1721955
คืนวันที่ 24 กันยายน 2026 ในงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ (State Dinner) ที่ทำเนียบขาว สีจิ้นผิงเดินเข้ามาในชุดจงซานสีเข้ม ชุดที่โลกตะวันตกมักเรียกรวม ๆ ว่า Mao suit ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ตระเตรียมแท่นไม้ที่มีพญาอินทรีสีทองกางปีกอยู่ด้านหน้า ภาพนั้นดูเหมือนจะจัดวางสัญลักษณ์ของสองประเทศไว้ตรงข้ามกันอย่างจงใจ จีนปรากฏผ่านเครื่องแต่งกายที่พาเราย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์การสร้างรัฐสมัยใหม่ ส่วนสหรัฐอเมริกาปรากฏผ่านอินทรีหัวขาว สัตว์ประจำชาติซึ่งถูกทำให้เป็นทั้งตรา เครื่องหมาย และวัตถุประกอบพิธีการมานานกว่าสองศตวรรษ
ชุดของ “ท่านประธานสี” ไม่ใช่ชุดที่เหมา เจ๋อตง เป็นผู้คิดขึ้น แม้ชื่อ Mao suit จะติดปากคนตะวันตกก็ตาม รากของมันอยู่กับชุดจงซานที่สัมพันธ์กับซุนยัตเซ็น หรือซุนจงซาน หนึ่งในบุคคลสำคัญของสาธารณรัฐจีนยุคแรก ต่อมาชุดทรงนี้จึงถูกทำให้เป็นภาพจำไปทั่วโลกในยุคเหมา หลังจีนเปิดประเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ผู้นำจีนใช้สูทตะวันตกเป็นภาพปกติในเวทีการทูตมากขึ้น ขณะที่ชุดจงซานมักกลับมาในโอกาสที่มีน้ำหนักทางรัฐ ประวัติศาสตร์ หรือพิธีกรรมเป็นพิเศษ การที่ “สี” เลือกชุดนี้ในค่ำคืนที่เขากลับมาทำเนียบขาวหลังห่างหายไปกว่าทศวรรษจึงเปิดพื้นที่ให้ตีความโดยไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าเขาต้องการส่งสารใดอย่างตายตัว เพราะในพิธีการทางการทูต สิ่งที่ผู้คนมองเห็นมักทำงานพร้อมกับสิ่งที่ผู้นำพูดอยู่เสมอ

FYI Mao suit
ชุดที่โลกตะวันตกเรียกว่า Mao suit แท้จริงมีที่มาย้อนกลับไปก่อนยุคเหมา และในจีนเรียกว่า ชุดจงซาน (Zhongshan suit / 中山装) ตามชื่อของซุนยัตเซ็น หรือสำเนียงจีนกลางอ่านว่า “ซุนจงซาน” ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐจีน หลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิง จีนกำลังพยายามสร้างภาพลักษณ์ของรัฐสมัยใหม่ที่แยกจากเครื่องแต่งกายแบบแมนจู ชุดจงซานจึงเกิดขึ้นจากการผสมเครื่องแต่งกายจีนกับเสื้อแบบทหารและตะวันตก โดยมีอิทธิพลผ่านเครื่องแบบญี่ปุ่นซึ่งรับแบบมาจากปรัสเซียอีกทอดหนึ่ง ซุนยัตเซ็นเริ่มใช้เสื้อในลักษณะนี้ตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเมื่อถึงปี 1929 รัฐบาลก๊กมินตั๋งก็กำหนดให้ชุดจงซานเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับข้าราชการ ตัวชุดเองยังถูกอธิบายในเชิงสัญลักษณ์ด้วย เช่น กระเป๋าสี่ใบแทนคุณธรรมสี่ประการ และกระดุมห้าเม็ดแทนระบบห้าฝ่ายของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน ดังนั้นตั้งแต่ต้นมันจึงไม่ใช่เพียง “แฟชั่น” แต่เป็นเครื่องแต่งกายที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับแนวคิดเรื่องรัฐชาติสมัยใหม่ของจีน
