วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
เกริ่นนำ : เมื่อธงไทยคุ้มครองชีวิตใครไม่ได้
โศกนาฏกรรมเรือมยุรีนารีไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางทะเล แต่คือประจักษ์พยานของความล้มเหลวในการทำหน้าที่ของรัฐไทยในฐานะรัฐเจ้าของธง (Flag State) ภายใต้กฎหมายทะเลสากล (UNCLOS 1982) เมื่อเรือลำนี้ถูกยิงและลอยเข้าไปในเขตน่านน้ำของอิหร่าน โดยมีลูกเรือ 3 ชีวิตติดอยู่ท่ามกลางความเป็นความตาย แต่กลับไร้ซึ่งการดำเนินการเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจากรัฐไทย หรือแม้แต่รัฐเจ้าของน่านน้ำ ความตายของพวกเขาคือเสียงสะท้อนที่ดังที่สุดว่า 15 ปีของการเป็นภาคี UNCLOS นั้น เป็นเพียงเครื่องประดับทางพิธีการที่ไร้อานุภาพในการปกป้องพลเรือนไทย
เนื้อหา : การละเลยหน้าที่และช่องว่างของกฎหมายที่ไร้หัวใจ
1. ความล้มเหลวของรัฐเจ้าของธง (Flag State Responsibility) ตามหลักการ UNCLOS รัฐเจ้าของธงมี “หน้าที่” ต้องให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือเรือที่ชักธงของตนในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุวิกฤติที่กระทบต่อชีวิตลูกเรือ แต่กรณีมยุรีนารีกลับแสดงให้เห็นว่า รัฐไทย “ล้มเหลว” ในการใช้ช่องทางทางการทูตและกฎหมายสากลเพื่อบีบบังคับหรือประสานงานให้เกิดการกู้ภัย (Rescue) การนิ่งเฉยในขณะที่ลูกเรือไทยยังมีชีวิตอยู่คือการละเลยหน้าที่อันเป็นสาระสำคัญที่สุดของอนุสัญญา
2. สุญญากาศของการบังคับใช้กฎหมายในน่านน้ำต่างชาติ เมื่อเรือลอยเข้าไปในเขตน่านน้ำอิหร่านหลังจากถูกยิง ความขัดแย้งเชิงอำนาจอธิปไตยและการเมืองระหว่างประเทศกลับถูกยกขึ้นมาเป็น “กำแพงที่สูงกว่าชีวิตคน” รัฐไทยไม่สามารถใช้กลไกสากลเพื่อกดดันให้รัฐเจ้าของน่านน้ำเข้าช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม หรือแม้แต่การส่งหน่วยกู้ภัยของตนเองเข้าไป (หากได้รับอนุญาต) สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าระบบการจัดการภัยพิบัติทางทะเลของไทยขาด “ยุทธศาสตร์การเผชิญเหตุ” ที่อิงกับกฎหมายสากลอย่างสิ้นเชิง
3. บทเรียนราคาแพงจากความสูญเสีย 3 ชีวิต ลูกเรือทั้ง 3 คนต้องเสียชีวิตลงไม่ใช่เพราะพายุ แต่เพราะ “ความไร้ประสิทธิภาพ” ของหน่วยงานที่รับผิดชอบนโยบายทางทะเลของไทยที่ไม่รู้จะหยิบเครื่องมือไหนมาใช้ในยามวิกฤติ ความตายครั้งนี้ไม่ใช่ความลับ แต่คือความ “อับอาย” ของระบบราชการที่ปล่อยให้คนไทยต้องตายไปต่อหน้าต่อตา โดยไม่มีใครกล้าตัดสินใจในระดับนโยบาย
บทสรุป : ความจริงที่เจ็บปวดจาก “คนตักน้ำรดหัวตอ”
เหตุการณ์มยุรีนารีคือ “จุดตาย” ของคำกล่าวอ้างที่ว่า “ไทยได้ประโยชน์จากการเข้าเป็นภาคี UNCLOS” เพราะในวินาทีที่ชีวิตคนไทยต้องการความคุ้มครองตามหลักการ “Flag State” มากที่สุด รัฐกลับหายไปจากสมการความรับผิดชอบ โศกนาฏกรรมนี้ต้องถูกบันทึกไว้เป็นหน้าหลักของ “บันทึกความล้มเหลวที่มีค่า” เพื่อบอกคนรุ่นหลังว่า ตราบใดที่รัฐยังไม่มีความเข้าใจใน “อำนาจและหน้าที่” ของตนเองภายใต้กฎหมายทะเล (UNCLOS) อย่างถ่องแท้ “ธงไทย” ที่โบกสะบัดอยู่ท้ายเรือในทะเลสากล ก็เป็นเพียงผืนผ้าที่ไร้ความหมายในยามที่ชีวิตลูกเรือแขวนอยู่บนเส้นด้าย
……..
กฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982)
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) ในปี พ.ศ. 2554 ด้วยความหวังว่าจะใช้ “รัฐธรรมนูญทางทะเล” ฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการ “ปกป้องและรักษาสิทธิอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสร้างอำนาจต่อรองในเวทีสากล” อย่างไรก็ตาม ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับสะท้อนถึงสภาวะ “ได้แต่หน้าที่ แต่เสียสิทธิ” เนื่องจากรัฐไทยเลือกหยิบยกเพียงบางส่วนของอนุสัญญามาใช้เพื่อการควบคุม “คนในประเทศ” มากกว่าการส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ
ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง
1. สิทธิที่มีอยู่เดิมภายใต้กฎหมายใหม่ : การยืนยันที่ไม่นำไปสู่การขยายผล สิทธิอธิปไตยเหนือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และไหล่ทวีปนั้น ประเทศไทยมีสิทธิโดยชอบธรรมอยู่แล้วตามอนุสัญญากรุงเจนีวา 1958 และกฎหมายจารีตประเพณี การเข้าเป็นภาคี UNCLOS 1982 จึงควรเป็นการยกระดับความชัดเจนทางกฎหมายเพื่อ “รักษาสิทธิ” แต่รัฐไทยกลับใช้เวลา 15 ปีไปกับการตอบสนองต่อพันธกรณีสากล (เช่น เรื่อง IUU Fishing) จนลืมพันธกิจในการ “ปกป้องสิทธิของชาวเรือและชาวประมงไทย” ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก
2. การอุบัติของ “กฎหมายโบว์ดำ” และการขยายอำนาจนิยม ความล้มเหลวที่เด่นชัดที่สุดคือการตรา “พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562” ซึ่งแทนที่จะสร้าง “หน่วยงานพลเรือนเชิงบูรณาการ” ที่มีประสิทธิภาพ กลับกลายเป็นการจัดตั้ง “ศรชล. (ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล)” ในลักษณะ “กองทัพเรือที่ 2″ โครงสร้างนี้ “เน้นความมั่นคงทางการทหาร” เป็นที่ตั้ง บดบังมิติ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการทรัพยากร” แบบมีส่วนร่วม ทำให้ชาวเรือไทยกลายเป็น “ผู้ถูกควบคุม” มากกว่า “ผู้ได้รับการคุ้มครอง”
3. กรณีมยุรีนารี : บาดแผลของรัฐเจ้าของธง (Flag State) โศกนาฏกรรมเรือมยุรีนารีที่ถูกยิงและลอยเคว้งในเขตน่านน้ำอิหร่าน คือเครื่องพิสูจน์ความ “ล้มเหลว” ของรัฐไทยในฐานะ “รัฐเจ้าของธง” รัฐล้มเหลวในการใช้ช่องทางกฎหมายสากลเพื่อบีบบังคับหรือประสานงานกู้ภัยอย่างเร่งด่วน ปล่อยให้ลูกเรือ 3 ชีวิตต้องสังเวยชีวิตไปต่อหน้าต่อตา ทั้งที่มีสิทธิและกลไกภายใต้ “UNCLOS” ที่สามารถหยิบยกมาใช้ได้
4. การสูญเสียโอกาสในการใช้กลไกตุลาการสากล แม้วันนี้ไทยจะมีบุคลากรเป็น “ตุลาการในศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS)” แต่รัฐกลับไม่เคยใช้กลไกนี้เพื่อเยียวยาหรือปกป้องสิทธิของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การใช้สิทธิตามมาตรา 73 เพื่อขอให้ปล่อยเรือหรือลูกเรือโดยพลันเมื่อถูกต่างชาติจับกุมโดยมิชอบ การ “ขาดความกล้าหาญทางนโยบาย” ทำให้สิทธิที่มีอยู่ในกระดาษกลายเป็นสิทธิที่ไร้ค่าในทางปฏิบัติ และบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ (ITLOS, CLCS) เป็นเรื่องของ “ตัวบุคคลมากกว่ายุทธศาสตร์ชาติ”
5. สุญญากาศทางปัญญาและการขาดความต่อเนื่องของบุคลากร ในช่วง 15 ปีนี้ ไทยล้มเหลวในการสร้าง “กองทัพนักกฎหมายทะเล” รุ่นใหม่มาสืบทอดเจตนารมณ์ ผู้เชี่ยวชาญ “รุ่นบุกเบิก” ที่เข้าใจจิตวิญญาณของ UNCLOS ค่อยๆ หายไปจากระบบ เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่งการเมืองหรือกฎระเบียบที่ไร้ทิศทาง “ยุทธศาสตร์ชาติทางทะเลของไทย” จึงขาดความคมชัดและเท่าทันสถานการณ์โลก
ดังนั้น 15 ปีของการให้สัตยาบัน “UNCLOS” ของประเทศไทย คือภาพสะท้อนของการ “ตักน้ำรดหัวตอ” ของคนที่เคยเสนอแนะและท้วงติงต่อผู้บริหารระดับนโยบายของชาติ “น้ำ” คืออนุสัญญาที่ดีสากลยอมรับ แต่ “ตอไม้” คือระบบราชการและโครงสร้างอำนาจนิยมที่ไม่ได้ต้องการการเติบโตของ “เสรีภาพ สิทธิ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทางทะเลของชาติ หากไม่มีการให้ความสำคัญในระดับรัฐ ปฏิรูปโครงสร้างให้เป็นพลเรือน และเน้นการรักษาสิทธิเป็นตัวนำ “UNCLOS” จะยังคงเป็นเพียง “เครื่องประดับทางกฎหมาย” ที่รัฐไทยใช้บอกโลกว่เราเป็น “อารยะ” แต่คนไทยกลับ “ไม่ได้ประโยชน์ที่จับต้องได้จริง”


