ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเล่าเรื่อง OECD ให้กับคนหลายกลุ่ม ทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ นักศึกษา นักวิชาการ ตลอดจนเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้ทำงานด้านนโยบายสาธารณะ สิ่งที่น่าสนใจคือ คำถามที่ผมได้ยินบ่อยที่สุด ไม่ใช่คำถามเชิงเทคนิคเรื่องกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก หรือรายละเอียดของคณะกรรมการต่าง ๆ ของ OECD แต่เป็นคำถามที่ง่าย ๆ ทั่วไป ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดนับตั้งแต่เราประกาศเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD
“ถ้าประเทศไทยเข้า OECD แล้วพวกเราจะได้อะไร?”
ฟังผ่าน ๆ เหมือนเป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ยาก แต่เมื่อคิดให้ดี ๆ กลับตอบไม่ง่ายเลย เพราะคำว่า พวกเรา ไม่ได้หมายถึงคนกลุ่มเดียว
- เกษตรกรย่อมมองเห็นประโยชน์ไม่เหมือนผู้ประกอบการ
- ผู้ประกอบการก็อาจคาดหวังไม่เหมือนคนทำงานออฟฟิศ หรือผู้บริโภคทั่วไป
แต่ละคนย่อมได้รับผลจากการเข้า OECD ในมิติที่แตกต่างกัน
เพราะฉะนั้น หากจะตอบคำถามนี้ให้ครบถ้วน คงไม่มีคำตอบสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว โดยผมคิดว่า สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนอื่นเลยก็คือ OECD ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของผู้คนโดยตรง หากเข้ามาช่วยยกระดับ “กติกา” ของประเทศ
เมื่อกติกาเปลี่ยน ประเทศก็เปลี่ยน และ เมื่อประเทศเปลี่ยน ชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนตามไปด้วย
หลายคนมักเข้าใจว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตทันที การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทันที หรือคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นทันที จะคิดเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อพูดถึงการเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ ผู้คนย่อมคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ผมอยากชวนมองประสบการณ์ของประเทศสมาชิกใหม่ของ OECD ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นชิลี เอสโตเนีย ลัตเวีย โคลอมเบีย หรือคอสตาริกา จะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจร่วมกันประการหนึ่ง
ประเทศเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะ “ได้เป็นสมาชิก OECD” แต่เปลี่ยนแปลงเพราะใช้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปประเทศ
ซึ่งอาจเห็นว่า OECD ไม่ใช่ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง หากเป็นตัวเร่ง (catalyst) ให้ประเทศต่าง ๆ ไปปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และสถาบันของตนเองให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ประเทศไทยก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน
การประเมินของ OECD ในแต่ละคณะกรรมการไม่ได้มุ่งเพียงตรวจสอบว่าไทยมีหรือไม่มีกฎหมายตามที่กำหนด หากยังพิจารณาว่า กฎหมายดังกล่าวสามารถบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ สถาบันของรัฐมีประสิทธิภาพเพียงใด และระบบการกำกับดูแลสามารถสร้างผลลัพธ์ตามเจตนารมณ์ของ OECD ได้มากน้อยเพียงใด
นี่คือเหตุผลที่กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของไทยมากกว่า 200 หน่วยงาน และครอบคลุมตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม ดิจิทัล การคลัง การประมง การต่อเรือ กระบวนการทางสถิติ การแข่งขันทางการค้า ไปจนถึงภาคเกษตร
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยจะผ่านการประเมินหรือไม่ แต่คือ เมื่อกติกาของประเทศเปลี่ยน ชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนอย่างไร
เกษตรกร จะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อไทยเข้าเป็น OECD?