หลังพรรคคอมมิวนิสต์ชนะสงครามกลางเมืองและก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 เหมา เจ๋อตงนำชุดประเภทนี้มาใช้เป็นประจำ จนโลกตะวันตกเรียกติดปากว่า Mao suit และมันค่อย ๆ ถูกเชื่อมโยงกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ชนชั้นกรรมาชีพ และภาพของจีนยุคใหม่ หลังทศวรรษ 1980–1990 เมื่อผู้นำจีนและประชาชนทั่วไปหันไปสวมสูทตะวันตกมากขึ้น ชุดนี้จึงค่อย ๆ หายไปจากชีวิตประจำวัน แต่ยังคงปรากฏในพิธีที่มีความหมายสูง เช่น การสวนสนาม งานรัฐพิธี ในยุคของสีจิ้นผิง ชุดจงซานกลับมาปรากฏอย่างเด่นชัดในฐานะเครื่องแต่งกายทางการทูต ดังนั้นการที่สีเลือกสวมชุดนี้ใน State Dinner ที่ทำเนียบขาวจึงสามารถอ่านได้ว่าเป็นการนำภาพเก่า ๆ ของ “จีน” เข้ามาอยู่ในพิธีแบบตะวันตกสมัยใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งกายตามสูทหรือทักซิโดตามกำหนดของฝั่งเจ้าภาพ อย่างไรก็ตามควรแยกการตีความนี้ออกจากข้อเท็จจริง เพราะเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียวพิสูจน์เจตนาไม่ได้

FYI พญาอินทรี
พญาอินทรีหัวขาว (bald eagle) กลายเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุคก่อตั้งประเทศ โดยถูกวางไว้เป็นองค์ประกอบหลักของ Great Seal of the United States ซึ่งสภาคองเกรสรับรองเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1782 หลังจากใช้เวลาหลายปีและผ่านคณะกรรมการออกแบบหลายชุด แบบสุดท้ายถูกเรียบเรียงโดย ชาร์ลส์ ทอมสัน เลขาธิการ สภาคองเกรส ซึ่งตั้งใจเลือกนกที่เป็นชนิดพื้นถิ่นของอเมริกาแทนอินทรีแบบยุโรป เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศใหม่โดยเฉพาะ อินทรีในตรากางปีก มีโล่บนอก คาบริบบิ้นคำว่า E pluribus unum หรือ “จากหลายรวมเป็นหนึ่ง” เหนือศีรษะมีดาว 13 ดวงแทนอาณานิคมดั้งเดิม 13 แห่ง และในกรงเล็บถือกิ่งมะกอกกับลูกธนู 13 ดอก ซึ่งหมายถึงอำนาจในการเลือกทั้งสันติภาพและสงคราม โดยศีรษะของอินทรีหันไปทางกิ่งมะกอก สื่อว่าประเทศปรารถนาสันติภาพแต่พร้อมป้องกันตนเอง
จากตราประทับของรัฐ พญาอินทรีจึงค่อย ๆ กลายเป็นภาษาภาพที่แทบแยกไม่ออกจากอำนาจรัฐอเมริกัน ปรากฏบนตราประธานาธิบดี อาคารราชการ เอกสารทางการ เครื่องแบบ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์และวัตถุในพิธีการของทำเนียบขาว ความหมายของมันจึงไม่ได้มีแค่ “ชาติอเมริกัน” แต่ยังรวมถึงความเป็นเอกราช เอกภาพ อำนาจ และความสามารถในการใช้ทั้งสันติวิธีและกำลัง ดังนั้นเมื่อพญาอินทรีสีทองถูกนำมาวางเต็มหน้าของ Eagle Lectern ในงาน State Dinner มันจึงไม่ใช่เพียงของตกแต่ง แต่ทำหน้าที่เหมือนการย่อ Great Seal ให้กลายเป็นวัตถุสามมิติที่ผู้กล่าวยืนอยู่ด้านหลัง และในกรณีดินเนอร์ของสีจิ้นผิง ภาพของผู้นำจีนในชุดจงซานยืนตรงข้ามกับพญาอินทรีอเมริกันจึงสร้างการเผชิญหน้าทางภาพระหว่างสัญลักษณ์ของรัฐสองชุดได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่จำเป็นต้องสรุปว่าการจัดวางดังกล่าวมีเจตนาส่งสารเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม

คำปราศรัยของทั้งสองคนก็เดินอยู่ในทิศทางเดียวกัน ทรัมป์ยอมรับตรง ๆ ว่าสหรัฐฯ กับจีนเป็นคนละระบบ แต่ย้ำว่าสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศยังคงอยู่ และกล่าวถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสีด้วยภาษาที่อบอุ่นกว่าภาพความขัดแย้งด้านการค้า เทคโนโลยี ไต้หวัน หรือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ข้างนอกห้องนั้น เขาวางอนาคตของความสัมพันธ์ไว้กับความมั่งคั่ง ความมั่นคง และคนรุ่นถัดไป และในช่วงท้ายยังมอบประติมากรรมนกอินทรีหัวขาวให้สีเป็นของขวัญ พร้อมอธิบายว่านกอินทรีเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของสหรัฐฯ และเป็นภาพแทนจิตวิญญาณเสรีของอเมริกา เท่ากับว่าในคืนเดียวกัน อินทรีปรากฏทั้งใต้มือของผู้กล่าวคำปราศรัยและในฐานะของขวัญที่ส่งต่อไปยังปักกิ่ง
สีใช้วิธีเล่าความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่ง เขาย้อนกลับไปไกลกว่าสองร้อยปี ตั้งแต่การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในยุคแรก กล่าวถึงจอร์จ วอชิงตันกับเครื่องลายครามจีน กล่าวถึงการที่จีนกับสหรัฐฯ เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันในการต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง และกล่าวถึงเส้นทางบินข้ามเทือกเขาหิมาลัยที่รู้จักกันในชื่อ The Hump จากนั้นจึงข้ามมาถึงการทูตปิงปอง ระหว่างเหมา เจ๋อตงกับริชาร์ด นิกสัน และกระบวนการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ สีพยายามผูกเป้าหมาย Make America Great Again ของทรัมป์เข้ากับแนวคิดการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน โดยเสนอว่าความทะเยอทะยานของสองประเทศไม่จำเป็นต้องหักล้างกันเสมอไป
แม้แต่ไวน์แก้วแรกก็ถูกเลือกให้ทำงานแบบเดียวกัน ทำเนียบขาวเสิร์ฟ Schramsberg Blanc de Noir เพื่อระลึกถึง “Toast to Peace” ระหว่างริชาร์ด นิกสันกับโจว เอินไหลที่ปักกิ่งในปี 1972 เป็นการนำรสชาติและวัตถุจากประวัติศาสตร์การทูตกลับมาใช้ซ้ำในอีกห้องหนึ่งหลังเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ การทูตระดับรัฐจึงไม่เคยมีเพียงคำพูด ทุกอย่างตั้งแต่เครื่องแต่งกาย ไวน์ จานชาม ดอกไม้ สีของห้อง ไปจนถึงตำแหน่งที่คนยืนสามารถกลายเป็นภาษาได้ทั้งนั้น
FYI: การเลือกเสิร์ฟ Schramsberg Blanc de Noir (ไวน์ขาวจากองุ่นดำ) ใน State Dinner ของสีจิ้นผิงครั้งนี้จงใจพาผู้ร่วมงานย้อนกลับไปยังจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในต้นทศวรรษ 1970 อย่างไรก็ตามไวน์ที่ริชาร์ด นิกสันใช้ยกแก้วกับนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหลในปักกิ่งเมื่อปี 1972 จริง ๆ คือ Schramsberg Blanc de Blancs (ไวน์ขาวจากองุ่นขาว) ปี 1969 ไม่ใช่ Blanc de Noir; ทำเนียบขาวปี 2026 กำลังอ้างอิงถึงผู้ผลิตและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เดียวกัน มากกว่าจะนำไวน์ชนิดเดิมกลับมาเสิร์ฟทุกประการ
