
กมธ.งบปี’70 บี้ กทม.ตรวจคุณสมบัติผู้รับเหมา “ทุนติดลบ-ฟื้นฟูกิจการ” รับงาน “อุโมงค์ยักษ์” หมื่นล้าน ด้าน ‘ชัชชาติ’ ชี้ยังไม่ขาดคุณสมบัติ จนกว่ากรมบัญชีกลางถอนชื่อออกจาก ‘ชั้นพิเศษ’-ยันโปร่งใสมี ‘Observer’ ภายนอก 3 คน ร่วมสังเกตุการณ์
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 9.00 น. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่า ฯกทม.) และผู้บริหารระดับสูงของ กทม.มาชี้แจงรายละเอียดของโครงการต่าง ๆตามคำขอใช้งบประมาณของ กทม.ในปีงบประมาณ 2570
บรรยายกาศการประชุมงบประมาณของ กทม. ปี 2570 วันนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้เปิดอภิปรายประเด็นการประมูลโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์ยักษ์ จากบึงหนองบอนไปเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสี่ วงเงิน 9,561 ล้านบาท อย่างกว้างขวาง แต่ที่น่าสนใจ คือ ประเด็นที่ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน สอบถาม ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ถึงความคืบหน้าในการประมูลโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์ยักษ์ จากบึงหนองบอนไปถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ มูลค่าโครงการเกือบหมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่างานก่อสร้างโครงการ 9,561 ล้านบาท และค่าควบคุมงานอีก 239 ล้านบาท รวมแล้วใช้งบประมาณทั้งสิ้น 9,800 ล้านบาทนั้น แต่ประเด็นที่มีการอภิปรายนั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขงบประมาณที่เฉียดหมื่นล้าน แต่เป็นเรื่องคุณสมบัติของ “ผู้รับเหมา” ซึ่งได้รับคำตอบจากผู้ว่าฯ กทม.เพียงแค่ว่าได้ทำเรื่องสอบถามกรมบัญชีกลางแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า กทม.จะเอาอย่างไรกับโครงการนี้
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน จึงอภิปรายไล่ไทม์ไลน์การประมูลโครงการอุโมงค์ยักษ์ ให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯรับทราบว่า เริ่มต้นก็มีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการ และการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับเหมา หากย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์จะพบว่า มีผู้รับเหมาที่เข้าร่วมประกวดราคาบางรายไปยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 จากนั้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ผู้รับเหมารายนี้ก็มายื่นข้อเสนอและราคากับ กทม.ในฐานะกิจการร่วมค้าที่มีผู้รับเหมารายนี้ เป็นแกนนำหลัก ปรากฏเวลาผ่านไปประมาณ 17 วัน มีประเด็นใหม่เกิดขึ้น
เหตุใดคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ไม่เรียกผู้ยื่นข้อเสนอมาชี้แจง? ตามหลักเกณฑ์ในประกาศเชิญชวนฯ ของ กทม. ข้อ 6.5 ที่ระบุเอาไว้ว่า “ในการตัดสินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ในการทำสัญญา คณะกรรมการพิจารณาผล หรือ กรุงเทพมหานคร มีสิทธิให้ผู้ยื่นข้อเสนอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพ ฐานะ หรือข้อเท็จจริงอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับผู้ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมได้ กรุงเทพมหานครมีสิทธิที่จะไม่รับข้อเสนอ ไม่รับราคา หรือไม่ทำสัญญา หากข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกต้อง”
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากผู้รับเหมารายนี้ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตนจึงเข้าไปตรวจดูสถานะการเงินของผู้รับเหมารายนี้ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าผลประกอบการของผู้รับเหมารายนี้มีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบมาตั้งแต่ปิดบัญชีปี 2567 และปี 2568 กระทั่งปัจจุบันนี้ส่วนของผู้ถือหุ้นก็ยังติดลบอยู่ นอกจากนี้บริษัทผู้รับเหมารายรายดังกล่าวยังได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ ฯว่าอยู่ระหว่างการยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขาย เหตุใดคณะกรรมการพิจารณาผล ฯไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวนี้
“คำถาม คือ คณะกรรมการพิจารณาผลฯ กทม.ได้มีการตรวจสอบ หรือ เรียกผู้รับเหมารายนี้มาสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วหรือยัง หากเรียกมาตรวจสอบแล้ว ก็ต้องรู้ว่าบริษัทผู้รับเหมารายนี้อยู่ในระหว่างการยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ก็ต้องเฉลียวใจแล้วว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัท ต้องติดลบแน่นอน และก็ไม่ได้เพิ่งติดลบด้วย ติดลบมานานแล้ว ทำไมถึงนิ่งเฉย ไม่เรียกดู ตรงนี้ผมฝากไว้เป็นประเด็นคำถาม และข้อสังเกตว่า และขอฝากคณะกรรมการพิจารณาผลฯ ของ กทม. ควรจะต้องเข้าไปตรวจสอบฐานะของผู้รับเหมาในโครงการต่าง ๆของ กทม.