Breakdown: 1975… เมื่ออเมริกามองเห็นรอยร้าวของตัวเองผ่านแผ่นฟิล์ม

Hesse004

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสดูสารคดี Breakdown: 1975 ทาง Netflix และต้องยอมรับว่าเป็นสารคดีที่ดูจบแล้วทำให้อยากกลับไปค้นหนังอเมริกันยุค 1970 มาดูใหม่อีกครั้ง

…ไม่ใช่เพราะสารคดีกำลังจัดอันดับว่าหนังเรื่องใดดีที่สุด แต่เพราะชวนเราตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับอเมริกาในเวลานั้น จนทำให้หนังที่สร้างออกมามีหน้าตาและอารมณ์แบบนั้น

สารคดีพาเรากลับไปมองสหรัฐอเมริกากลางทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่ความเชื่อหลายอย่างหลังสงครามโลกครั้งที่สองกำลังถูกตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่ว่ารัฐบาลรู้ว่ากำลังทำอะไร ประธานาธิบดีควรได้รับความไว้วางใจ กองทัพอเมริกันไม่มีวันแพ้ เศรษฐกิจจะเติบโตต่อไป และชีวิตของคนรุ่นลูกจะดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่เสมอ

หากมองอเมริกาหลังปี 1945 เราเห็นสังคมที่มี “เรื่องเล่าหลัก” ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ ประเทศที่ชนะสงคราม เศรษฐกิจเติบโต ชนชั้นกลางขยายตัว ครอบครัวมีบ้าน รถยนต์ และความหวัง ขณะที่รัฐและสถาบันต่างๆ ยังได้รับความเชื่อถือในฐานะผู้สร้างความมั่นคงให้กับสังคม

…นี่คือ Role Model ของมหาอำนาจ

แต่รอยร้าวเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ทั้ง Civil Rights Movement การประท้วงของคนหนุ่มสาว สงครามเวียดนาม การลอบสังหารผู้นำ ตลอดจนความขัดแย้งทางวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้อเมริกาเปลี่ยนในชั่วข้ามคืน หากแต่ค่อยๆ ทำให้ “ขนบเดิม” สูญเสียพลังในการอธิบายโลก

เมื่อมาถึงปี 1975 ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นดูเหมือนถูกเปิดเผยออกมาพร้อมกัน ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งปี Richard Nixon ต้องลาออกเพราะกรณี Watergate ขณะที่สงครามเวียดนามจบลงด้วยภาพการล่มสลายของไซ่ง่อน เศรษฐกิจเผชิญเงินเฟ้อและความไม่แน่นอน เมืองใหญ่หลายแห่งมีปัญหาอาชญากรรมและการคลัง ความรู้สึกมั่นใจจึงค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความสงสัย

ผู้เขียนมองพัฒนาการช่วงนี้อย่างง่ายๆ ว่า 1945–1960 คือ ช่วง Confidence, ทศวรรษ 1960 คือ เวลาที่ Questioning, ช่วง 1968–1974 คือ ช่วงแห่ง Disillusionment และ 1975 คือ Exposure หรือช่วงเวลาที่คนอเมริกันเริ่มมองเห็นรอยร้าวของประเทศตัวเองอย่างชัดเจนจนไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่เห็นได้อีกต่อไป

นี่เองที่ทำให้หนังอเมริกันยุค 1970 มีเสน่ห์อย่างมาก เพราะ Hollywood ในเวลานั้นไม่ได้สร้างเพียงโลกสวยเพื่อให้คนดูหลบหนีจากความจริง แต่กลับนำความไม่แน่นอนของสังคมขึ้นมาวางบนจอ

One Flew Over the Cuckoo’s Nest ตั้งคำถามต่ออำนาจของรัฐ Nashville เชื่อมการเมือง สื่อ และความบันเทิงเข้าด้วยกัน ขณะที่ Dog Day Afternoon ทำให้เราเห็นคนตัวเล็กๆ ที่กำลังดิ้นรนอยู่ในระบบขนาดใหญ่

แม้แต่ Jaws ซึ่งดูผิวเผินเป็นหนังฉลาม เราสามารถอ่านได้ในมิติของการบริหารความเสี่ยง ผู้มีอำนาจรู้ว่าภัยกำลังมา แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทำให้ไม่มีใครอยากยอมรับความจริงเร็วเกินไป ….หนังจึงไม่ได้เล่าเพียงเรื่องสัตว์ร้ายในทะเล หากยังสะท้อนปัญหาเรื่องการตัดสินใจของผู้มีอำนาจเมื่อข้อมูล ความเสี่ยง และผลประโยชน์ขัดแย้งกัน