FYI: Schramsberg เป็นหนึ่งในผู้ผลิต สปาร์คลิงไวน์ เก่าแก่และมีสถานะเชิงพิธีการสูงของสหรัฐฯ ไร่องุ่นเริ่มมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ นาปา วัลเลย์ ก่อนจะได้รับการฟื้นฟูโดย แจ็ค และเจมี่ ดาวีส์ ในปี 1965 โดยตั้งใจทำสปาร์คลิงไวน์ ระดับสูงด้วยวิธีแบบเดียวกับแชมเปญ คือวิธีที่เรียกว่า méthode traditionnelle ให้เกิดการหมักครั้งที่สองในขวด และยังใช้การเก็บบ่มบนตะกอนยีสต์เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของรสชาติอีกด้วย ปัจจุบัน Schramsberg ใช้องุ่นจากแหล่งอากาศเย็นใน Napa, Sonoma, Mendocino และ Marin ไวน์ของที่นี่ถูกเสิร์ฟในงานของรัฐบาลสหรัฐฯ แทบทุกรัฐบาลมาหลายทศวรรษ
“Toast to Peace” ครั้งนั้นเกิดระหว่างการเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของนิกสัน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการละลายความเย็นชาที่เคยมีต่อกันที่เริ่มเห็นในที่สาธารณะมาก่อนหน้านี้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “การทูตปิงปอง” กล่าวคือในการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่นาโกย่าเมื่อเดือนเมษายน 1971 เมื่อนักปิงปองอเมริกัน เกล็นน์ โควาน ขึ้นรถของทีมจีนโดยบังเอิญและได้รับของขวัญจากแชมป์โลกจีน จวงเจ๋อตง ภาพมิตรภาพของทั้งคู่กลายเป็นข่าว ก่อนที่รัฐบาลจีนจะเชิญทีมสหรัฐฯ เดินทางไปจีน ทำให้พวกเขาเป็นคณะชาวอเมริกันกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปหลังสองประเทศแทบไม่มีความสัมพันธ์กันมานานกว่าสองทศวรรษ เบื้องหลังภาพนักกีฬาจับมือกันนั้น เฮนรี คิสซิงเจอร์ (นักยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงสมัยนิกสัน) กำลังเดินทางลับไปปักกิ่งเพื่อเจรจาเปิดทางให้นิกสันเยือนจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 1972 ดังนั้นเมื่อนิกสันยกแก้ว Schramsberg กับโจว เอินไหล “Toast to Peace” จึงไม่ได้เป็นเพียงการชนแก้วในงานเลี้ยง แต่กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของการเปิดประตูระหว่างสองประเทศหลังเป็นศัตรูกันมาอย่างยาวนาน และการที่ทำเนียบขาวนำ Schramsberg กลับมาใช้กับสีจิ้นผิงในปี 2026 ก็เท่ากับหยิบความทรงจำของช่วงเวลานั้นกลับเข้ามาในห้องอาหารอีกครั้ง
แต่สิ่งที่เป็นประเด็นอย่างเห็นได้ชัดคือแท่นพญาอินทรี หรือ lectern อันเป็นโพลเดี้ยมแท่นพูดที่ในระบบการสื่อสารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยทั่วไป จะมีสามตระกูลที่ถูกเรียกชื่อเฉพาะ คือ Blue Goose, Falcon และ Toast lectern (ลำดับจากซ้ายไปขวาตามรูป)
Blue Goose เป็นแท่นขนาดใหญ่และหนัก รูปทรงค่อนข้างตัน ใช้กับงานทางการในทำเนียบขาวและงานภายในประเทศจำนวนมาก และถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติด้านการป้องกันความปลอดภัย Falcon เป็นญาติที่เพรียวกว่า เตี้ยกว่า และเคลื่อนย้ายสะดวกกว่า พัฒนาขึ้นในสมัยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช โดยคิดถึงภาพเวลาออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เพราะตัวแท่นที่เล็กลงทำให้มองเห็นฉากหลังและข้อความบนเวทีได้มากขึ้น ส่วน Toast lectern เล็กที่สุด มีลักษณะเป็นแผ่นไม้ขนาดเล็กบนเสา ใช้ในงานที่ไม่ต้องการแท่นขนาดใหญ่ และสามารถพบได้ในช่วงกล่าว toast ของงานเลี้ยงด้วย
