เมื่อน้ำท่วมน่าน ความรับผิดชอบควรไหลไปถึงใคร

กฤษฎา บุญชัย

ที่มาภาพ : มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

น้ำท่วมที่พาเรากลับมามองทั้งลุ่มน้ำ

ช่วงวันที่ 19 ถึง 20 สิงหาคม 2569 ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน ข้อมูลที่ไทยพีบีเอสรวบรวมจากหน่วยงานในพื้นที่ ณ วันที่ 20 สิงหาคม ระบุว่า ในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมง อำเภอปัวมีฝนสะสมถึง 339.6 มิลลิเมตร เหตุการณ์ขยายไปอย่างน้อย 4 อำเภอ 21 ตำบล 72 หมู่บ้าน เฉพาะอำเภอปัวมีประชาชนได้รับผลกระทบราว 4,000 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และโรงพยาบาลน่านต้องลดบริการบางส่วนชั่วคราว ภาพบ้านเรือน ถนน เรือกสวน และพื้นที่เกษตรที่จมอยู่ใต้น้ำ ทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า ป่าต้นน้ำของน่านเกิดอะไรขึ้น และใครควรรับผิดชอบ

คำถามนี้มีความสำคัญ ทว่าคำตอบที่รีบพุ่งไปหาชาวบ้านบนภูเขามักทำให้เราเห็นเพียงส่วนที่อยู่ใกล้สายตา น้ำท่วมเกิดจากความสัมพันธ์ของฝนสุดขั้ว ภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น สภาพป่าและดิน การใช้ที่ดิน ลำน้ำ พื้นที่รับน้ำ ถนน เมือง และความเปราะบางของผู้คนทั้งลุ่มน้ำ ป่าที่สมบูรณ์ช่วยชะลอน้ำ รักษาดิน และประคองวงจรน้ำได้มาก แต่ย่อมรับฝนมหาศาลทุกระดับไว้ไม่ได้ การโยนเหตุทั้งหมดขึ้นไปบนภูเขาจึงบดบังทั้งความซับซ้อนทางนิเวศและความเหลื่อมล้ำทางสังคม

กรมป่าไม้รายงานว่าในปี 2568 จังหวัดน่านยังมีพื้นที่ป่า 4,625,990 ไร่ หรือร้อยละ 61.02 ของพื้นที่จังหวัด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 31.43 เกือบเท่าตัว น่านจึงอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีสัดส่วนป่าสูงที่สุดของประเทศ ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ลบล้างการสูญเสียป่าที่เคยเกิดขึ้น และไม่ควรถูกใช้ปลอบใจจนละเลยพื้นที่เสื่อมโทรม ทว่ามันช่วยแก้ภาพจำที่ทำให้น่านทั้งจังหวัดถูกย่อเหลือเพียงคำว่าภูเขาหัวโล้น และช่วยให้เราถามอย่างเป็นธรรมขึ้นว่า เหตุใดจังหวัดซึ่งยังรักษาป่าไว้กว่าครึ่งค่อนจังหวัดจึงถูกคาดหวัง ถูกควบคุม และถูกตำหนิมากกว่าผู้ได้รับประโยชน์จากผืนป่าเหล่านั้น

ตัวเลขระยะยาวทำให้เห็นภาพที่ละเอียดกว่า งานศึกษาการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าน่านพบว่า ระหว่างปี 2530 ถึง 2548 ป่าลดลงเฉลี่ยราว 20,300 ไร่ต่อปี และระหว่างปี 2548 ถึง 2554 อัตราการลดลงเร่งขึ้นเป็นราว 48,600 ไร่ต่อปี ก่อนจะชะลอลงและค่อนข้างทรงตัวในช่วงหลังปี 2558 ส่วนข้อมูลกรมป่าไม้ระยะใกล้แสดงว่าปี 2566 น่านมีป่าราว 4.629 ล้านไร่ ปี 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 7,500 ไร่ แล้วปี 2568 ลดลงประมาณ 10,400 ไร่ เมื่อรวมสามปี พื้นที่ป่าลดสุทธิราว 2,850 ไร่ หรือเพียงร้อยละ 0.06 ตัวเลขรายปีจึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะสะท้อนทั้งการเปลี่ยนแปลงจริง ฤดูกาล และวิธีจำแนกภาพถ่ายดาวเทียม ไม่อาจใช้เป็นมาตรวัดคุณธรรมของคนทั้งจังหวัด

