ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์
OECD Now & Next
หลังจากประเทศไทยประเมินตัวเองแล้ว กระบวนการจะเข้าสู่ขั้นตอนที่เรียกว่า การประเมินทางเทคนิค หรือ Technical Review ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีรายละเอียดมากที่สุด และอาจใช้เวลามากที่สุดของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก
OECD จะเริ่มจากการนำข้อมูลใน Initial Memorandum (IM) มาศึกษาและประมวลผล ก่อนแจ้งว่าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องใดบ้าง จากนั้นจึงส่งแบบสอบถาม ขอข้อมูล จัดประชุมกับหน่วยงานไทย และเชิญผู้แทนจากประเทศสมาชิกเข้าร่วมหารือในคณะกรรมการแต่ละด้าน
แต่ OECD ไม่ได้ดูเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร
ในหลายเรื่อง OECD จะเดินทางเข้ามาพบกับหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Fact-Finding Mission หรือ ภารกิจค้นหาข้อเท็จจริง
เหตุผลนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะการมีกฎหมายที่เขียนไว้ดี ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้นจะถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป เช่นเดียวกับการมีนโยบายที่ดูดีบนกระดาษ ก็ไม่ได้รับประกันว่านโยบายดังกล่าวจะสร้างผลลัพธ์ได้จริง
OECD จึงต้องการมองให้เห็นทั้งสองด้าน คือสิ่งที่ประเทศผู้สมัครเขียนไว้ และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่การหารือของคณะกรรมการ OECD แต่ละคณะ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก ก่อนที่จะจัดทำรายงานเชิงลึกและสรุปข้อเสนอแนะผ่านเอกสารที่เรียกว่า จดหมายจากประธานคณะกรรมการ หรือ Chair’s Letter
ข้อเสนอแนะที่ได้รับอาจมีทั้งเรื่องที่ต้องออกหรือปรับปรุงกฎหมาย และเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แต่ควรปรับกระบวนการทำงาน มาตรฐานการกำกับดูแล การจัดเก็บข้อมูล หรือแนวปฏิบัติของหน่วยงานรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในบางกรณี ประเทศผู้สมัครอาจดำเนินการตามข้อเสนอแนะได้ทันที แต่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลา ต้องรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือต้องออกแบบช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
กระบวนการนี้จึงไม่ใช่การที่ OECD เขียนคำสั่งมาให้ประเทศไทยทำตามฝ่ายเดียว ประเทศไทยสามารถอธิบายบริบท นำเสนอข้อจำกัด และหารือถึงแนวทางที่เหมาะสมได้ตลอดเวลา
เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การนำมาตรฐานจากต่างประเทศมาวางทับประเทศไทยทั้งชุด แต่อยู่ที่การหาวิธีทำให้หลักการและมาตรฐานที่ดี สามารถทำงานได้จริงภายใต้บริบทของสังคมไทย
ไม่ใช่แค่การเข้าร่วม แต่คือการก้าวไปเป็น
เมื่อแต่ละคณะกรรมการเห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมและดำเนินการตามข้อเสนอแนะสำคัญแล้ว กระบวนการจึงจะเดินต่อไปสู่การจัดทำถ้อยแถลงสุดท้าย การพิจารณาของคณะมนตรี OECD การลงนามความตกลง และขั้นตอนทางการทูตเพื่อให้การเข้าเป็นสมาชิกมีผลอย่างเป็นทางการ
หากมองเฉพาะปลายทาง เป้าหมายของกระบวนการทั้งหมดก็คือ การได้รับสถานะสมาชิก OECD
แต่หากมองสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง สิ่งที่ประเทศไทยได้รับอาจมีความหมายมากกว่าสถานะนั้น
ประสบการณ์ของประเทศที่เข้าเป็นสมาชิก OECD ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นชิลี โคลอมเบีย หรือคอสตาริกา สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการประเมินทางเทคนิคสามารถเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย การยกระดับสถาบัน และการทำให้นโยบายของรัฐมีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือมากขึ้น
แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่ทุกข้อเสนอแนะจะสามารถดำเนินการได้ทันที บางเรื่องอาจมีต้นทุน บางเรื่องอาจกระทบต่อคนบางกลุ่ม และบางเรื่องอาจต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจในสังคม
ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องเร่งเดินจนสะดุด แต่ก็ไม่ควรใช้ความยากเป็นเหตุผลที่จะหยุดอยู่กับที่
สิ่งสำคัญคือการเลือกจังหวะการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และออกแบบการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการเข้า OECD ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิก
แต่ยังเป็นโอกาสให้ประเทศไทยกลับมามองตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า กฎหมายของเราทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือไม่ ภาครัฐของเราทำงานได้ดีเพียงใด และนโยบายของเราพร้อมรองรับอนาคตมากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น การเข้า OECD จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ การเข้าร่วม แต่คือการค่อย ๆ ก้าวไปเป็น ประเทศที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และพร้อมรับผิดชอบต่อบทบาทในการร่วมกำหนดทิศทางของโลกมากขึ้น
ไม่ใช่แค่การเข้าเป็นสมาชิก แต่คือการก้าวไปเป็นประเทศที่พร้อมกว่าเดิม



