OECD แนะไทยขับเคลื่อน “องคาพยพทั้งสังคม” ปฏิรูปหลักนิติธรรม ซอฟต์แวร์ ยกระดับประเทศไทย

Competitiveness and OECD Readiness

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ World Justice Project (WJP) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมจัดงาน “Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026: Competitiveness and OECD Readiness” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่มาตรฐาน OECD

สำหรับเวทีเสวนาหัวข้อ Governance Trust and Thailand’s Compettiveness: What Will it Takes? โดยมีวิทยากร Tatyana Teplova , Head of the Global Partnerships,Inclusion and Justice(GPIJ) Division,Senior Counsellor, OECD นายผยง ศรีวณิช กรรมการและผู้จัดการใหญ่ และประธานสมาคมธนาคารไทย และ ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวว่า “การทำให้เราสามารถตีโจทย์ความท้าทายของประเทศไทยได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นด้านธรรมาภิบาล ด้านหลักนิติธรรม และเรื่องของความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยที่จะแข่งขันต่อไปข้างหน้าสามารถเกิดขึ้นได้จริงในเวทีโลก โจทย์ของไทย ไม่ใช่ว่าเราจะแข่งขันกับประเทศอื่นอย่างไร แต่จริงๆ แล้วเราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายจากสังคมผู้สูงวัย กำลังแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีสัดส่วนที่น้อยลง คุณภาพของทุนมนุษย์ที่เรากำลังพูดถึงกำลังอ่อนแอ รวมไปถึงความเท่าทันในเรื่องเทคโนโลยี สารสนเทศรวมไปถึงเรื่อง AI”

​วันนี้เราคงมีโอกาสได้พูดถึง ความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ความเหลื่อมล้ำของประชากร ที่เกิดขึ้นจนเป็นปัญหาไปสู่เรื่องของหนี้ครัวเรือน แม้กระทั่งหนี้นอกระบบที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ ต้องยอมรับว่าโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ ไม่มีเรื่องใดที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง

​เพราะว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึง เป็นในระดับโครงสร้าง ที่จำเป็นที่จะต้องให้ทุกๆ หน่วยงานเห็นเป้าหมายร่วมกันก่อน เพื่อที่จะทำให้เกิดพันธกิจที่แข็งแรงทั้งในระดับการเมืองรวมไปถึงผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ที่จะทำให้เกิดกติกา มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐานเพียงพอที่จะทำให้องค์กรและสถาบันต่างๆ สามารถทำหน้าที่ได้

อันนี้ก็เป็นที่มาว่าทำไม OECD ให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง Rule of Law เรื่อง Governance และที่สำคัญอีกคำหนึ่งคือ Institutional Trust

​ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ขั้นตอนขณะนี้อยู่ในช่วงของ Technical Review ซึ่งน่าจะใช้เวลาได้ตั้งแต่ 2 ปี หรืออาจจะ 8 ปี แต่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายใน 2 ปีนี้ ประเทศจะต้องมีความคืบหน้าและสามารถที่จะเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ได้ คำถามสำคัญของเวทีในวันนี้ นอกจากจะพูดถึงว่าเราต้องปรับตัวอะไร แต่จริงๆ เราจะทำให้เกิดเครือข่ายของผู้ที่เข้าใจ หรือผู้นำที่จะสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ในรูปแบบของความร่วมมือแบบใหม่ สำหรับอนาคตของเราได้อย่างไร

………..

ดร. ทาเทียนา เทโพลวา

OECD แนะไทยขับเคลื่อน “องคาพยพทั้งสังคม” ปฏิรูปหลักนิติธรรม

ดร.ทาเทียนา เทโพลวา ผู้แทนจาก OECD (Tatyana Teplova , Head of the Global Partnerships,Inclusion and Justice(GPIJ) Division,Senior Counsellor, OECD ) กล่าวว่า หลักนิติธรรมคือรากฐานที่แท้จริงของความเชื่อมั่นในสถาบัน ความมั่นใจทางเศรษฐกิจ ความยืดหยุ่นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และประสิทธิผลในภาพรวมของสถาบันภาครัฐ โดยเฉพาะในกระบวนการที่ประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งมีเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดในเรื่องประสิทธิภาพของระบบยุติธรรม ทั้งนี้ แม้จะยังอยู่ในขั้นตอนการทำความเข้าใจบริบทเฉพาะของไทย แต่ OECD เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าจากทั้งรัฐบาลและภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ดร.ทาเทียนา ได้หยิบยก 5 ด้านหลักที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ได้แก่