แต่ Eagle Lectern หรือแท่นพญาอินทรีที่เราเห็นใน State Dinner ไม่ได้เป็น “แบบที่สี่” ของสามตระกูลข้างต้น มันเป็นเฟอร์นิเจอร์พิธีการอีกสายหนึ่งใน White House Collection บัญชีทรัพย์สินของทำเนียบขาวระบุว่าตัวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทำขึ้นเมื่อปี 2003 จากไม้มะฮอกกานีและไม้แกะสลักปิดทอง โดยดัดแปลงจากแท่นไม้โอ๊กราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยถูกยืมมาใช้ในทำเนียบขาวระหว่างปี 1981 ถึง 2003 และระบุหน้าที่ของมันตรงไปตรงมาว่าใช้สำหรับคำกล่าวใน State Dinner อินทรีทองจึงไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ของทรัมป์ และไม่ได้หายไปในรัฐบาลอื่น โอบามาและไบเดนก็ใช้มัน เช่นเดียวกับประธานาธิบดีก่อนหน้านั้นหลายคน
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่คำถามว่า “ใครเป็นเจ้าของอินทรี” แต่เป็นคำถามว่า “เมื่อมีของให้เลือกหลายชิ้น ใครเลือกใช้อะไร ในคืนไหน และกับแขกคนไหน” พิธีการทำงานตรงนี้เอง ของเก่าชิ้นเดิมสามารถมีน้ำหนักใหม่เมื่อถูกวางในบริบทใหม่
ในวาระแรกของทรัมป์ Eagle Lectern ปรากฏอย่างชัดเจนใน State Dinner ต้อนรับเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสเมื่อปี 2018 ทั้งสองผู้นำกล่าว toast หลังแท่นอินทรีทองเดียวกัน หลังทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในเดือนมกราคม 2025 แท่นนี้ก็ยิ่งปรากฏบ่อยในดินเนอร์ระดับสูงที่ทำเนียบขาว คืนวันที่ 18 พฤศจิกายน 2025 ในงานเลี้ยงต้อนรับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย รายงานจากคณะสื่อทำเนียบขาวระบุชัดว่าทรัมป์เริ่มกล่าวคำปราศรัยจาก “gold eagle stand” งานนั้นมีรูปแบบหรูหราใกล้เคียง State Dinner แม้ในทางพิธีการจะไม่ใช่ State Dinner เต็มรูปแบบเพราะแขกไม่ใช่ประมุขแห่งรัฐ
เดือนมีนาคม 2026 ใน dinner reception ต้อนรับซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แท่นพญาอินทรีถูกตั้งไว้หน้าเตาผิงไฟใน State Dining Room อีกครั้ง ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน เมื่อทรัมป์จัด State Dinner อย่างเป็นทางการให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทั้งทรัมป์และพระเจ้าชาร์ลส์ก็กล่าวจากแท่นอินทรีทอง และล่าสุดก็คือสีจิ้นผิงในวันที่ 24 กันยายน การเรียงรายของแขกตั้งแต่มาครง มกุฎราชกุมารซาอุฯ ทาคาอิจิ พระเจ้าชาร์ลส์ ไปจนถึงสี ทำให้เห็นว่าในมือของทรัมป์ แท่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเรือนเก่า แต่ถูกเลือกให้กลับมาปรากฏซ้ำในค่ำคืนที่เขาต้องการให้ภาพของความเป็นรัฐ ความหรูหรา และความเป็นอเมริกันได้ทำงานอย่างเต็มที่
