OECD Now & Next EP.6 : เมื่อไทยเข้า OECD แล้ว ธุรกิจจะเจออะไร? SMEs ต้องเตรียมตัวอะไร?

ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์

หากมีกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับทั้งโอกาสและแรงกระทบจากการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างชัดเจน กลุ่มนั้นก็คือ คนทำธุรกิจ เพราะเมื่อประเทศไทยยกระดับกติกาและมาตรฐานในหลายด้าน ธุรกิจก็เป็นทั้งผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกติกาที่ดีขึ้น และผู้ที่ต้องปรับตัวตามกติกาใหม่ไปพร้อมกัน

จากที่ผมมีโอกาสพูดเรื่อง OECD อยู่หลายครั้ง คำถามที่ได้ยินบ่อยไม่ได้มีเพียงว่า ธุรกิจจะได้อะไร แต่แทบจะตามมาด้วยคำถามว่า แล้วเราต้องทำอะไรเพิ่มหรือเปล่า ซึ่งสองคำถามนี้สะท้อนสองด้านของเรื่องเดียวกันได้ดี ด้านหนึ่งคือโอกาสจากตลาดที่กว้างขึ้น ความน่าเชื่อถือที่มากขึ้น และกติกาที่เป็นสากลขึ้น แต่อีกด้านคือมาตรฐานที่สูงขึ้น ความรับผิดชอบที่มากขึ้น และต้นทุนในการปรับตัวที่อาจตามมา

พูดง่าย ๆ คือ สนามอาจดีขึ้น แต่กติกาการเล่นก็สูงขึ้นด้วย

เมื่อสนามดีขึ้น ธุรกิจก็มีโอกาสมากขึ้น

เวลาพูดถึงประโยชน์ของการเข้า OECD ต่อภาคธุรกิจ หลายคนมักนึกถึงการลงทุนจากต่างประเทศเป็นเรื่องแรก และอาจคาดหวังว่าเมื่อประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD นักลงทุนจะเชื่อมั่นมากขึ้น เงินลงทุนจะไหลเข้ามามากขึ้น และบริษัทไทยจะเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เรื่องเหล่านี้มีความเป็นไปได้ แต่คงต้องระมัดระวังที่จะไม่สรุปง่ายเกินไปว่า “เข้า OECD = การลงทุนเพิ่ม” เพราะนักลงทุนไม่ได้ตัดสินใจจากการเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังดูทั้งขนาดตลาด ต้นทุน โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงปัจจัยอีกมากมาย

สิ่งที่ OECD สามารถช่วยได้มากกว่า คือการทำให้สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจมีความน่าเชื่อถือขึ้น ลองคิดในมุมของบริษัทที่กำลังจะลงทุนสร้างโรงงานซึ่งอาจต้องใช้เวลา 10 หรือ 20 ปีกว่าจะคืนทุน สิ่งที่เขาอยากรู้คงไม่ใช่เพียงว่า วันนี้ประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่าไร แต่ยังอยากรู้ว่าอีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้า กติกาจะเปลี่ยนอย่างไร ใบอนุญาตจะออกตามเวลาหรือไม่ หน่วยงานรัฐแต่ละแห่งตีความกฎหมายเหมือนกันหรือเปล่า การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมหรือไม่ และหากเกิดข้อพิพาทจะสามารถพึ่งพากระบวนการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนทำธุรกิจ ความไม่แน่นอนก็คือต้นทุนอย่างหนึ่ง

นี่เป็นเหตุผลที่ OECD ให้ความสำคัญกับคุณภาพของกฎระเบียบ โดย Recommendation of the Council on Regulatory Policy and Governance วางหลักสำคัญว่า…

ก่อนที่รัฐจะออกกฎใหม่ ควรรู้ก่อนว่ากำลังแก้ปัญหาอะไร กฎนั้นจำเป็นจริงหรือไม่ ใครได้ประโยชน์ ใครต้องแบกรับต้นทุน และมีวิธีอื่นที่สร้างภาระน้อยกว่าหรือไม่

หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้กันคือ Regulatory Impact Assessment หรือ RIA ซึ่งประเทศไทยเองก็นำมาใช้แล้ว หลักคิดไม่ได้ซับซ้อน คือก่อนจะเพิ่มกฎอีกหนึ่งข้อให้ประชาชนหรือธุรกิจทำตาม รัฐควรตอบให้ได้ก่อนว่า กฎนั้นสร้างประโยชน์มากกว่าต้นทุนจริงหรือไม่

สำหรับคนทำธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะกฎที่ดีควรช่วยให้ตลาดทำงานได้ดีขึ้น โดยไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น หากการเข้า OECD ช่วยผลักดันให้กฎที่ไม่จำเป็นลดลง ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนน้อยลง และการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจได้ แม้จะไม่ได้ปรากฏออกมาเป็นตัวเลขสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงก็ตาม

OECD ยังมีมาตรฐานด้านอื่นที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ เช่น Codes of Liberalisation ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนและบริการระหว่างประเทศ และ G20/OECD Principles of Corporate Governance ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ถือหุ้น ความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท การเปิดเผยข้อมูล และการคุ้มครองผู้ลงทุน แม้ชื่อเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องของนักกฎหมายหรือนักการเงิน

แต่ปลายทางค่อนข้างตรงไปตรงมา คือทำให้คนที่จะนำเงินมาลงทุนมั่นใจได้มากขึ้นว่า สนามนี้มีกติกาที่ไว้ใจได้

หากประเทศไทยทำเรื่องเหล่านี้ได้ดี ธุรกิจไทยเองก็มีโอกาสได้ประโยชน์ ทั้งการเข้าถึงเงินทุน การหาพันธมิตรต่างประเทศ การออกไปลงทุน หรือการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตระดับโลก แต่ประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะประเทศไทยมีคำว่า OECD อยู่ข้างชื่อประเทศ นักลงทุนและคู่ค้าไม่ได้ซื้อ “ตรา OECD” หากซื้อความเชื่อมั่นว่า กติกาของประเทศนี้เชื่อถือได้ และบริษัทที่อยู่ในประเทศนี้ทำธุรกิจบนมาตรฐานที่เชื่อถือได้จริง

แต่การยกระดับมาตรฐานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับภาครัฐเท่านั้น ภาคธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย ตั้งแต่วิธีบริหารบริษัท การดูแลแรงงานและสิ่งแวดล้อม การป้องกันการทุจริต ไปจนถึงความรับผิดชอบที่มีต่อคู่ค้าและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต

เมื่อความรับผิดชอบไม่ได้หยุดอยู่แค่รั้วบริษัท

หากถามผมว่า เรื่องไหนของ OECD ที่ภาคธุรกิจไทยควรเริ่มทำความรู้จักตั้งแต่วันนี้ หนึ่งในเรื่องแรก ๆ ที่ผมนึกถึงคือ Responsible Business Conduct (RBC) หรือ การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ชื่ออาจฟังดูเป็นศัพท์เฉพาะ แต่หลักคิดจริง ๆ ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น นั่นคือ วันนี้บริษัทไม่ได้ถูกมองเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบริษัทเท่านั้น แต่ยังถูกมองไปถึง วิธีที่บริษัททำธุรกิจ ด้วย

ที่ผ่านมา เวลาพูดถึงความรับผิดชอบของธุรกิจ หลายคนอาจนึกถึง CSR เช่น การปลูกป่า บริจาคเงินให้โรงเรียน หรือทำกิจกรรมเพื่อชุมชน สิ่งเหล่านั้นยังมีคุณค่า แต่โลกปัจจุบันกำลังถามธุรกิจด้วยคำถามที่ลึกกว่าเดิมว่า คุณปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไร วัตถุดิบมาจากไหน กระบวนการผลิตสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ในขั้นตอนการผลิตหรือไม่ มีระบบป้องกันการติดสินบนอย่างไร หรือข้อมูลที่ให้กับผู้บริโภคตรงกับความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