1. ความสามารถในการคาดการณ์ได้ (Predictability) เพื่อลดความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน ประชาชนและนักลงทุนต้องการความมั่นใจในการตัดสินใจที่เกิดขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน มีการบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ เท่าเทียม และตรวจสอบได้ ความสามารถในการคาดการณ์ได้นี้ช่วยลดความไม่แน่นอน และสร้างความเชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ ให้แข็งแกร่งขึ้น

2. การเข้าถึงความยุติธรรม (Access to Justice) ที่รวดเร็วและเป็นธรรม ประชาชนและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ที่มั่นคงแล้ว หรือ SMEs ต่างต้องการช่องทางที่ปฏิบัติได้จริงในการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นกลาง ภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม และในราคาที่เข้าถึงได้ และเมื่อการเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก ความเชื่อมั่นและความมั่นใจในสถาบันภาครัฐก็อาจเสื่อมถอยลงได้

3. ความแน่นอนทางกฎระเบียบ (Regulatory Certainty) โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับภาระผูกพันที่มี และยังต้องการความมั่นใจว่ากฎระเบียบต่างๆ จะถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่คำนึงถึงขนาดหรืออิทธิพลของธุรกิจนั้นๆ กลไกการระงับข้อพิพาทที่ยุติธรรมและโปร่งใสถือเป็นส่วนสำคัญ

4. ความซื่อสัตย์สุจริต (Integrity) ของภาครัฐเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หลักนิติธรรมจะไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตที่เข้มแข็ง ความเชื่อมั่นของสาธารณชนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าการตัดสินใจเหล่านั้นถูกมองว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ ซึ่ง OECD มีแนวปฏิบัติที่ดีและมาตรฐานที่จะช่วยแนะแนวทางการปฏิรูปประเทศในด้านนี้

5. การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence) เพื่อประเมินผลการปฏิรูป และการปฏิรูปนั้นส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจจริง

ดร.ทาเทียนา สรุปว่า ระบบหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง จะต้องตรวจสอบได้ คาดการณ์ได้ เข้าถึงได้ ยุติธรรม มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

ดร.ทาเทียนา ยังได้เน้นย้ำถึงแนวทาง “องคาพยพทั้งสังคม” ว่าเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากกรอบของหลักนิติธรรมในวงกว้างนั้น ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการประสานพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งการนำโดยภาครัฐ การมีระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจนจากภาคเอกชน และการสะท้อนปัญหาจริงจากภาคประชาสังคม

“สิ่งที่เราหวังไว้ก็คือ ผลลัพธ์จากกระบวนการประเมินเพื่อเข้าเป็นสมาชิก จะทำให้เกิด “แผนที่นำทางการปฏิรูป” (Reform Roadmap) สำหรับประเทศไทย เพื่อปรับปรุงสถานะของหลักนิติธรรม และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD นี้จะช่วยส่งเสริมเรื่องนี้” ดร.ทาเทียนากล่าว

ดร.ทาเทียนากล่าวต่อว่า การปฏิรูปที่จะสำเร็จนั้นต้องมุ่งทำความเข้าใจประสบการณ์จริงของประชาชนและธุรกิจ ในหลายประเทศมีการใช้การสำรวจความต้องการทางกฎหมาย (Legal needs surveys) เพื่อให้สถาบันรัฐสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุดเพิ่มมากขึ้น มีการทำแผนผังเส้นทางของผู้ใช้บริการ (User pathways) เพื่อให้เข้าใจฝั่งของธุรกิจและฝั่งของสังคมอย่างแท้จริงเมื่อต้องรับมือกับประเด็นหลักนิติธรรม และมีการใช้ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ของประชาชนและติดตามความคืบหน้า

