เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
“ไม่มีรุ่นไหนอุบาทว์เท่าเด็กเจนเหี้ยนี่อีกแล้ว” ผมเองได้ทำงานร่วมกับเด็กเจนที่ว่านี้เป็นประจำเช่นกัน และผมคงไม่พูดเช่นนั้น คอนเสปต์ความคิดเรื่อง Generation กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือทำความเข้าใจสังคม เป็นกล่องที่ใช้จัดประเภทมนุษย์
สังคมคุ้นเคยกับประโยคอย่าง “Gen Z ไม่ทนกับระบบอำนาจนิยม” “คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance” “Boomer ไม่เข้าใจโลกดิจิทัล” หรือ “Gen Alpha สมาธิสั้นเพราะโตมากับหน้าจอ” จนแทบไม่รู้สึกว่ามีอะไรน่าสงสัย คำว่า Baby Boomer, Gen X, Millennial, Gen Z และล่าสุด Gen Alpha กลายเป็นภาษาสามัญที่เราใช้ทำความเข้าใจผู้คน ตั้งแต่เรื่องการเมือง การศึกษา การตลาด ความรัก ไปจนถึงการบริหารคนในองค์กร ราวกับว่ามนุษย์หลายล้านคนที่เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเป็นสมาชิกของชนเผ่าหนึ่งที่มีบุคลิก ค่านิยม และโลกทัศน์ร่วมกัน
แต่ Generation มีอยู่จริงในความหมายที่เราใช้กันทุกวันนี้มากแค่ไหน? หรือพูดให้ถูกกว่านั้น สิ่งที่เรียกว่า “คนรุ่นเดียวกัน” เป็นสิ่งที่เราค้นพบจากสังคม หรือเป็นสิ่งที่นักวิชาการ นักการตลาด สื่อ และการเมืองช่วยกันสร้างขึ้นมาจนเราลืมไปว่ามันเป็นเพียงหมวดหมู่หนึ่ง
คำถามนี้ไม่ได้หมายความว่าความแตกต่างระหว่างช่วงวัยไม่มีอยู่จริง หรือประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ไม่มีผลต่อมนุษย์ คนที่เติบโตระหว่างสงครามย่อมอยู่ในโลกคนละแบบกับคนที่เติบโตหลังสงคราม คนที่เป็นวัยรุ่นก่อนอินเทอร์เน็ตแพร่หลายย่อมมีประสบการณ์ต่างจากคนที่เกิดมาพร้อมสมาร์ทโฟน เช่นเดียวกับคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานท่ามกลางเศรษฐกิจเฟื่องฟูก็อาจมีความสัมพันธ์ต่อการทำงานต่างจากคนที่จบมหาวิทยาลัยในช่วงวิกฤติ แต่ปัญหาเริ่มต้นเมื่อเรากระโดดจากข้อเสนอที่สมเหตุสมผลว่า “คนที่เติบโตในช่วงเวลาต่างกันมีประสบการณ์บางอย่างแตกต่างกัน” ไปสู่ข้อสรุปที่ใหญ่กว่ามากว่า “ดังนั้นคนที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันจึงเป็นคนประเภทเดียวกัน”
รากทางสังคมวิทยาของแนวคิดเรื่อง Generation มีความซับซ้อนกว่าภาษาที่เราใช้กันทุกวันนี้มาก หนึ่งในงานคลาสสิกที่สุดคือบทความ The Problem of Generations ของ Karl Mannheim ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1928 Mannheim ไม่ได้เสนอว่าคนเกิดในช่วงปีเดียวกันจะมีบุคลิกแบบเดียวกัน สิ่งที่เขาสนใจคือการที่คนกลุ่มหนึ่งมาอยู่ใน “ตำแหน่งทางประวัติศาสตร์” ใกล้เคียงกัน