ช่วงที่ป่าลดเร็วหลังปี 2548 สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างรุนแรงของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูง ถนน ตลาดรับซื้อ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี สินเชื่อ และนโยบายราคาประกอบกันเป็นแรงผลักเดียวกัน เมื่อช่วงต่อมาพื้นที่ป่าดูดีขึ้น ปัจจัยก็มีหลายด้าน ทั้งมาตรการรัฐที่เข้มขึ้น ราคาพืชและการใช้ที่ดินที่เปลี่ยนไป การฟื้นฟูป่า และงานอนุรักษ์ของชุมชนท้องถิ่น การชะลอการสูญเสียจึงเป็นผลของความเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ มากกว่าจะเป็นเรื่องที่ชุมชนเพิ่งสำนึกดีขึ้นหลังถูกกดดัน

จากภูเขาข้าวโพดถึงอุตสาหกรรมอาหาร

ข้าวโพดบนภูเขามีเจ้าของแปลงที่มองเห็นได้ แต่มีผู้สร้างเงื่อนไขอีกหลายชั้นซึ่งมักหายไปจากเรื่องเล่า งานศึกษาพื้นที่สูงระบุว่า พื้นที่ข้าวโพดของน่านเพิ่มจากราว 293,000 ไร่ในปี 2548 เป็นราว 793,000 ไร่ในปี 2559 การขยายตัวระดับนี้เกิดขึ้นในเวลาที่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเคยประเมินว่าความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศอยู่ราว 8.37 ล้านตันต่อปี ข้าวโพดจึงเชื่อมจากไร่บนพื้นที่ลาดชันเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ โรงงานแปรรูป ซูเปอร์มาร์เก็ต และตลาดส่งออก

เกษตรกรมีส่วนตัดสินใจว่าจะปลูกอะไรและใช้พื้นที่อย่างไร ทว่าการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นภายในโลกที่ทางเลือกถูกจัดวางไว้แล้ว พืชบางชนิดมีคนรับซื้อ มีสินเชื่อและปัจจัยการผลิตพร้อม ขณะที่เกษตรทางเลือกต้องหาตลาดเอง ใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน และรับความเสี่ยงแทบทั้งหมด เมื่อราคาตกหรือผลผลิตเสียหาย หนี้ยังอยู่กับครัวเรือน เมื่อดินเสื่อม น้ำขุ่น หรือเกิดข้อพิพาทเรื่องป่า ต้นทุนก็อยู่กับชุมชน ส่วนบริษัทที่ควบคุมเมล็ดพันธุ์ อาหารสัตว์ การแปรรูป และตลาด สามารถกระจายความเสี่ยงและรักษากำไรได้มากกว่า

นี่คือการแลกเปลี่ยนทางนิเวศที่ไม่เท่าเทียม ต้นทุนของการผลิตถูกทิ้งไว้กับผืนดิน น้ำ ป่า และแรงงานในพื้นที่ต้นทาง ขณะที่มูลค่าเดินทางออกไปตามห่วงโซ่สินค้า ผู้บริโภคในเมืองได้รับเนื้อสัตว์ราคาที่ดูเข้าถึงได้ อุตสาหกรรมได้รับรายได้จากตลาดในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปที่ผูกกับตลาดโลกสูง ส่วนสังคมร่วมกันจ่ายค่าฟื้นฟูป่า รับมือหมอกควัน น้ำท่วม ภัยแล้ง และความเสียหายจากภูมิอากาศ ราคาหน้าร้านจึงบอกต้นทุนของอาหารเพียงบางส่วน

