหกรรมการเกษตร กล่าวว่า อินโดนีเซียกำลังพยายามผลักดันให้ น้ำมันปาล์มส่งออกไปสหรัฐฯ ได้รับสิทธิ์ภาษี 0% เช่นเดียวกับข้อตกลงที่มาเลเซียทำกับสหรัฐฯ
“การเจรจายังอยู่มีความคืบหน้า เราหวังว่าอินโดนีเซียอย่างน้อยจะสามารถได้รับสิทธิ์ในระดับเดียวกับมาเลเซีย” ปูตู จูลี กล่าว เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าระหว่างมาเลเซียและสหรัฐฯ ที่เพิ่งลงนามไปวันก่อนหน้านี้ ได้ลดภาษีนำเข้าจาก 25% เหลือ 19% และในบางรายการ เช่น น้ำมันปาล์ม ยางพารา ผลิตภัณฑ์ไม้ ชิ้นส่วนอากาศยาน และยา ได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0%
อาร์ดีกาเชื่อว่า หากอินโดนีเซียสามารถบรรลุข้อตกลงแบบเดียวกับมาเลเซีย จะช่วยให้ผู้ส่งออกอินโดนีเซียสามารถ แข่งขันได้อย่างเท่าเทียมในตลาดสหรัฐฯ
เวียดนามเปิดตัวโครงการรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ “ฮานอย–ฮาลอง”

รัฐบาลเวียดนามประกาศแผนสร้างรถไฟความเร็วสูงสายใหม่เชื่อมระหว่างกรุง ฮานอยและเมืองฮาลอง จังหวัดกว๋างนิญ มูลค่าการลงทุนกว่า 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการอัปเดต แผนพัฒนาระบบรถไฟแห่งชาติปี 2021–2030 ซึ่งได้รับอนุมัติจาก รองนายกรัฐมนตรี เจิ่น ห่ง ฮา (Tran Hong Ha)
โครงการใหม่นี้ประกอบด้วย เส้นทางรถไฟความเร็วสูงสาย Co Loa–Ha Long Xanh ระยะทาง 124 กิโลเมตร เชื่อมกรุงฮานอยกับเมืองฮาลอง แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกของเวียดนาม โดยมีจุดเริ่มต้นที่สถานี Co Loa (เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสาย 4 ในฮานอย) ผ่าน สนามบินนานาชาติ Gia Binh ที่วางแผนก่อสร้าง ในจังหวัดบั๊กนิญห์ และสิ้นสุดที่สถานี Ha Long Xanh ในกว๋างนิญ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับ เส้นทาง Hai Phong–Ha Long–Mong Cai
รถไฟจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้ ระบบรางมาตรฐาน 1,435 มิลลิเมตร และให้บริการเฉพาะผู้โดยสาร คาดว่าจะมีสถานีหลัก 4-5 แห่ง ได้แก่ Co Loa, Gia Binh, Yen Tu และ Ha Long หรืออาจมีสถานีเสริมที่ Yen Vien เพิ่มเข้ามา
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท Vingroup ได้เสนอแผนการลงทุนในโครงการนี้อย่างเป็นทางการ เส้นทางจะครอบคลุมพื้นที่ก่อสร้างประมาณ 308 เฮกตาร์ และรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าจะแล้วเสร็จก่อนปี 2030 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค
แผนรถไฟฉบับปรับปรุงยังรวมถึงการเร่งรัดการลงทุนในเส้นทางอื่นๆ ก่อนปี 2030 ได้แก่
- สาย Hanoi–Dong Dang ระยะทาง 156 กม. ในจังหวัดลางเซิน (ชายแดนจีน)
- สาย Hai Phong–Ha Long–Mong Cai ระยะทาง 187 กม.
- สาย Thap Cham–Da Lat และ An Binh–Saigon (Hoa Hung)–Tan Kien กำลังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้
ยุทธศาสตร์การพัฒนารถไฟฉบับใหม่นี้เน้น การสร้างโครงข่ายความเร็วสูง ควบคู่กับ การยกระดับ 7 เส้นทางรถไฟหลักเดิม เพื่อเชื่อมต่อกับ ท่าเรือ สนามบิน และประเทศเพื่อนบ้าน อย่างจีน ลาว และกัมพูชา โดยมีเป้าหมายในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน การค้าระหว่างประเทศ และการบูรณาการทางเศรษฐกิจระยะยาวของภูมิภาคอาเซียน
สิงคโปร์จัดสรรพื้นที่ใหม่บนเกาะจูร่ง รับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ

รัฐบาลสิงคโปร์เตรียมผลักดัน เกาะจูร่ง (Jurong Island) ให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดระดับโลก ด้วยการจัดสรรที่ดินใหม่เพื่อรองรับ โครงการพลังงานหมุนเวียนเชิงพาณิชย์และนิคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและนวัตกรรมพลังงานในอนาคต
แถลงการณ์ร่วมจาก คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสิงคโปร์ (Singapore Economic Development Board :EDB) และ JTC Corporation ผู้พัฒนาพื้นที่ ระบุว่าจะจัดสรรพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ราว 300 เฮกตาร์ หรือประมาณ 10% ของพื้นที่เกาะจูร่ง สำหรับพัฒนาพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ
เกาะจูร่งซึ่งมีพื้นที่รวม 3,000 เฮกตาร์ ถือเป็น ฐานอุตสาหกรรมพลังงานและเคมีภัณฑ์หลักของสิงคโปร์ ปัจจุบันมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของบริษัทชั้นนำ เช่น Exxon Mobil, Chevron และ PetroChina
รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของสิงคโปร์ ตัน ซี เล้ง (Tan See Leng) กล่าวในงาน Singapore International Energy Week ว่า เกาะจูร่งจะกลายเป็น “สนามทดสอบระดับโลกด้านพลังงานใหม่และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ”
EDB และ JTC กล่าวว่า พื้นที่จะถูกใช้สำหรับ การผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) แอมโมเนียคาร์บอนต่ำ/ศูนย์ สำหรับใช้ในการผลิตไฟฟ้าและเติมเชื้อเพลิงในภาคการเดินเรือ โรงไฟฟ้าที่รองรับไฮโดรเจน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
นอกเหนือจากด้านพลังงาน รัฐบาลยังจัดสรรพื้นที่ อีก 20 เฮกตาร์ เพื่อพัฒนา นิคมดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ รองรับพลังงานรวมสูงสุด 700 เมกะวัตต์
ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึง โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ร่วมกัน ของเกาะจูร่ง รวมถึงพลังงานสำรอง และแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน เกาะจูร่งจะยังคงกระจายความเสี่ยงและขับเคลื่อนโอกาสการเติบโตในสารเคมีพิเศษและผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บแบตเตอรี่ก็กำลังขยายตัวบนเกาะเช่นกัน
ตัน ซี เล้งยังเปิดเผยว่า ความต้องการสินค้าเคมีคุณภาพสูงในภูมิภาคเอเชียกำลังเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มี นักลงทุนด้านเคมีภัณฑ์พิเศษให้ความสนใจขยายฐานในสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เกาะจูรองก็เร่งพัฒนา ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) อย่างเต็มรูปแบบ
บริษัท Sembcorp Industries ประกาศว่า ได้ทดลองใช้โซลูชัน “Battery Stacking” หรือการจัดวางแบตเตอรี่ในแนวดิ่ง ที่สถานีกักเก็บพลังงานบนเกาะจูร่ง ทำให้สามารถเพิ่มความจุจาก 285 เป็น 326 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ได้โดยไม่ต้องขยายพื้นที่



