จากความเหลื่อมล้ำสู่การกระทำผิดซ้ำ: เมื่อคุกไม่สามารถคืนคนดีสู่สังคมได้จริง (ตอนที่ 1)

ด้วยข้อมูลจำนวนผู้ต้องขังยาบ้า 140,119 คน ผมคิดว่าเรากล่าวได้ทันทีเลยว่าเรากำลังประสบปัญหาการใช้โทษทางอาญาอย่างล้นเกินในคดียาเสพติด โดยเฉพาะกรณีของยาบ้า หากยาบ้าที่หมุนเวียนในประเทศไทยนี่ปีหนึ่งเป็นล้านเม็ด ถ้าแค่เสพก็ต้องคลั่ง ตอนนี้เราคงได้เห็นกองทัพคนคลั่งเป็นล้านคนวิ่งทั่วท้องถนนไปหมดแล้ว

“พัทธ์อิทธิ์ จินต์วุฒิ” จากนักโทษประหารสู่ผู้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรม กับคำยืนยันว่า “คุกเปลี่ยนคนไม่ได้”

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2560 สำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดการประชุมตามโครงการส่งเสริมพลังอำนาจ “ผู้ตัดสิน” และ “ผู้ถูกตัดสิน” ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งวิทยากรท่านหนึ่งในการประชุมดังกล่าวนั้นก็คือ คุณพัทธ์อิทธิ์ จินต์วุฒิ อดีตผู้ต้องขังที่เคยต้องโทษประหารชีวิต

คุก: จุดเริ่มต้นแห่งความสูญเสียของสังคม?

คุก: จุดเริ่มต้นแห่งความสูญเสียของสังคม? การเปลี่ยนมโนทัศน์ของการใช้เรือนจำจากการ “ลงโทษ” มาเป็นการ “ฟื้นฟู” จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

นโยบายยาเสพติดของโปรตุเกส

เราชอบพูดกันว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ใช่ไหมครับ แต่ในมุมมองของผมแล้วนั้น จินตนาการจะสำคัญกว่าความรู้ก็เมื่อเรามีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเต็มที่ จนเราต้องใช้จินตนาการที่เปี่ยมด้วยฐานความรู้นั้นมาพัฒนาความรู้ที่มีอยู่ไปสู่ความรู้ใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาซึ่งขอบฟ้าความรู้เดิมไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องเวลาแบบนั้นแหละครับ จินตนาการถึงจะสำคัญกว่าความรู้ขึ้นมา

การเสพติดไม่ใช่โรค?

กระบวนการคาดการณ์เพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำเพื่อได้รับ “รางวัล” เดิมๆ เกิดขึ้นในหลายพฤติกรรมของคนเรารวมทั้งในการเสพติด เพียงแต่การเสพติดอาจเป็นการก่อตัวของนิสัยที่เป็นภัยต่อตัวเองได้ในทางใดทางหนึ่ง กระนั้น ทั้งหมดนี้ก็ล้วนมีพื้นฐานเป็นธรรมชาติแห่งการทำงานของสมองอย่างไม่ต่างกัน

ฉันมีสมอง, ฉันจึงเสพติด

หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องผลที่ยาเสพติดแต่ละชนิดมีต่อร่างกายของคนเรา และยังเน้นไปที่การให้ความรู้ทางประสาทวิทยาว่าด้วยการทำงานของสมองและระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเสพติดทุกชนิด โดยไม่จำกัดเฉพาะที่มีต่อยาเสพติดทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย

วันที่สวิตเซอร์แลนด์สวมหมวกเพื่อจัดการกับปัญหายาเสพติด

วันที่สวิตเซอร์แลนด์สวมหมวกเพื่อจัดการกับปัญหายาเสพติด ในขณะที่ใครๆ ก็บอกว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศอนุรักษนิยมอย่างยิ่ง แต่แนวทางในการจัดการกับปัญหายาเสพติดนั้นกลับมีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลงสู่วิธีการใหม่ๆ เสมอว่า แม้ว่าวิธีใหม่ๆ ที่ว่านั้นจะสวนทางกับแนวนโยบายเดิมๆ อย่างสิ้นเชิงก็ตาม

การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด: ประสบการณ์ของ รูท ไดรฟัสส์ อดีตประธานาธิบดีหญิงสวิตเซอร์แลนด์คนแรก

สิ่งสำคัญก็คือการมองดูความจริง ว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่ทำกันมาหลายทศวรรษนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เรามองแต่เพียงว่ายาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดีแล้วก็เลยบอกว่าเราต้องไม่ยุ่งกับมัน และนั่นเป็นความล้มเหลว และในส่วนของอุปสรรคก็คือ ผู้คนยังเชื่อว่าคนที่ติดยาเสพติดนั้นเป็นคนเลว และเราต้องเปลี่ยนแปลงภาพนั้น

ออกไปในคุก (อีกครั้ง): จากการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติด ถึงแนวคิดเพื่อผู้พ้นโทษไม่กระทำผิดซ้ำ (ตอนที่ 2)

โดยปรกติแล้ว ผมไม่คิดว่าคนเราไม่ทำผิดกฎหมายเพราะเป็นคนดีนะครับ แต่เราไม่ทำผิดเพราะการทำผิดนั้นมีต้นทุนที่แพงเกินกว่าเราจะจ่ายไหว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เรามีอะไรหลายอย่างในชีวิตที่กลัวว่าจะต้องสูญเสียไปหากไปทำผิดจนติดคุก เรามีงาน มีการศึกษา มีความสามารถในการที่จะประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองหรือกระทั่งคนอื่นรอบตัว มีความฝัน มีมีมี เรามีอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด จนไม่คุ้มที่จะเสี่ยงไปทำอะไรผิดๆ (หรืออีกนับหนึ่งก็คือ แม้จะมีอยู่บ้าง แต่เราก็มีไม่มากพอจะมั่นใจว่าทำผิดยังไงก็ไม่ติดคุก)

แนวทางการลดทอนความเป็นอาชญากรรมของยาเสพติด ว่าด้วยผลการศึกษาจาก 5 ประเทศในยุโรป

แนวทางการลดทอนความเป็นอาชญากรรมของยาเสพติด ว่าด้วยผลการศึกษาจาก 5 ประเทศในยุโรป

1 2 3 4