คนที่เป็นวัยรุ่นขณะเกิดสงคราม การปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่อาจมีความเป็นไปได้ที่จะถูกเหตุการณ์เหล่านั้นหล่อหลอมในแบบที่คนต่างวัยไม่ได้รับผลเช่นเดียวกัน แต่การมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมไม่ได้แปลว่าจะตีความประสบการณ์นั้นเหมือนกัน Mannheim จึงพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า generation units หรือกลุ่มย่อยภายใน Generation เดียวกัน ซึ่งสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์เดียวกันไปคนละทิศทางได้
ลองนึกถึงคนไทยอายุยี่สิบปีสองคนที่ผ่านช่วงการระบาดของโควิด-19 มาในช่วงวัยรุ่นเหมือนกัน คนหนึ่งอาจตีความประสบการณ์นั้นว่าเป็นหลักฐานถึงความจำเป็นของรัฐสวัสดิการและระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ขณะที่อีกคนอาจกลับมองว่ามันพิสูจน์ให้เห็นถึงอันตรายของการที่รัฐมีอำนาจเข้ามาควบคุมชีวิตประชาชนมากเกินไป ทั้งสองมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน แต่ไม่ได้เกิดจิตสำนึกร่วมกัน ความแตกต่างเล็ก ๆ ตรงนี้สำคัญ เพราะมันทำให้ Generation ในความหมายของ Mannheim ต่างจาก Generation ฉบับป๊อปที่เราคุ้นเคยอย่างมาก
ปัญหาอีกอย่างคือ เส้นที่แบ่งระหว่าง Generation ต่าง ๆ ไม่ได้มีอยู่ในธรรมชาติ ลองจินตนาการถึงคนสองคน คนหนึ่งเกิดวันที่ 31 ธันวาคม 1996 อีกคนเกิดวันที่ 1 มกราคม 1997 หากใช้เกณฑ์ที่แพร่หลายของ Pew Research Center คนแรกจะเป็น Millennial ส่วนคนที่สองเป็น Gen Z ทั้งที่เกิดห่างกันเพียงวันเดียว คงยากที่จะอธิบายว่าคนสองคนนี้มีประสบการณ์ทางวัฒนธรรมแตกต่างกันโดยพื้นฐานเพียงเพราะปฏิทินข้ามไปอีกหนึ่งปี ที่สำคัญ แต่ละสำนักยังไม่ได้กำหนดช่วงปีของแต่ละ Generation เหมือนกันเสียด้วย เส้นที่แบ่งว่าใครเป็น Millennial หรือ Gen Z จึงเป็นข้อตกลงเพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์มากกว่าจะเป็นพรมแดนทางสังคมที่เราค้นพบ
Pew Research Center ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทอย่างมากในการทำให้ชื่อ Generation ต่าง ๆ แพร่หลาย ยอมรับปัญหานี้เอง ในปี 2023 Pew ประกาศว่าจะลดการใช้ Generational Labels ในการรายงานผลวิจัย และจะไม่ใช้คำอย่าง Gen Z, Millennial หรือ Boomer เป็นกรอบตั้งต้นโดยอัตโนมัติอีกต่อไป เว้นแต่จะมีเหตุผลเชิงประจักษ์ว่าการแบ่งแบบนั้นช่วยอธิบายสิ่งที่กำลังศึกษาได้จริง เหตุผลสำคัญคือชื่อ Generation สามารถทำให้ความแตกต่างที่ซับซ้อนของประชากรกลายเป็นภาพเหมารวมได้อย่างง่ายดาย พูดอีกแบบหนึ่ง ธรรมชาติสร้างมนุษย์ที่เกิดในปีต่าง ๆ กัน แต่ธรรมชาติไม่ได้สร้าง “Gen Z” ขึ้นมา เราเป็นคนวาดวงเล็บนั้นเอง
ปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้นในเชิงระเบียบวิธีคือสิ่งที่นักสังคมศาสตร์เรียกว่า Age–Period–Cohort Problem สมมติว่าในปี 2026 เราสำรวจคนทำงานแล้วพบว่า คนอายุ 22 ปีเปลี่ยนงานมากกว่าคนอายุ 55 ปี เราจะสามารถสรุปว่า “Gen Z ไม่จงรักภักดีต่อองค์กร” ได้หรือไม่? คำตอบคือยังไม่ได้ เพราะความแตกต่างนั้นอาจมาจากอย่างน้อยสามสาเหตุ สาเหตุแรกคือ Age Effect คนอายุยี่สิบต้น ๆ อาจเปลี่ยนงานมากอยู่แล้วเพราะกำลังค้นหาอาชีพและสร้างชีวิต สาเหตุที่สองคือ Period Effect ตลาดแรงงานในช่วงเวลานั้นอาจทำให้การเปลี่ยนงานง่ายหรือจำเป็นขึ้นกับทุกคน และสาเหตุที่สามจึงจะเป็น Cohort Effect นั่นคือคนที่เกิดและเติบโตในช่วงหนึ่งได้รับประสบการณ์บางอย่างจนเกิดพฤติกรรมที่ติดตามพวกเขาไปจริง ๆ
การแยกสามสิ่งนี้ออกจากกันไม่ง่าย และมีปัญหาทางคณิตศาสตร์ด้วย เพราะอายุ ช่วงเวลา และปีเกิดสัมพันธ์กันโดยนิยาม อายุเท่ากับปีที่เรากำลังสังเกตลบด้วยปีเกิด นี่คือเหตุผลที่นักระเบียบวิธีพูดถึง Age–Period–Cohort Identification Problem และเป็นเหตุผลว่าทำไมการศึกษาที่สำรวจคนหลายวัยในช่วงเวลาหนึ่งแล้วประกาศว่าความแตกต่างที่พบเป็น “ความแตกต่างของ Generation” จึงควรถูกอ่านอย่างระมัดระวังมาก
เมื่อคนอายุ 22 ปีบอกว่าไม่ต้องการทำงานวันละสิบสองชั่วโมง เรารีบอธิบายว่าเป็น “ค่านิยมของ Gen Z” แต่ถ้าอีกสามสิบปีต่อมา คนคนเดียวกันกลายเป็นผู้บริหารอายุห้าสิบกว่าและบ่นว่าลูกน้องรุ่นใหม่ไม่อดทน เราจะอธิบายอย่างไร? บางทีสิ่งที่เราเคยเรียกว่า “คุณสมบัติของ Gen Z” อาจไม่ใช่คุณสมบัติของ Generation เลย แต่อาจเป็นเพียงคุณสมบัติของการเป็นคนอายุยี่สิบในบริบทหนึ่งเท่านั้น
ความหลงใหลใน Generation ยังมีผลข้างเคียงอีกอย่าง คือมันทำให้เรามองไม่เห็นความแตกต่างด้านชนชั้น ภูมิศาสตร์ การศึกษา เพศ หรือความมั่งคั่ง คนไทยอายุ 24 ปีสองคน คนแรกเติบโตในครอบครัวฐานะดีในกรุงเทพฯ เรียนโรงเรียนนานาชาติและมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มีหนังสือเดินทางเต็มไปด้วยตราประทับจากญี่ปุ่นและยุโรป อีกคนเติบโตในครอบครัวเกษตรกรต่างจังหวัด ออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานโรงงานตั้งแต่อายุ 18 และส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน ทั้งสองคนเป็น “Thai Gen Z” เหมือนกัน แต่สิ่งที่กำหนดชีวิตของพวกเขาจริง ๆ คือการเกิดในช่วงเวลาห่างกันไม่กี่ปี หรือชนชั้น ทุนทางวัฒนธรรม สถานที่เกิด และทรัพยากรที่ครอบครัวมีให้กันแน่?