ผู้แทน OECD ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ “ภาวะผู้นำใน 3 ระดับ” ประกอบด้วย ผู้นำทางการเมืองเพื่อกำหนดทิศทาง ผู้นำเชิงสถาบันเพื่อนำนโยบายไปปฏิบัติ และผู้นำทางสังคมเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันในการปฏิรูป

โดย OECD พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างประเทศไทยในการนำมาตรฐานสากลมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและลำดับความสำคัญของประเทศ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

…………

นายผยง ศรีวณิช กรรมการและผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย

ไทยไม่ได้แพ้เพราะขาดโอกาส แต่แพ้เพราะศักยภาพถูกกัดกร่อน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการและผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ดร.ทาเทียนา ได้แชร์ภาพ Rule of law ให้เห็นในหลายมิติว่าเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างไร ขอย้อนไปที่การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างประเทศ เขาต้องการความมั่นใจว่าจะลงทุนอย่างไร จะเผชิญกับสภาวะแวดล้อมแบบไหน สิ่งที่สะท้อนการลงทุนของผู้ประกอบการไทย ลดลงอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา แต่ไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ในขณะที่ตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เรายังไม่โตและพยายามที่จะประคับประคองอยู่

”ดังนั้น การตัดสินใจของลงทุนของนักลงทุน ต้องมั่นใจว่าเขาจะได้เงินของเขากลับไปอย่างไร มีประสิทธิภาพไหม การเลือกประเทศไทย ก็ต้องมั่นใจว่าทำให้เขาแข่งขันได้ ไม่ใช่ไปฉุดรั้งเขา เพราะเขาหวังว่าพันธมิตรที่เลือก จะทำให้เขาแข็งแรงแล้วก็เข้มแข็ง แล้วก็แข่งขันได้”

​ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งแวดล้อมที่เขาจะจัดเกรดประเทศเรา ในแง่ภาคเอกชนเรามองว่าต้อง Reinvent Thailand จากปัญหาประเทศ 3 เรื่อง 1. ปัญหาเชิงโครงสร้าง 2. ความสามารถในการแข่งขัน และ 3. Government Inefficiency ซึ่ง Rule of Law อยู่ในกลุ่มที่ 3 และทั้ง 3 เรื่องนี้ เชื่อมโยงกันอย่างแยกกันไม่ออก เพราะอันหนึ่งจะเป็นผลกับอีกอันหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เราขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจนอกระบบถึง 48% ตามข้อมูลของธนาคารโลก โดยสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงกัน เกิดแรงงานนอกระบบ 53% รวมไปถึงการยื่นเสียภาษีเงินได้ต่างๆ อยู่ในรูปแบบของบุคคลธรรมดาประมาณ 11-12 ล้านคน แต่เสียภาษีจริงๆ กว่า 4 ล้าน จากประชากร 70 ล้านคน

“นี่เป็นภาพเชิงโครงสร้าง ถ้านักลงทุนเขาเข้ามา เขาจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Informal Economy (เศรษฐกิจนอกระบบ) เพื่อที่จะเอาตัวรอดและแข่งขันได้ หรือเขาต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ Formal Economy (เศรษฐกิจในระบบ) เพื่อให้เขาแข็งแรง และสามารถเข้าถึงหน่วยงานพัฒนาระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อีกภาพหนึ่ง(ภาพบน)ที่อยากจะชี้ให้เห็นสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย คือ มีการว่างงานมากขึ้น เกิดแรงงานนอกระบบมากกว่าแรงงานในระบบ (เส้นสีเทาคือแรงงานนอกระบบมากกว่าแรงงานในระบบ) หนี้ครัวเรือนตัวเลข 90% แต่เราลืมวัดหนี้นอกระบบ ซึ่งการวิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนให้เห็นว่า ถ้ารวมหนี้นอกระบบ ตัว Gross Liability ตัว Gross Debt 124% ของ GDP แต่ถ้าดู Net หนี้นอกระบบ เจ้าหนี้บางคน เป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในคนเดียวกัน จะอยู่ที่ประมาณ 117%