ข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติในปี 2566 ชี้ว่าระบบเกษตรและอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 32 ของการปล่อยทั่วโลก โดยภาคปศุสัตว์เป็นองค์ประกอบเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดราว 4.3 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การมองข้าวโพดน่านจึงควรมองให้ไกลกว่าขอบแปลงและขอบจังหวัด เพราะพื้นที่ผลิตอาหารสัตว์บนภูเขาเชื่อมอยู่กับระบบอาหารที่ใช้ที่ดิน น้ำ พลังงาน และบรรยากาศของโลกเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

เมื่อความรับผิดชอบถูกเขียนกว้าง ๆ ว่าทุกคนต้องช่วยกันดูแลน้ำและป่า ผู้ที่มีอำนาจไม่เท่ากันจะดูเหมือนมีภาระเท่ากัน ชาวบ้านที่ถูกมองเห็นง่ายกลายเป็นผู้ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขณะที่ทุนซึ่งออกแบบห่วงโซ่อุปทาน กำหนดมาตรฐานรับซื้อ และได้รับกำไรมากที่สุดกลับกลายเป็นเพียงผู้สนับสนุนโครงการสีเขียว ความรับผิดชอบของอุตสาหกรรมอาหารจึงต้องระบุให้ชัดตามส่วนที่ก่อผลกระทบ ส่วนที่ได้รับประโยชน์ อำนาจในการกำหนดระบบ และความสามารถในการแก้ไขเยียวยา

ความเป็นธรรมต้องไหลย้อนตามสายธารของผลประโยชน์

ความเป็นธรรมทางนิเวศเริ่มจากการยอมรับว่าพื้นที่แต่ละแห่งมีบทบาทต่างกัน คนต้นน้ำย่อมมีความรับผิดชอบใกล้ชิดต่อป่า ดิน และลำห้วย เพราะการกระทำของเขาสัมผัสระบบต้นน้ำโดยตรง ความรับผิดชอบที่มากขึ้นต้องเดินคู่กับสิทธิที่มั่นคง อำนาจตัดสินใจ งบประมาณ ความรู้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากสังคมขอให้คนต้นน้ำรักษาป่าเพื่อคนอื่นทั้งลุ่มน้ำ สังคมก็มีหน้าที่ทำให้การรักษาป่าเป็นชีวิตที่อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

คนปลายน้ำ เมืองที่อยู่ไกลน้ำ ผู้ใช้น้ำรายใหญ่ และผู้บริโภคทรัพยากรจากพื้นที่ต้นน้ำ มีหน้าที่อีกแบบหนึ่ง พวกเขาต้องลดการใช้เกินจำเป็น ลดมลพิษ รักษาพื้นที่ชุ่มน้ำและทางน้ำหลาก ไม่สร้างเมืองขวางทางน้ำ และร่วมจ่ายต้นทุนการดูแลลุ่มน้ำ ผู้บริโภคยังมีส่วนเปลี่ยนความต้องการอาหารซึ่งย้อนกลับไปกำหนดการใช้ที่ดิน ขณะที่รัฐต้องจัดสรรงบประมาณตามความสัมพันธ์ของลุ่มน้ำ มากกว่ากระจายภาระตามเส้นเขตจังหวัดซึ่งเป็นเพียงขอบเขตการปกครอง

ความเสมอภาคแบบหารเท่ากันจึงอาจสร้างความอยุติธรรมได้ จังหวัดที่มีป่าน้อยจากการขยายเมืองและอุตสาหกรรมอาจรับภาระอนุรักษ์น้อย ส่วนจังหวัดที่ยังมีป่ามากกลับถูกจำกัดการพัฒนาและถูกตรวจตราหนักขึ้น ความเป็นธรรมที่สอดคล้องกับนิเวศต้องพิจารณาทั้งภาระที่แต่ละพื้นที่แบกรับ ประโยชน์ที่ผู้คนได้รับ และอำนาจที่แต่ละฝ่ายมีในการกำหนดชะตาของทรัพยากร