ตรงนี้ทำให้การอธิบายสังคมด้วย Generation สามารถกลายเป็นการเปลี่ยนปัญหาเชิงโครงสร้างให้กลายเป็นบุคลิกหรือค่านิยมของผู้คนได้อย่างแนบเนียน เช่น เมื่อพบว่าคนรุ่นใหม่ซื้อบ้านน้อยลง เราอาจอธิบายว่า “Gen Z ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าการครอบครองทรัพย์สิน” ฟังดูเหมือนเราได้ค้นพบปรัชญาชีวิตใหม่ของคนรุ่นนี้ แต่คำอธิบายอีกแบบหนึ่งอาจตรงไปตรงมากว่ามาก นั่นคือราคาบ้านเติบโตเร็วกว่ารายได้จนคนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากซื้อไม่ไหว สิ่งที่ถูกเล่าว่าเป็น “ค่านิยมใหม่” อาจเป็นเพียงการปรับตัวต่อข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ
งานทบทวนหลักฐานของ National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine เกี่ยวกับการใช้ Generation ในการบริหารแรงงานพบว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนความคิดว่าคนแต่ละ Generation มีคุณสมบัติด้านการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนไม่ได้แข็งแรงอย่างที่วัฒนธรรมการบริหารร่วมสมัยทำให้เราเชื่อ นักจิตวิทยาองค์การอย่าง Cort Rudolph, David Costanza และนักวิจัยร่วมก็วิพากษ์ “ความแตกต่างระหว่าง Generation” ในโลกการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยชี้ว่าความแตกต่างภายใน Generation เดียวกันมักมีมากกว่าความแตกต่างเฉลี่ยระหว่าง Generation และผลการศึกษาหลายอย่างที่ถูกนำไปเล่าเป็นคุณสมบัติของ Gen X หรือ Gen Z สามารถอธิบายผ่านอายุหรือสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้เช่นกัน
แต่ถ้าหลักฐานไม่แข็งแรงนัก ทำไมแนวคิดเรื่อง Generation ถึงกลับทรงพลังเสียเหลือเกิน? คำตอบหนึ่งอาจเป็นเพราะ Generation เป็นเรื่องเล่าที่ขายง่าย “โครงสร้างตลาดแรงงานเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และผลกระทบทั้งหมดนี้แตกต่างกันตามชนชั้นและพื้นที่” เป็นคำอธิบายที่ยาวและไม่เหมาะกับคลิปสี่สิบวินาทีเท่าไร ขณะที่ “7 สิ่งที่ Gen Z ต้องการจากที่ทำงาน” กลับเข้าใจง่าย จำง่าย และแชร์ง่ายกว่ามาก
Generation จึงเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับสื่อและการตลาด เพราะมันเปลี่ยนความซับซ้อนทางสังคมให้กลายเป็นตัวละคร Boomer คือคนหัวเก่า Millennial คือคนที่โตมากับอินเทอร์เน็ต Gen Z คือคน progressive ไม่ทนกับเจ้านาย และ Gen Alpha คือเด็กหน้าจอ Louis Menand เคยตั้งข้อสังเกตใน The New Yorker ว่าวัฒนธรรมการพูดเรื่อง Generation สมัยใหม่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการกำเนิดของตลาด “เยาวชน” และอุตสาหกรรมการตลาดในศตวรรษที่ยี่สิบ เพราะธุรกิจมีแรงจูงใจอย่างยิ่งที่จะตัดประชากรออกเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีบุคลิกชัดเจน บริษัทต้องการรู้ว่าจะขายอะไรให้ Millennials ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ต้องการคู่มือบริหาร Gen Z นักการเมืองต้องการรู้ว่าจะพูดอะไรกับ “คนรุ่นใหม่” และสื่อต้องการรู้ว่าคนรุ่นไหนกำลัง “ฆ่า” อุตสาหกรรมใดอยู่ในสัปดาห์นี้
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจเกิดขึ้นหลังจากนั้น คือเมื่อหมวดหมู่ที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายเรา เริ่มย้อนกลับมาสร้างตัวเราเอง ในระยะแรก เราเป็นเพียงคนที่ถูกนักวิจัยจัดอยู่ใน Gen Z ต่อมาเราเริ่มเรียกตัวเองว่า Gen Z และวันหนึ่งเราก็เริ่มพูดว่า “ในฐานะ Gen Z ฉันคิดว่า…” ตรงนี้เองที่ Generation เปลี่ยนจาก analytical category หรือหมวดหมู่สำหรับวิเคราะห์สังคม มาเป็น identity หรืออัตลักษณ์ที่เราใช้ทำความเข้าใจตัวเอง