​อีกตัวหนึ่งของโครงสร้าง ที่นักลงทุนต่างชาติหรือคนไทยเองที่จะลงทุนต้องดู ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ 1% สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 65% ของ GDP จ้างงานเพียง 15% มีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ รายเล็กแข่งขันไม่ได้ นักลงทุนใหม่เข้ามาไม่ได้ ยังเป็นการลงทุนเดิมๆ บน 1% ที่มี อันนี้เป็นตัวสะท้อนในมุมของนักลงทุน ต้องมีการจัดเกรด ในมิติเหล่านี้

นอกจากนี้ห่วงโซ่อุปทานของเขา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก SME จะเข้มแข็งพอให้เขามีห่วงโซ่อุปทานในการเป็นพันธมิตรกับประเทศไทยที่แข่งขันได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เราต้องทำความเข้าใจ

World Bank ได้พูดว่า เมื่อเศรษฐกิจนอกระบบสูง ปัญหาตามมาอีก 6 ด้าน (ดูภาพประกอบ)หนี้นอกระบบ ความยากจน รายได้ต่ำ Resiliency ต่ำ ไม่ Sustainable Growth รวมไปจนถึง Rule of law แต่เราต้องทำความเข้าใจ และแบ่งปัน ให้ได้ว่า เราจะแก้ไขมันอย่างไร

เรื่อง Regulatory Reform ที่เรามีกฎหมายมากมายหลายฉบับ เป็นตัวต้นเหตุของ Regulatory Reform ที่นำไปสู่ตัว Government Inefficiency หรือไม่ นำไปสู่ดัชนีการคอร์รัปชันอย่างไร อันนี้เป็นต้นเหตุที่เราจะต้องทำความเข้าใจ

ถัดมาดัชนีการคอร์รัปชันจาก World Justice เราอยู่ในช่วง Declining Trend กล่าวคือดัชนีการคอร์รัปชันแย่ลง ถัดมาเรื่องของการใช้ดุลพินิจ ระบบอุปถัมภ์ ขาดกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุล ถ้าดูข้อมูล OECD จากกิจกรรมการล็อบบี้ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเราดูในสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องของแนวทางปฏิบัติ ความท้าทาย มีอยู่อย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้ส่งผลกับการกินดีอยู่ดีของระบบเศรษฐกิจของประเทศ และการเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันนี้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีผลกระทบจากพื้นฐาน Rule of law ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักในการเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ อีก มากมาย

ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมที่ทำไมภาคเอกชนมองเห็นถึงความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องกลับมาปรับแก้ในเรื่องของ Rule of law ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ หรือเป็นจิตวิญญาณของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม สามารถที่จะถามได้ ตอบโจทย์ได้ มีความโปร่งใส ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนว่า ถ้าเข้ามาเป็นพันธมิตรกับประเทศไทย จับมือกันเติบโตกันอย่างยั่งยืน

…….

ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ปัญหาเชิงโครงสร้าง-กลไกเชิงสถาบัน บั่นทอนความน่าเชื่อถือ

ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าการยกระดับประเทศ มี 2 ด้านที่ได้พูดถึงกันในเวทีนี้ คือ โครงสร้าง กับกลไกเชิงสถาบัน จริงๆ 2 คำนี้เป็นคำที่สภาพัฒน์ได้ใช้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะว่ากำลังที่จะยกร่าง แผนฯ ฉบับ14 หรือว่าเป็นการอัปเกรด OS (ระบบปฏิบัติการ) อีกครั้งหนึ่งของประเทศเราก็ว่าได้ ดังนั้น คำว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง กับตัวกลไกเชิงสถาบัน จึงเป็นตัวหนึ่งที่ขออนุญาตเน้นย้ำว่าทำให้เกิดการสะดุดทางการเติบโต เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ 5 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมายที่ล้าสมัยจำนวนมาก เรื่องปัญหาคอร์รัปชัน เรื่องหลักนิติธรรม เรื่องประชาธิปไตย รื่องประสิทธิภาพของภาครัฐ ขออนุญาตไม่พูดซ้ำที่ท่านวิทยากรท่าอื่นได้พูดถึงแล้ว กระบวนการในแต่ละอันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งหมด