และในคืนของสี ความซ้ำซ้อนนั้นยิ่งชัด เพราะทรัมป์ไม่ได้เพียงพูดหลังอินทรีทอง แต่ยังมอบอินทรีอีกตัวเป็นของขวัญให้แขกของเขาเอง เราจึงได้เห็นสัญลักษณ์เดียวกันทำหน้าที่ถึงสองระดับ ระดับแรกคือเป็นโครงสร้างที่รองรับผู้พูด ระดับที่สองคือถูกยกออกจากฉากแล้วส่งข้ามประเทศในฐานะของขวัญทางการทูต
FYI:ประติมากรรมที่ทรัมป์มอบให้สี มีรายงานว่าสูงประมาณ 3 ฟุต หรือราว 90 ซม. ทรัมป์บอกว่าเป็นผลงานของศิลปินอเมริกัน และเขากับเมลาเนียมีส่วนร่วมในการออกแบบ โดยอธิบายว่า bald eagle เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติสหรัฐฯ และเป็นตัวแทนของ “จิตวิญญาณแห่งอเมริกาที่อิสระและโลดแล่น” พร้อมบอกว่าหวังว่ามันจะได้สถานที่ดี ๆ ในปักกิ่งในการจัดวาง
ทรัมป์พูดในงานเพียงว่า ประติมากรรมนี้ทำโดย “an extraordinary American artist, one of the greatest in the world” และบอกว่าตัวเขากับเมลาเนียมีส่วนร่วมในการออกแบบ แต่ ไม่ได้เอ่ยชื่อศิลปิน สื่อที่รายงานวันนี้ก็ยังระบุเหมือนกันว่าไม่ทราบชื่อผู้สร้าง
แต่พอเราขุดไปพบว่ามีความเป็นไปได้ว่า รูปทรงของประติมากรรม อีกทั้งขนาดประมาณสามฟุต และประวัติศิลปินที่ทำงานกับทำเนียบขาว เราพบผู้ต้องสงสัยที่น่าสนใจมากคือ ไมค์ เคอร์ติส ประติมากรสัตว์ป่าชาวอเมริกัน โดยเฉพาะงานชื่อ Touchdown ของเขา ซึ่งเป็น บรอนซ์รูปนกอินทรีกำลังร่อนลงเกาะกิ่งไม้ ปีกกางขึ้นแบบเดียวกัน และมีขนาด 38 × 32 × 15 นิ้ว หรือสูงประมาณ 96 ซม. ซึ่งใกล้เคียงมากกับรายงานว่าของขวัญที่ให้สีนั้นมีความสูงประมาณ 90–91 ซม.
ในเว็บไซต์ของเคอร์ติสเองระบุว่า ในปี 1989 เขาเคยถูกทำเนียบขาวเลือกให้สร้างงานศิลปะชื่อ “Challenge” เพื่อให้ประธานาธิบดี จอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช (บุชผู้พ่อ-พรรครีพับลิกัน พรรคเดียวกันกับทรัมป์) นำไปมอบแก่ฝ่ายจีน โดยต้องการให้งานนั้นเป็นตัวแทน “มรดกอันภาคภูมิของสหรัฐอเมริกา”
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะเขียนอยู่นี้ยังไม่มีการยืนยันว่าของขวัญชิ้นนี้เป็นผลงานของ เคอร์ติส จริงหรือไม่ แต่การที่สัญลักษณ์เดียวกันถูกเรียกกลับมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตั้งแต่ไวน์ขวดหนึ่งที่พาเรากลับไปหานิกสันและโจว เอินไหล ชุดจงซานที่เรียกความทรงจำทางการเมืองของจีนกลับเข้ามาในห้อง ไปจนถึงพญาอินทรีที่ปรากฏทั้งบนแท่นกล่าวคำปราศรัยและในฐานะของขวัญซึ่งกำลังจะถูกส่งไปยังปักกิ่ง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ไวน์ หรือประติมากรรมเมื่อมองแยกจากกัน แต่เมื่อถูกเลือกให้อยู่ร่วมกันในคืนหนึ่ง มันก็เริ่มทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง กลายเป็นภาษาที่รัฐใช้พูดถึงตัวเอง และพูดกับฝ่ายตรงข้าม โดยไม่จำเป็นต้องออกเสียงเป็นคำพูดเลย
และนัยยะของขวัญที่ทรัมป์จงใจบอกว่า…เป็นตัวแทนของ “จิตวิญญาณแห่งอเมริกาที่อิสระและโลดแล่น” ก็น่าตีความอยู่ไม่น้อย