แนวคิดการจ่ายค่าบริการทางนิเวศและ Nature Positive สามารถช่วยจัดความสัมพันธ์นี้ใหม่ได้ เมื่อกำหนดผู้จ่ายและผู้รับอย่างเป็นธรรม ผู้จ่ายควรรวมถึงบริษัทอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมปศุสัตว์และอาหารแปรรูป ผู้ใช้น้ำรายใหญ่ เมืองปลายน้ำ และรัฐซึ่งได้รับประโยชน์จากความมั่นคงของลุ่มน้ำ ผู้ได้รับเงินควรเป็นชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ดูแลป่าชุมชน และเกษตรกรที่เปลี่ยนผ่านออกจากพืชเชิงเดี่ยว เงินส่วนหนึ่งควรเป็นค่าฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมา อีกส่วนเป็นค่าตอบแทนการดูแลอย่างต่อเนื่อง และอีกส่วนเป็นการแบ่งปันประโยชน์จากน้ำ คาร์บอน การท่องเที่ยว และทรัพยากรที่ระบบนิเวศสร้างขึ้น

เครื่องมือเหล่านี้จะมีความหมายเมื่อวางลำดับความรับผิดชอบให้ถูกต้อง ผู้ประกอบการต้องหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบในกระบวนการผลิตของตนก่อน ฟื้นฟูพื้นที่ที่เสียหาย แล้วจึงชดเชยส่วนที่เหลืออยู่ การจ่ายเงินไม่ควรกลายเป็นใบอนุญาตให้ทำลายต่อ หรือเปลี่ยนชุมชนให้เป็นผู้รับจ้างแบกภาระสีเขียวแทนบริษัท สิทธิในที่ดิน ความยินยอมโดยสมัครใจและได้รับข้อมูลรอบด้าน การร่วมกำหนดกติกา และการเปิดเผยข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน จึงต้องมาก่อนตลาดบริการระบบนิเวศทุกประเภท

คืนสิทธิให้ชุมชน คืนชีวิตให้ธรรมชาติ

สิทธิชุมชนมีความหมายเต็มที่เมื่อชุมชนมีผืนดินรองรับความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ความไม่แน่นอนว่าจะถูกจับกุม ขับไล่ หรือสูญเสียพื้นที่ทำกิน ทำให้การวางแผนฟื้นฟูป่าและเกษตรในระยะยาวเกิดขึ้นได้ยาก นโยบายโฉนดชุมชนจึงสำคัญ เพราะรับรองสิทธิแบบรวมหมู่ เปิดให้ชุมชนกำหนดเขตอยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน ป่าชุมชน แหล่งน้ำ และพื้นที่ทางจิตวิญญาณด้วยกติกาที่ร่วมกันสร้าง พร้อมคุ้มครองที่ดินจากการเก็งกำไรและการรวบไปสู่ทุนภายนอก

นโยบายโฉนดชุมชนควรดำเนินอย่างต่อเนื่องและขยายผลจากพื้นที่นำร่องไปสู่ชุมชนที่มีประวัติการอยู่อาศัยและดูแลทรัพยากรมายาวนาน ในเดือนสิงหาคม 2569 สำนักนายกรัฐมนตรีรายงานถึงการหารือเพื่อยกระดับการจัดการที่ดินรูปแบบนี้ภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ความก้าวหน้าจึงควรวัดจากสิทธิที่มั่นคงในพื้นที่จริง การคลี่คลายข้อพิพาท และงบประมาณที่เชื่อมการจัดการที่ดินเข้ากับการฟื้นฟูป่าพื้นถิ่น ระบบน้ำ เกษตรนิเวศ และรายได้ของชุมชน

พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เป็นฐานทางกฎหมายอีกส่วนหนึ่งที่ต้องทำให้มีชีวิต กฎหมายนี้เปิดพื้นที่ให้รัฐรับรองศักดิ์ศรี สิทธิทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สำหรับน่าน การคุ้มครองควรครอบคลุมภาษา พิธีกรรม เมล็ดพันธุ์ ไร่หมุนเวียน ป่าศักดิ์สิทธิ์ ความรู้เรื่องน้ำ และระบบเครือญาติ เพราะทั้งหมดประกอบกันเป็นวิถีชีวิตเดียว การคุ้มครองวัฒนธรรมจึงต้องไปถึงฐานที่ดินและทรัพยากรซึ่งทำให้วัฒนธรรมนั้นดำรงอยู่ได้

สิทธิของธรรมชาติช่วยขยายความเข้าใจให้ลึกลงไปอีก ป่าและแม่น้ำมีคุณค่าในตัวเอง มีสิทธิที่จะดำรงอยู่ ฟื้นตัว และทำหน้าที่ทางนิเวศ ชุมชนผู้ดูแลจึงทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมปกป้องความสัมพันธ์ของชีวิต มากกว่าจะเป็นเจ้าของธรรมชาติแบบเบ็ดเสร็จ สิทธิชุมชนและสิทธิของธรรมชาติหนุนเสริมกันเมื่อชุมชนมีอำนาจดูแล และธรรมชาติมีหลักประกันว่าจะไม่ถูกลดรูปเป็นเพียงทรัพย์สินหรือวัตถุดิบ

ด้วยเหตุนี้ คาร์บอนเครดิตป่าไม้ที่ใช้จำนวนตันคาร์บอนเป็นเข็มทิศจึงมีข้อจำกัดอย่างสำคัญ มันอาจจูงใจให้เกิดฟาร์มต้นไม้เชิงเดี่ยวที่โตเร็ว วัดง่าย และขายเครดิตได้ ขณะที่ระบบนิเวศซึ่งรับมือภูมิอากาศสุดขั้วต้องอาศัยป่าพื้นถิ่นหลายชั้น ความหลากหลายของพันธุกรรม พืช สัตว์ เห็ดรา ดิน น้ำ และความรู้ทางวัฒนธรรม ตลาดคาร์บอนนับป่าเป็นตัน ขณะที่ชุมชนรับรู้ป่าผ่านความสัมพันธ์ของชีวิต คาร์บอนจึงควรเป็นผลร่วมจากการฟื้นฟู โดยให้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศเป็นเป้าหมายที่จัดระเบียบป่าทั้งผืน

ปัญหาทั้งหมดจะขยับเพียงเล็กน้อยหากโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารบนฐานอาหารสัตว์ยังเหมือนเดิม การเปลี่ยนแปลงที่จริงจังต้องทำให้บริษัทตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบถึงแปลงผลิต เปิดเผยผลกระทบด้านป่า สิทธิชุมชน สารเคมี และก๊าซเรือนกระจก รับผิดชอบค่าฟื้นฟูเต็มตามต้นทุนทางสังคมและนิเวศ สร้างสัญญาและราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ลดการผูกขาด และร่วมลงทุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เกษตรนิเวศ พืชอาหารสัตว์ที่เหมาะกับท้องถิ่น และความหลากหลายของระบบผลิต ทิศทางอุตสาหกรรมปศุสัตว์ต้องอยู่ภายในขีดจำกัดของดิน น้ำ ภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ มากกว่าขยายปริมาณเพื่อการแข่งขันและการส่งออกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อนาคตของน่านจึงอยู่ที่สัญญาทางสังคมฉบับใหม่ คนต้นน้ำมีสิทธิและทรัพยากร คนปลายน้ำร่วมรับผิดชอบ ผู้ได้กำไรจ่ายคืน ธรรมชาติมีพื้นที่ฟื้นตัว เมื่อภาระไหลย้อนถึงผู้มีอำนาจ และสิทธิไหลกลับสู่ผู้ดูแลต้นน้ำ สังคมไทยจึงก้าวสู่ความเกื้อกูลและรู้ว่ามนุษย์อยู่ในสายใยเดียวกับป่า แม่น้ำ และสรรพชีวิตตลอดทั้งลุ่ม