ตอนนี้ iOS ที่เราติดขัดอยู่ มันทำให้เกิดความเชื่อถือที่ค่อนข้างที่จะท้าทายมาก หรือเราเรียกว่าความเชื่อมั่นที่ค่อนข้างที่จะไม่สูง แล้วความน่าเชื่อถือที่ค่อนข้างจะลำบากตัวนี้ เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เป็นกับดักที่ทำให้เราไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาต่อได้ยากลำบากมาก

ถามว่ากระบวนการเหล่านี้เกิดอะไรขึ้น มีหลายปัจจัยที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาครัฐต่างๆ จากการประเมิน การยอมรับกระบวนการต่างๆ ภาครัฐคอนข้างที่จะล้าสมัย หรือว่ากฎหมายต่างๆ ค่อนข้างมีความซ้ำซ้อนกัน

​ประเด็นหนึ่งที่เราคิดว่าจะอัปเกรด iOS เพื่อทำให้ตัวระบบปฏิบัติการทำงานต่อไปได้ จึงมีคำว่า Growing Trust ซึ่ง Growing Trust จะเป็นกระบวนการการวางแผนพัฒนาต่อไป ความเชื่อมั่นจะต้องเรียกกลับมาในทุกมิติ อย่างแรกเราจะต้องเรียกความเชื่อมั่นในภาครัฐก่อน คำว่า Reform หรือว่า Public Reform ถูกนำขึ้นมาเป็น 1 เสาสำคัญของตัวแผนฯ 14 ที่กำลังยกร่างอยู่ การที่เรามองว่าภาครัฐมีขนาดใหญ่จากกระบวนการต่างๆ นานาที่มีการพัฒนาของสายงาน การปรับปรุงกับกลไก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาด เรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน เป็นสิ่งที่จะต้องทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเชื่อมั่นทางสถาบัน ซึ่งจะมากกว่าภาครัฐ สถาบันที่จะมีความร่วมมือกับภาครัฐ หรือว่าสถาบันที่จะทำเพื่อพัฒนาประเทศ จะต้องหลอมขึ้นมา และจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในประเทศไทย

​เมื่อความเชื่อมั่นในประเทศไทยเกิดขึ้น นักลงทุนพอเห็นตัวเลขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือนต่างๆ พวกนี้ พอเราปรับปรุงพัฒนาขึ้นมา ตัวเลขบางอย่างที่อาจจะไม่ถูกเปิดเผย แล้วเราเปิดเผยเพื่อพัฒนา หรือแก้ปัญหาให้ตรงจุด ตรงประเด็น มากขึ้น จะทำให้เกิดคำว่าความเชื่อมั่น เกิดขึ้นมากขึ้น พอความเชื่อมั่นเข้ามามากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการเจริญเติบโต ซึ่งไม่ใช่เฉพาะตัวเศรษฐกิจเท่านั้น จะเป็นการเติบโตทั้งระบบ ดังนั้น พอเรานำประเด็นต่างๆ มาวางยุทธศาสตร์ ตัวแผนฯ 14 จะเป็นกระบวนการหนึ่งที่เราจะใช้ในการพัฒนาประเทศในอีก 5 ปี ข้างหน้า

เรามี Guiding Principle ทั้งหมด 4 เรื่อง 1. Productivity ผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ 2. Inclusivity เรื่องของความครอบคลุม 3. Adaptability 4. Integrity พัฒนาตัวเองอย่างมีภูมิคุ้มกัน ในกระบวนการตรงนี้ความเชื่อมั่นเป็นอันหนึ่งที่เรา เรียกว่าเป็นวาระแฝงที่เราสร้างขึ้นเอาไว้ แต่ว่าตัวความเชื่อมั่นจริงๆ (ดูแผนภาพ) คือ Transform เศรษฐกิจ R คือ Reform ภาครัฐ U คือ Upgrade ทุนมนุษย์ S ก็คือ Sustain สิ่งแวดล้อม T คือ Transfer Technology and Innovation