หากมีคนถามผมเมื่อสิบปีก่อนว่า OECD เกี่ยวข้องกับเกษตรกรไทยหรือไม่ ผมคงตอบไม่ถูก เพราะภาพจำของ OECD ในเวลานั้นคือองค์การที่พูดเรื่องเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน หรือการกำกับดูแลกิจการ มากกว่าจะเป็นเรื่องข้าว ยางพารา หรือผลไม้ไทย
แต่เมื่อได้รู้จัก OECD มากขึ้นแล้ว ผมได้รู้ว่า ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในสาขาที่ OECD มีการพัฒนามาตรฐานและแนวปฏิบัติร่วมกันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี
เหตุผลก็เพราะโลกการค้าในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า ใครผลิตได้มากกว่า แต่แข่งขันกันว่า ใครสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า
ผู้บริโภคในตลาดโลกไม่ได้ซื้อสินค้าเพียงเพราะราคาถูก แต่ต้องการความมั่นใจว่าสินค้านั้นปลอดภัย มีคุณภาพ ผลิตอย่างรับผิดชอบ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เมื่อเกิดปัญหา
สิ่งเหล่านี้อาจฟังดูเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่ในความเป็นจริง รายละเอียดเหล่านี้กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าสินค้าจะสามารถเข้าสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ OECD จึงพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศหลายด้าน เช่น OECD Seed Schemes ซึ่งเป็นระบบรับรองเมล็ดพันธุ์ที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ยอมรับมาตรฐานของกันและกัน ลดความจำเป็นในการตรวจสอบซ้ำและอำนวยความสะดวกทางการค้า
ในทำนองเดียวกัน OECD Tractor Codes ได้กำหนดมาตรฐานการทดสอบเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ขณะที่ระบบ Good Laboratory Practice (GLP) และ Mutual Acceptance of Data (MAD) เปิดโอกาสให้ผลการทดสอบด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการในประเทศหนึ่ง สามารถนำไปใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนหรืออนุมัติผลิตภัณฑ์ในอีกประเทศหนึ่งได้ ลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาในการนำสินค้าออกสู่ตลาด
หากมองเผิน ๆ มาตรฐานเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากมองลึกลงไป จะพบว่ามาตรฐานเหล่านี้กำลังตอบคำถามเดียวกันทั้งหมด นั่นคือ โลกจะเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรของเราหรือไม่
ลองนึกถึงข้าวหอมมะลิไทย หรือทุเรียนไทย
คุณภาพของสินค้าอาจไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่หากประเทศผู้นำเข้าเชื่อมั่นในระบบรับรองคุณภาพ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และผลการทดสอบของประเทศไทยมากขึ้น สินค้าเดียวกันก็อาจเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น และแข่งขันได้ดีขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง OECD ไม่ได้ทำให้ข้าวไทยอร่อยขึ้น แต่ช่วยทำให้โลกเชื่อมั่นในข้าวไทยมากขึ้น
การยกระดับมาตรฐานย่อมมาพร้อมกับต้นทุนในการปรับตัว
“เกษตรกรรายใหญ่” ที่มีเงินทุนและเทคโนโลยีอาจปรับตัวได้ไม่ยาก แต่สำหรับรายย่อย การลงทุนในระบบรับรองมาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่ ๆ อาจเป็นภาระอยู่ไม่น้อย
ประเด็นนี้ก็เป็นข้อตระหนักอยู่เช่นกัน โดย OECD นั้นไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะมาตรฐานสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับ นโยบายภาคเกษตร ผ่านการวิเคราะห์ Producer Support Estimate (PSE) และเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อประเมินว่า การสนับสนุนของภาครัฐช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรจริงหรือไม่ หรือเพียงแต่บิดเบือนกลไกตลาดในระยะสั้น
บทเรียนจากหลายประเทศสมาชิกชี้ให้เห็นว่า การลดการอุดหนุนที่บิดเบือนตลาดไม่ได้หมายความว่ารัฐจะลดบทบาทลง หากเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุน จากการอุดหนุนราคาหรือปัจจัยการผลิต ไปสู่การลงทุนในงานวิจัย ระบบชลประทาน เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง การประกันภัยพืชผล และการยกระดับทักษะของเกษตรกร ซึ่งเป็นการสร้างศักยภาพในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สำหรับประเทศไทย โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเราจะยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน OECD มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าเราจะช่วยให้เกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อย สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากมาตรฐานที่สูงขึ้นได้มากเพียงใด เพราะมาตรฐานใหม่ย่อมมาพร้อมต้นทุน ทั้งการปรับกระบวนการผลิต การรับรองคุณภาพ เทคโนโลยี และความรู้ หากไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดี โอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นก็อาจไปถึงเกษตรกรแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน
ดังนั้น หากถามว่า เกษตรกรไทยจะได้อะไรจาก OECD คำตอบคงไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ แต่คือโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น ขายสินค้าด้วยคุณภาพและความน่าเชื่อถือมากขึ้น และแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น โดยมีนโยบายภาครัฐช่วยให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่กลายเป็นภาระที่เกษตรกรต้องแบกรับเพียงลำพัง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้ต้องการแค่สินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานโลก แต่ต้องการเกษตรกรไทยที่แข่งขันในโลกได้ด้วย