OECD มีแนวทางสำคัญในเรื่องนี้ คือ OECD Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านการติดสินบน ผู้บริโภค ไปจนถึงการแข่งขันและภาษี แม้ชื่อจะระบุถึงบริษัทข้ามชาติ แต่ในโลกธุรกิจจริง บริษัทหนึ่งไม่ได้ดำเนินธุรกิจอยู่เพียงลำพัง หากเชื่อมโยงกับคู่ค้าอีกจำนวนมาก OECD จึงมี Due Diligence Guidance for Responsible Business Conduct[1]  เพื่อช่วยนำหลักเหล่านี้ไปใช้จริง โดยเน้นการตรวจสอบและจัดการความเสี่ยงตามระดับความสำคัญ หรือพูดง่าย ๆ ว่า รู้ว่าความเสี่ยงสำคัญอยู่ตรงไหน แล้วจัดการเรื่องที่สำคัญก่อน

นั่นไม่ได้หมายความว่าบริษัทต้องรับผิดแทนทุกอย่างที่คู่ค้าทำ แต่อย่างน้อยต้องรู้ว่าห่วงโซ่อุปทานของตัวเองมีความเสี่ยงอะไร และเมื่อพบปัญหาสำคัญจะจัดการอย่างไร เพราะฉะนั้น การบอกว่าเรื่องนี้เกิดที่คู่ค้า ไม่ได้เกิดที่บริษัทของตน อาจไม่เพียงพออีกแล้ว

และ RBC ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวที่ธุรกิจต้องเตรียมตัว ยังมีทั้ง OECD Anti-Bribery Convention ที่ยกระดับความรับผิดชอบเรื่องการติดสินบนในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ รวมถึง Pillar Two หรือ Global Minimum Tax ซึ่งกำหนดให้กลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เสียภาษีในอัตราที่แท้จริงไม่น้อยกว่า 15% โดยประเทศไทยเริ่มใช้กติกานี้แล้วตั้งแต่ปี 2568

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การเข้า OECD ไม่ได้มีเพียงด้านที่ทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจดีขึ้น แต่ธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวตามมาตรฐานที่สูงขึ้นด้วย

จากเดิมที่อาจถามเพียงว่า บริษัททำผิดกฎหมายหรือไม่? วันนี้คำถามกำลังกว้างขึ้นว่า บริษัททำธุรกิจอย่างรับผิดชอบเพียงพอหรือไม่?

แน่นอนว่าการปรับตัวมีต้นทุน แต่สำหรับธุรกิจที่เตรียมพร้อมได้เร็ว มาตรฐานที่สูงขึ้นก็อาจกลายเป็นความน่าเชื่อถือและความได้เปรียบในการแข่งขันได้เช่นกัน

แล้วถ้าคุณเป็น SMEs ล่ะ?

สำหรับ SMEs ผมคิดว่าเรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะผลจากมาตรฐาน OECD อาจเดินทางมาถึงธุรกิจของคุณ โดยที่คุณไม่เคยต้องอ่านเอกสาร OECD แม้แต่หน้าเดียว บริษัทขนาดใหญ่อาจติดตามมาตรฐานเหล่านี้ผ่านฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายความยั่งยืน หรือฝ่ายกำกับดูแลคอยติดตามมาตรฐานเหล่านี้โดยตรง แต่สำหรับ SMEs ผลกระทบอาจมาในอีกรูปแบบหนึ่ง

วันหนึ่ง OECD อาจไม่ใช่คนที่มาบอกว่าคุณต้องทำอะไร หน่วยงานรัฐก็อาจไม่ใช่คนที่มาถาม แต่คนที่ถามคุณก่อนอาจเป็น ลูกค้าของคุณ

สมมติว่าคุณมีโรงงานขนาดเล็กผลิตชิ้นส่วนให้บริษัทญี่ปุ่น มีพนักงาน 50 คน ไม่ได้ส่งออกเอง และไม่เคยต้องรู้ว่า OECD Guidelines คืออะไร วันหนึ่งลูกค้ารายใหญ่ส่งแบบสอบถามมาให้กรอกว่า โรงงานใช้พลังงานเท่าไร วัตถุดิบมาจากไหน มีนโยบายด้านแรงงานหรือไม่ มีมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างไร หรือมีช่องทางให้พนักงานร้องเรียนหรือเปล่า คำถามเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากกฎหมายไทยโดยตรง แต่เกิดขึ้นเพราะลูกค้าของคุณเองกำลังถูกคาดหวังให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานของเขา

เมื่อบริษัทใหญ่ต้องทำ Due Diligence หรือการตรวจสอบความเสี่ยงของธุรกิจและคู่ค้า บริษัทเหล่านั้นจึงต้องย้อนกลับมาดูคู่ค้าของตัวเอง และคู่ค้าก็อาจต้องย้อนกลับไปดูคู่ค้าอีกทอดหนึ่ง มาตรฐานจึงค่อย ๆ ไหลลงมาตามห่วงโซ่การผลิต

นี่คือทั้งโอกาสและความเสี่ยงของ SMEs ไทยในเวลาเดียวกัน เพราะ SMEs ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้ามีคุณภาพ กระบวนการผลิตตรวจสอบได้ ดูแลแรงงานอย่างเหมาะสม และดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ย่อมมีโอกาสเข้าไปอยู่ใน supply chain ของบริษัทระดับโลกได้มากขึ้น จากเดิมที่ต้องแข่งขันด้วยราคา ก็อาจแข่งขันด้วยมาตรฐานและความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง การปรับตัวตามมาตรฐานที่สูงขึ้นย่อมมีต้นทุน และสำหรับ SMEs ต้นทุนนั้นอาจหนักกว่าบริษัทใหญ่ เพราะ กฎเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าต้นทุนเท่ากัน บริษัทใหญ่อาจมีทั้งฝ่ายกฎหมาย ฝ่าย ESG หรือฝ่ายกำกับดูแลคอยดูแลเรื่องเหล่านี้ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก เจ้าของคนเดียวอาจต้องทำตั้งแต่หาลูกค้า ดูแลพนักงาน ไปจนถึงคุยกับธนาคาร หากต้องปรับระบบหรือทำตามข้อกำหนดใหม่เหมือนกัน ภาระที่เกิดขึ้นย่อมไม่เท่ากัน

ความท้าทายจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างมาตรฐานที่สูงขึ้นกับภาระในการปรับตัวของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีขนาดและความพร้อมแตกต่างกัน แนวคิดอย่าง risk-based due diligence หรือ SME Test ก็ช่วยให้เราเห็นว่า การยกระดับมาตรฐานไม่จำเป็นต้องหมายถึงการให้ทุกธุรกิจปรับตัวในแบบเดียวกัน เพราะจุดสำคัญไม่ใช่การลดมาตรฐานลง แต่คือ การทำให้ธุรกิจสามารถไปถึงมาตรฐานนั้นได้ และหากทำได้ มาตรฐานที่สูงขึ้นก็อาจเปลี่ยนจากภาระเป็นโอกาส ทั้งการเข้าถึงตลาดใหม่ การเข้าไปเป็น supplier ของบริษัทขนาดใหญ่ และการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการ

แล้ว SMEs ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ถ้าผมเป็นเจ้าของ SMEs ผมคงไม่เริ่มจากการดาวน์โหลดเอกสารของ OECD ทุกฉบับมาอ่าน เพราะนอกจากจะอ่านไม่หมดแล้ว หลายเรื่องก็อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราโดยตรง สิ่งแรกที่น่าจะมีประโยชน์กว่าคือ รู้ก่อนว่าธุรกิจของเราอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่การผลิต ลูกค้าของเราเป็นใคร เขาขายสินค้าไปตลาดไหน และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ลูกค้าเหล่านั้นน่าจะต้องการอะไรจากเรามากขึ้น

หากเราเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนให้บริษัทข้ามชาติ เรื่องแรงงาน สิ่งแวดล้อม การปล่อยคาร์บอน การตรวจสอบย้อนกลับ หรือการป้องกันการติดสินบนอาจมาเร็วกว่าที่คิด แต่หากขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรง เรื่องความปลอดภัยของสินค้า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือความโปร่งใสในการโฆษณาก็อาจสำคัญกว่า เมื่อรู้แล้วว่าเรื่องไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา สิ่งต่อมาคือเริ่มเก็บข้อมูล โดย SMEs ไม่จำเป็นต้องมีรายงานความยั่งยืนหนาเป็นร้อยหน้า แต่อย่างน้อยควรรู้ว่า วัตถุดิบสำคัญมาจากไหน คู่ค้าหลักคือใคร ใช้พลังงานมากน้อยเพียงใด และมีความเสี่ยงอะไรอยู่ในกระบวนการผลิตของตัวเอง