จาก “คนที่เกิดช่วงเดียวกันมีประสบการณ์บางอย่างร่วมกัน” เราสามารถขยับไปสู่ “คนรุ่นเราจึงเข้าใจกัน” จากนั้นเป็น “คนรุ่นเก่าไม่มีทางเข้าใจประสบการณ์ของเรา” และในที่สุดอาจกลายเป็น “เรื่องของคนรุ่นเราควรให้คนรุ่นเราเป็นคนพูดเอง” ตรงนี้แนวคิดเรื่อง Generation เริ่มเข้าใกล้ข้อถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์และ representation อย่างน่าสนใจ
แน่นอนว่า การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนพูดถึงประสบการณ์ของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ คนอายุ 17 ปีย่อมรู้ว่าการเป็นนักเรียนมัธยมในปี 2026 รู้สึกอย่างไรในแบบที่นักวิชาการอายุ 60 ปีไม่สามารถมีประสบการณ์ตรงได้ แต่การมีประสบการณ์ตรงไม่ได้เท่ากับการมีความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งนั้น เด็กอายุ 17 อาจรู้ประสบการณ์ในโรงเรียนของตัวเองดีที่สุด ขณะที่นักประวัติศาสตร์การศึกษาอาจเห็นว่าระบบที่สร้างประสบการณ์นั้นมีที่มาอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์อาจเห็นโครงสร้างงบประมาณที่กำหนดโรงเรียน และครูวัยห้าสิบอาจมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดสามทศวรรษ ความรู้เหล่านี้ไม่ได้จำเป็นต้องแข่งขันกัน
ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อเราเปลี่ยนสิ่งที่อาจเรียกว่า epistemic advantage การที่คุณรู้บางอย่างเป็นพิเศษเพราะคุณมีประสบการณ์นั้น ให้กลายเป็น epistemic monopoly หรือความคิดว่ามีแต่สมาชิกของกลุ่มเท่านั้นที่มีสิทธิอธิบายความจริงเกี่ยวกับกลุ่ม เมื่อถึงจุดนั้น อายุของผู้พูดไม่ได้เป็นเพียงบริบทของความรู้ แต่เริ่มถูกใช้เป็นหลักฐานของความถูกต้องของความรู้เสียเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การเมืองเรื่อง Generation ยังมีโครงสร้างบางอย่างคล้ายกับการสร้างอัตลักษณ์แบบชาตินิยมมากกว่าที่เรามักคิด ลองพิจารณาประโยคว่า “คนรุ่นก่อนสร้างปัญหานี้ไว้ และคนรุ่นเราต้องเป็นคนเปลี่ยนมัน” นี่เป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลัง เพราะมันสร้างอดีตร่วม ชะตากรรมร่วม และภารกิจร่วมขึ้นมาพร้อมกัน เราได้รับมรดกของปัญหาจากคนรุ่นก่อน เราต้องอยู่กับผลของมัน และ Generation ของเรามีหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ในการสร้างโลกใหม่
ในความหมายนี้ Generation สามารถทำงานคล้ายกับชาติ ชาติบอกเราว่า เรามีอดีตร่วมกัน จึงเป็นพวกเดียวกัน และมีอนาคตที่ต้องสร้างร่วมกัน การเมืองแบบ Generation ก็สามารถบอกว่าเราเติบโตมาในยุคเดียวกัน จึงเป็นคนรุ่นเดียวกัน และมีภารกิจร่วมกัน แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่า generational politics คือ nationalism หรือจะต้องนำไปสู่การเมืองฝ่ายขวา แต่ทั้งสองกรณีเผยให้เห็นกลไกเดียวกันอย่างหนึ่ง นั่นคือการสร้างคำว่า “เรา” ย่อมมาพร้อมกับการสร้างขอบเขตว่าใครคือ “พวกเขา”
เมื่อคำว่า “คนรุ่นใหม่” ถูกสร้างขึ้น “คนรุ่นเก่า” ก็ถูกสร้างขึ้นพร้อมกัน และทันทีที่เราใช้ความขัดแย้งระหว่างสองตัวละครนี้เป็นคำอธิบายหลักของสังคม ความแตกต่างภายในแต่ละฝ่ายก็เริ่มเลือนหาย นายทุนวัย 28 ปีกับแรงงานวัย 28 ปีกลายเป็น “คนรุ่นใหม่” เหมือนกัน ขณะที่มหาเศรษฐีวัย 70 กับคนเก็บขยะวัย 70 ถูกจับใส่กล่อง “Boomer” เดียวกัน การแบ่งโลกตามอายุจึงอาจทำให้ความแตกต่างด้านอำนาจและทรัพยากรซึ่งสำคัญกว่ามากหายไปจากสายตา
ทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้หมายความว่า เราควรเลิกใช้แนวคิดเรื่อง Generation เสียทีเดียว Cohort ยังคงเป็นเครื่องมือทางสังคมศาสตร์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง คนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานพร้อมกันในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบต่อรายได้และเส้นทางอาชีพที่ติดตามไปนานหลายปี คนที่เป็นวัยรุ่นในช่วงการเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดียอาจสร้างรูปแบบความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีต่างจากคนที่เริ่มใช้มันเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามทางสังคมศาสตร์ที่จริงจังและควรศึกษา
แต่คำถามที่ดีจึงอาจไม่ใช่ “Generation มีจริงหรือไม่มีจริง?” หากเป็น “เมื่อไร Generation ช่วยให้เราเห็นอะไรบางอย่าง และเมื่อไรมันกำลังบดบังสิ่งที่สำคัญกว่า?” เราสามารถศึกษา Cohort ได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างบุคลิกให้ Cohort เราสามารถสังเกตว่า คนซึ่งเติบโตในช่วงเวลาเดียวกันเผชิญเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์บางอย่างร่วมกัน โดยไม่ต้องสรุปว่าพวกเขามีค่านิยม ความคิด หรือภารกิจทางการเมืองร่วมกันโดยธรรมชาติ
ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า Gen Z, Millennial หรือ Boomer แต่อยู่ที่นิสัยของมนุษย์ที่ชอบเปลี่ยน category ให้กลายเป็น essence เราสร้างหมวดหมู่ขึ้นมาเพื่อช่วยจัดระเบียบโลกที่ซับซ้อน จากนั้นใช้มันบ่อยครั้งเสียจนลืมไปว่าเราเป็นคนสร้างมัน และในที่สุดก็เริ่มอธิบายมนุษย์จากกล่องที่เราเป็นคนวาดขึ้นมาเอง
คนที่เกิดในปีเดียวกันไม่ได้จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน คนที่ผ่านเหตุการณ์เดียวกันไม่ได้จำเป็นต้องตีความมันเหมือนกัน คนที่อายุเท่ากันไม่ได้จำเป็นต้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน และการเป็นสมาชิกของ Generation หนึ่งก็ไม่ได้ทำให้ใครมีสิทธิผูกขาดการอธิบาย Generation นั้น เราอาจมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องมีอัตลักษณ์ร่วมกัน
ดังนั้นแทนที่จะถามว่า “Gen Z เป็นคนอย่างไร?” เราควรเปลี่ยนไปถามคำถามที่ยุ่งยากกว่า แต่แม่นยำกว่า เช่น คนอายุยี่สิบในวันนี้กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานแบบไหน พวกเขาต้องซื้อบ้านในราคาที่สัมพันธ์กับรายได้อย่างไร พวกเขาเติบโตขึ้นท่ามกลางเทคโนโลยีแบบไหน ชนชั้น เพศ ครอบครัว และภูมิศาสตร์ทำให้คนวัยเดียวกันมีชีวิตแตกต่างกันอย่างไร สิ่งใดเป็นเพียงผลของการอยู่ในวัยหนึ่ง สิ่งใดเป็นผลของยุคสมัยที่ทุกคนกำลังเผชิญ และสิ่งใดเป็นประสบการณ์เฉพาะของ Cohort ที่จะติดตามคนกลุ่มนั้นไปจริง ๆ เมื่อพวกเขาแก่ลง
อันจะนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า อะไรทำให้เราต้องการเชื่อว่าคนหลายสิบล้านคนที่บังเอิญเกิดในช่วงเวลาใกล้กัน เป็นคนประเภทเดียวกันตั้งแต่แรก?
เมื่อเรากลับมาถามเช่นนี้ Generation ก็ยังมีประโยชน์อยู่ เพียงแต่มันจะกลับไปทำหน้าที่ในฐานะเครื่องมือสำหรับตั้งคำถามต่อโลก ไม่ใช่อุปกรณ์จัดระเบียบที่คอยบอกเราว่ามนุษย์แต่ละคนควรเป็นใคร