​เราจะดูกระบวนการต่างๆ ให้ครอบคลุมแต่เฉพาะเจาะจง คำนี้อาจจะเป็นคำที่ดูย้อนแย้งกันนิดหนึ่ง เราจะครอบคลุมให้ทุกมิติ แต่ในแต่ละมิติต้องเฉพาะเจาะจงไปมากขึ้นว่าทำอะไร เช่น เศรษฐกิจ เราจะมุ่งเน้นเศรษฐกิจที่เป็นศักยภาพ ไม่เน้นเศรษฐกิจที่จะสร้างมลพิษ กระบวนการตรงนี้จะสร้างคำว่าความเชื่อมั่นขึ้นมา ความเชื่อมั่นในรัฐบาล ความเชื่อมั่นในสถาบัน ความเชื่อมั่นในประเทศไทย แล้วก็นำมาซึ่งความเติบโตทางเศรษฐกิจ

สมาชิก OECD…อยากเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน เราต้องมีมาตรฐานก่อน

เวลาที่พูดถึง OECD Accession สิ่งที่สภาพัฒน์ชอบใช้ด้วยบ่อยก็คือ Not about joining, about becoming คือ ไม่ได้เป็นแค่การเข้าร่วม แต่เป็นการยกระดับประเทศทั้งระบบ อันนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ทำไมถึงต้องมีคำว่า Accession เพราะว่า ปกติแล้ว ถ้าเกิดการเข้าร่วม เรายื่นใบสมัครไปก็จบ เหมือนการเข้าเรียน ยื่นใบสมัครไป ให้เข้าเรียน ถือว่าเป็นสมาชิกของมหาวิทยาลัยนั้น หรือสถาบันนั้น แต่ว่า กระบวนการของ OECD พอเรายื่นใบสมัคร เราต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเรามีคุณสมบัติเพียงพอ เราอยากเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน เราต้องมีมาตรฐานก่อน ประเทศไทยเราอยากเป็น หนึ่งในผู้ร่วมกำหนดมาตรฐานต่างๆ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมกำหนดเครื่องมือทางกฎหมายของโลก ดังนั้น เราจึงจะต้องบอกตัวเองว่าทำยังไงถึงได้มาตรฐาน ถึงยังไงถึงเป็นผู้มีคุณสมบัติเพียงพอในการเป็นมาตรฐาน

​สิ่งที่ทาง ดร.ทาเทียนา พูดถึง Whole of Government หรือเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีการบูรณาการภาครัฐทั้งหมด เป็นหนึ่งในกระบวนการหลักของการเป็นสมาชิก OECD ภาพนี้เป็นภาพที่ (ดูภาพประกอบ) แสดงถึงเส้นทางเดินของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD มี 10 ขั้นตอนด้วยกัน ตอนนี้เราผ่านไป 5 ขั้นตอนแล้ว ปัจจุบัน เป็นขั้นตอนที่ 6 เป็นขั้นตอนที่ท้าทายที่สุด เพราะว่าเป็นขั้นตอนที่เราเรียกว่า Technical Reviews หรือว่าการประเมินทางเทคนิค

“ไม่ใช่แค่การประเมิน การประเมินเป็นจุดเริ่มต้น แต่การไปตอบโจทย์ที่เราประเมินไว้ คือ สิ่งที่ท้าทาย เราอยากเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน เราประเมินตัวเองเสร็จ เราต้องทำให้ได้เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอ ดังนั้นเป็นอันหนึ่งที่ทาง ภาครัฐ กระทรวง หน่วยงานต่างๆ ต้องตื่นตัวขึ้นเรื่อยๆ ผมใช้คำว่าตื่นตัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่า เป็น 1 ในคำสั่งของรัฐบาลที่ต้องการเป็นสมาชิกภายในปี 2571-2572 ดังนั้น สิ่งที่อยากจะปฏิรูปมาตลอด 10 ปี 20 ปี อันนี้เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะช่วย OECD เขามีผู้เชี่ยวชาญในทุกแขนง มาให้คำแนะนำว่าจะต้องไป ยังไง”

​ดังนั้นจึงคิดว่า การเป็นสมาชิก OECD เป็นตัวเร่ง พอเราทำเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปภาครัฐ เพียงแต่ว่าภาครัฐเอง มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ภาคเอกชน ภาคประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย ให้เขาเห็นว่ามีผลกระทบอะไร แล้วก็มีผลประโยชน์อะไร ดังนั้น การบูรณาการทั้งหน่วยงานทางภาครัฐ ทั้งสังคม Whole of Government กับ Whole of Society จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