ข้อมูลที่วันนี้ดูเหมือนไม่ได้สร้างรายได้ วันหนึ่งอาจกลายเป็น พาสปอร์ตที่พาธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ได้ และไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่องพร้อมกัน

ธุรกิจอาหารอาจเริ่มจากความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ ธุรกิจสิ่งทออาจเริ่มจากแรงงานและสารเคมี ส่วนธุรกิจเทคโนโลยีก็อาจต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลส่วนบุคคลและ AI มากกว่า สิ่งสำคัญคือรู้ว่าเรื่องไหนกำลังจะมาถึงธุรกิจของเรา และค่อย ๆ เตรียมตัวจากเรื่องที่เกี่ยวข้องมากที่สุด

ขณะเดียวกัน การปรับตัวไม่ได้อยู่ที่ SMEs เพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อมาตรฐานสูงขึ้น อีกด้านที่ต้องเดินไปพร้อมกันคือการทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวตามได้ โดยเฉพาะธุรกิจรายเล็กที่มีต้นทุนและความพร้อมแตกต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ การเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี เงินทุน และระบบรับรองมาตรฐานจึงมีความสำคัญไม่แพ้ตัวมาตรฐานเอง เพราะหากต้นทุนในการไปถึงมาตรฐานสูงเกินไป โอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นก็อาจไปไม่ถึงธุรกิจทุกกลุ่ม

มาตรฐานที่สูงขึ้นจึงไม่ควรเป็นกำแพงของธุรกิจรายเล็ก แต่ควรเป็นบันไดให้ธุรกิจไทยไปได้ไกลกว่าเดิม

แล้วจากวันนี้ ธุรกิจไทยควรเริ่มตรงไหน?

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณทำ SMEs ผมอยากให้เริ่มมองธุรกิจของตัวเองได้เลยว่า มาตรฐานอะไรที่กำลังเดินมาถึงเรา เพราะหลายเรื่องอาจไม่ต้องรอให้ประเทศไทยเข้า OECD แต่อาจมาก่อนผ่านลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่เราเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต

ถ้าจะให้แอบบอกสูตรลับไว้ก่อน มีอย่างน้อย 3 เรื่องที่ควรเริ่มทำความรู้จัก คือ

  • Responsible Business Conduct (RBC) หรือการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ
  • Due Diligence หรือการตรวจสอบความเสี่ยงของธุรกิจและคู่ค้า
  • OECD Anti-Bribery Convention หรือมาตรฐานด้านการต่อต้านการติดสินบน

ไม่ต้องรู้ทุกเรื่องในวันนี้ แค่เริ่มถามว่า เรื่องเหล่านี้เกี่ยวอะไรกับธุรกิจเรา เรามีอะไรอยู่แล้ว และยังต้องปรับอะไรบ้าง ก็ถือว่าเริ่มต้นแล้ว

และถ้าคุณไม่ได้ทำ SMEs แต่มีเพื่อนหรือคนรู้จักที่ทำธุรกิจ ลองสะกิดเขาเรื่องนี้ไว้หน่อยก็ได้ครับ เพราะ กติกาใหม่อาจยังมาไม่ถึงวันนี้ แต่วันที่มันมาถึง เราไม่ควรเพิ่งเริ่มเตรียมตัว

หมายเหตุ : [1] Due Diligence คือ กระบวนการที่ธุรกิจตรวจสอบว่า การดำเนินงานของตัวเอง รวมถึงคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทาน มีความเสี่ยงหรือสร้างผลกระทบด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม หรือการทุจริตหรือไม่ และเมื่อพบความเสี่ยง ก็ต้องหาทางป้องกัน ลด หรือแก้ไขผลกระทบนั้น