ทำไม ธปท. ต้องจัดการเงินเทา

ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับมอบหมายจากผู้ว่าฯวิทัย รัตนากร ให้ไปบรรยายในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2569 ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

หัวข้อที่ผู้จัดงานให้มา คือ บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อการนำพาเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

สิ่งแรกที่ผมพูด คือ หัวข้อนี้คาดหวังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากเกินไป เพราะ ธปท. มีเครื่องมือและขอบเขตหน้าที่จำกัด ธปท. เพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้

การแก้ไขปัญหาของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน รวมทั้งรัฐบาลและภาคเอกชน โดย ธปท. จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ในงานสัมมนา ผมนำเสนอโมเดลการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ปรับจากโมเดลลูกศร 3 ดอก (Three arrows) ของญี่ปุ่น ที่ริเริ่มในปี 2556 โดยอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า นโยบายอาเบะโนมิกส์

แม้ในช่วงแรก นโยบายอาเบะโนมิกส์จะถูกปรามาส แต่ 13 ปีผ่านไป นโยบายนี้ได้รับการยอมรับว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น ให้หลุดพ้นจาก 3 ทศวรรษที่สูญหาย

ลูกศร 3 ดอก ได้แก่ นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และต้องใช้ลูกศรทั้ง 3 ดอก จึงจะเห็นผล จะขาดดอกใดดอกหนึ่งไปไม่ได้

แต่ในกรณีไทย ผู้ว่าฯวิทัย เห็นว่าลูกศรแค่ 3 ดอกยังไม่พอ จึงเพิ่มลูกศรดอกที่ 4 ขึ้นมา คือ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

มาตรการการเงินเฉพาะจุดของผู้ว่าฯวิทัย หรือจริงๆแล้ว คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในส่วนของภาคสถาบันการเงินที่ ธปท. กำกับดูแล แบ่งเป็น 4 เรื่อง ได้แก่

1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่มีศักยภาพ

2. การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย

3. การสร้างความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน ผ่านการกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมและการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคาร (Nonbank) และ

4. การจัดการเงินเทา

เท่าที่ผมสัมผัส ใน 4 เรื่องนี้ เรื่องสุดท้าย การจัดการเงินเทา เป็นเรื่องที่ได้ใจประชาชนทั่วไปมากที่สุด

หลายคนบอกกับผมส่วนตัวว่า เขาชื่นชมในความกล้าหาญของผู้ว่าฯวิทัยมาก ขณะที่อีกหลายคนบอกว่า ธปท. ควรทำเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีคนตั้งคำถามมากที่สุด ว่า ธปท. ทำเกินบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลางหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่มองว่าธนาคารกลางควรจะโฟกัสที่เสถียรภาพการเงิน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น

ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ เงินเทาไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรม แต่คือภัยคุกคามต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว

โดยเฉพาะหากเงินทุนจำนวนมากถูกจัดสรรไปสู่ธุรกิจที่ผิดกฎหมายและการคอร์รัปชัน แทนที่จะไหลไปสู่ SMEs ที่มีศักยภาพ การลงทุนในการศึกษา ระบบสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

อันที่จริง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ งานศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีศึกษาในละตินอเมริกา พบว่า ปัญหาเงินเทาทำให้การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจไปผิดที่ผิดทาง และฉุดรั้งศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ยิ่งไปกว่านั้น การมีอยู่ของเงินเทามีผลต่อความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน ซึ่งอยู่ใต้การกำกับของ ธปท.

มีเรื่องตลกร้ายเรื่องหนึ่ง ที่ผมรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่ได้ยิน คือ ประเทศไทยได้พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกแล้ว … ศูนย์กลางเงินเทา

โดยทั่วไป ธนาคารกลางที่มีหน้าที่กำกับสถาบันการเงินจะดูแลปัญหาเงินเทาผ่านมาตรการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) เพียงแต่ไม่ได้หยิบยกมาพูดกันชัดๆ จนกระทั่งเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในภูมิภาค

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) และธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาค (ของจริง) พูดถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการเงินเทาในเชิงรุกชัดเจนมาก

MAS: “MAS is fully committed to safeguarding Singapore as a clean and trusted financial centre”

HKMA: “The risks are not just about the money that may be lost; it’s about faith in our financial system, our security, and the pride we all have in Hong Kong as a leading, trusted financial centre.”

ดังนั้น การจัดการเงินเทาของผู้ว่าวิทัย สามารถมองได้ว่าเป็นการยกระดับ AML/CFT จากเชิงรับ (ดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สากล) ไปสู่เชิงรุก โดยที่ยังอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของธนาคารกลาง

วรรคสุดท้ายนี้สำคัญมากครับ

ผู้ว่าฯวิทัยพูดอย่างชัดเจนในหลายเวทีว่า การจับกุมและปราบปรามเงินเทาเป็นหน้าที่ของตำรวจ และ ปปง. ส่วน ธปท. เป็นผู้ประสานงาน ตรวจสอบ และ “สร้างคอขวด” สำหรับเงินเทาที่ไหลผ่านสถาบันที่ ธปท. กำกับดูแล

เช่น การถอนและ (ในอนาคต) การฝากเงินสดเกินห้าล้านบาท จะต้องสามารถชี้แจงวัตถุประสงค์และที่มาที่ไปได้

ล่าสุด ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล 11 หน่วยงานได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ภายใต้ “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” เพื่อยกระดับภาคการเงินไทยไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายและการทุจริต

ในงานนี้ ยังมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมงานด้วย สะท้อนความเป็นประเด็นเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน

ในทางปฏิบัติ การสร้าง “คอขวด” เพื่อสกัดกั้นเงินเทา ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจสร้างความไม่สะดวกให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนที่สุจริตได้บ้าง

โจทย์สำคัญของ ธปท. จึงไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบต่อการทำธุรกรรมปกติของประชาชนและภาคธุรกิจ แต่คือ การหา “จุดสมดุล” ระหว่างการสร้างคอขวดสกัดเงินเทา กับการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจและประชาชนที่สุจริตขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างราบรื่น

แน่นอนว่า สิ่งที่ ธปท. กำลังทำ เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะต้นตอของเงินเทาคือธุรกิจผิดกฎหมายและคอร์รัปชัน แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลภาคการเงินซึ่งเป็นทางผ่านของเงินเทา ธปท. จะอยู่นิ่งเฉย และปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามซ้ำเติมโครงสร้างเศรษฐกิจและความศรัทธาในภาคการเงินต่อไปอีกไม่ได้

ผมขอปิดท้ายบทความด้วยคำสัมภาษณ์ของผู้ว่าฯวิทัยในงานประกาศเจตนารมณ์ครับ

“แบงก์ชาติอาจจะไม่มีอำนาจปราบปรามหรือจับกุม แต่เราสามารถสกัดกั้นเรื่องไม่ดีเหล่านี้ให้มันเกิดยากขึ้นได้ สร้างต้นทุนที่แพงขึ้นได้ แล้วแน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้เรื่องไม่ดีพวกนี้หมดไปได้ แต่เราทำให้ลดลงได้”

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เฟซบุ๊ก Don Nakornthab https://www.facebook.com/don.nakornthab