อย่างไรก็ตาม หากต้องการเข้าใจปี 1975 ผู้เขียนคิดว่าไม่ควรจำกัดตัวเองเฉพาะหนังที่ออกฉายในปีนั้น แต่ควรมองช่วงประมาณ 1974–1976 เพราะ Death Wish ออกฉายในปี 1974 ขณะที่ Taxi Driver และ Network ตามมาในปี 1976 หนังเหล่านี้ล้วนพูดด้วยภาษาทางสังคมคล้ายกัน นั่นคือ ความไม่ไว้วางใจต่อระบบและรัฐ

Death Wish ของ Charles Bronson เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน Paul Kersey เริ่มต้นจากคนธรรมดา แต่เมื่อครอบครัวถูกทำร้ายและเขาไม่เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถคืนความยุติธรรมให้ได้ เขาจึงค่อยๆ กลายเป็น Vigilante หรือคนที่เลือกสร้างความยุติธรรมด้วยมือตัวเอง

ประเด็นที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่าเขาทำถูกหรือผิด หากคือ เหตุใดคนดูในยุคนั้นจึงพร้อมจะเข้าใจความโกรธของเขา

เมื่อมองจากวันนี้ เราจะเห็น DNA ของ Death Wish เดินทางมาไกล Robert McCall ใน The Equalizer ก็เป็นตัวละครประเภทเดียวกัน เพียงเปลี่ยนจาก “เหยื่อที่ออกมาปกป้องตัวเอง” ไปเป็น “ผู้มีความสามารถที่ออกมาปกป้องคนอ่อนแอ”

หนังต่างยุคกันแต่ยังตั้งคำถามคล้ายกันว่า ถ้าระบบยุติธรรมไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้ คนธรรมดาควรทำอย่างไร ตราบใดที่ยังมีช่องว่างระหว่าง Law กับ Justice ตัวละคร Vigilante ก็ยังคงมีพื้นที่อยู่ในจินตนาการของผู้ชม และยิ่งคนไม่ไว้วางใจตำรวจ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจมากเท่าใด ตัวละครที่เดินออกนอกระบบก็ยิ่งได้รับความเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น

อีกประเด็นหนึ่งที่สารคดีทำให้ผู้เขียนนึกถึงคือความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่น คนรุ่นที่ผ่าน Great Depression และสงครามโลกครั้งที่สองเติบโตมากับวินัย การเสียสละ หน้าที่ และความเชื่อมั่นต่อสถาบัน ขณะที่ลูกหลานของพวกเขาเติบโตมากับ Vietnam การประท้วง Watergate และความขัดแย้งในสังคม คนสองรุ่นจึงไม่ได้เพียงฟังเพลงหรือแต่งตัวต่างกัน แต่มีวิธีตัดสินว่า “อะไรคือความจริง” แตกต่างกัน

เมื่อโลกเปลี่ยน พระเอกในหนังก็เปลี่ยนตามไปด้วย พระเอกไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีสมบูรณ์แบบที่ออกมาปกป้องระบบอีกต่อไป เขาอาจเป็น Antihero เป็น Outsider เป็นคนขี้แพ้ เป็นคนที่มีบาดแผล หรือเป็นคนธรรมดาที่ไม่เชื่อว่าระบบจะช่วยเขาได้ บางครั้งตัวละครเหล่านี้ไม่ได้รักษาระบบ แต่กำลังหนีจากระบบ ต่อสู้กับระบบ หรือพยายามค้นหาว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้ควบคุมระบบอยู่กันแน่

ดังนั้น ปี 1975 ไม่ใช่ปีที่อเมริกาเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แต่เป็นปีที่คนอเมริกันเริ่มมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศของตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเชื่ออีกต่อไปแล้ว

หนังในยุคนั้นจึงมีคุณค่ามากกว่าความบันเทิง เพราะทำหน้าที่คล้ายกระจกที่สะท้อนความกลัว ความโกรธ ความสับสน และการสูญเสียความเชื่อมั่นของสังคม

สิ่งที่ทำให้ Breakdown: 1975 ร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด คือ อีกห้าสิบปีต่อมา โลกเรายังถามคำถามคล้ายเดิม เรายังคงสงสัยรัฐบาล กังวลต่อสงคราม เผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เห็นความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่น ขณะที่ AI, Climate Change และเทคโนโลยีใหม่กำลังท้าทายสิ่งที่เราเคยเชื่อเกี่ยวกับการทำงาน สังคม และอนาคต

บางทีในปี 2075 อาจมีใครสร้างสารคดีมองย้อนกลับมายังช่วงกลางทศวรรษ 2020 แล้วถามคนในยุคนั้นเช่นเดียวกันว่า พวกเขารู้หรือยังว่าโลกเดิมกำลังสิ้นสุดลง หรือกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยที่ยังมองเห็นมันไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับคนอเมริกันในปี 1975

Breakdown: 1975 | Official Trailer | Netflix