อย่างเข้มข้นให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ ไม่ให้เกิดความล่าช้า และการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เป็นภาระกับประชาชน” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ว่า การจัดประกวดราคาโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์ยักษ์ของ กทม. เราจะยึดระเบียบของกรมบัญชีกลางเป็นหลัก เนื่องจากกรมบัญชีกลาง เป็นผู้คุมกฎในเรื่องการประมูลงาน ที่ผ่านมามีการออกจดหมายต่าง ๆเวียนแจ้งไปยังส่วนราชการให้ถือเป็นแนวปฏิบัติ อย่างกรณีของผู้รับเหมาก่อสร้างมีส่วนของทุนติดลบ ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ระบุว่า เวลาส่วนราชการจัดประมูลงาน ให้เขียนไว้ใน TOR ว่า “ห้ามส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ยกเว้นเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนกับกรมบัญชีกลางไว้ หากมาขึ้นทะเบียนกับกรมบัญชีกลางแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องทุนจดทะเบียนติดลบไว้ใน TOR” นี่คือ ระเบียบของกรมบัญชีกลาง
ดร.ชัชชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการนี้เป็นงานก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ ดังนั้น ในการคัดเลือกผู้รับเหมาเข้ามารับงานก่อสร้างโครงการนี้ ต้องเป็นผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ ด้านการก่อสร้างงานชลประทาน ซึ่งใน TOR ของ กทม.ได้กำหนดเงื่อนไขเอาไว้ว่า ผู้รับเหมาที่จะมารับจ้าง กทม.ทำโครงการนี้ ต้องเป็นผู้รับเหมาะที่ขึ้นทะเบียนกับกรมบัญชีกลาง โดยเป็น “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษด้านชลประทาน” ส่วนเหตุผลที่ กทม.ไม่ได้เขียนคำว่า “ส่วนของทุนติดลบ” ไว้ใน TOR เพราะ กทม.เชื่อว่าการได้เป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษนั้น ต้องจะมีส่วนของทุนเป็นบวกตามหนังสือเวียนของกรมบัญชีกลาง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้รับเหมารายนี้มีส่วนของทุนติดลบ แต่ปัญหาก็คือผู้รับเหมารายนี้ยังถือใบรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษของกรมบัญชีกลางอยู่ ด้วยเหตุนี้ตนจึงไปสอบถามกรมบัญชีกลางว่ากรณีนี้ควรดำเนินการอย่างไร เบื้องต้นกรมบัญชีกลางมีความเห็นว่า “ผู้รับเหมารายนี้มีส่วนของทุนติดลบมาแล้ว 2 ปี แต่ใบรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ยังไม่ได้ยกเลิก ถือว่ายังมีผลบังคับใช้ได้อยู่” ตรงนี้คือคำชี้แจงของกรมบัญชีกลางในเบื้องต้น
“ส่วนประเด็นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขอให้ กทม.กลับไปพิจารณาเพิ่มเติมนั้น หากได้รับคำตอบจากกรมบัญชีกลางอย่างเป็นทางการและนำมาประมวลผลทั้งหมดแล้ว กทม.ก็จะนำมาพิจารณากันอีกที ผมขอยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ แต่ว่าทุกกระบวนการมันก็ต้องมีเหตุ มีผล ใช้ความรู้สึกไม่ได้ ต้องยึดหลักการ ซึ่งผมก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆของกรรมาธิการวิสามัญฯ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และอาจมีผลกระทบตามที่กล่าวมาได้ จึงต้องดำเนินการกฎระเบียบอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ดี การประมูลโครงการนี้ก็มีผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Observer) 3 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย ผมก็เชื่อว่าทั้ง 3 คน ก็จะช่วยดูให้โครงการนี้ให้เกิดโปร่งใส หากมีความคืบหน้าประการใดจะมารายงานให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ทราบต่อไป” ดร.ชัชชาติ กล่าวว่า
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายของอุโมงค์บึงหนองบอน จริง ๆ ไม่ได้มีประเด็นบริษัทผู้รับเหมารายนี้มีส่วนของทุนติดลบเพียงอย่างเดียว แต่มีประเด็นเรื่องการยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางด้วย และผู้รับเหมารายนี้ก็มีส่วนของทุนติดลบมานานแล้วด้วย แต่ประเด็นที่มีความสำคัญกว่านั้น คือ ผู้รับเหมารายนี้ได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ก่อนวันที่จะมายื่นซองประกวดราคาประมาณ 17 วัน ซึ่งโดยหลักการแล้วคณะกรรมการพิจารณาผลฯของ กทม.ควรตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งตนไม่ได้ให้น้ำหนักเฉพาะในส่วนของทุนติดลบเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องของการยื่นฟื้นฟูกิจการก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาผลของ กทม.ไม่ตรวจสอบ ตนคิดว่าเป็นปัญหา และเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเรื่องสถานะการเงินของผู้รับเหมาะอาจส่งกระทบต่อโครงการก่อสร้างที่ผู้รับเหมาเนี่ยจะเข้ามาทำแน่นอน จึงขอฝากผู้ว่า ฯกทม.ไปดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก
อนึ่ง ความเป็นมาของเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สำนักการระบายน้ำ ได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาจ้างก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่วงเงิน 9,561 ล้านบาท ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) พร้อมเอกสารการประกวดราคา หรือ “TOR” โดยกำหนดให้ผู้ที่สนใจยื่นเอกสารข้อเสนอ พร้อมกับซองราคาผ่าน e-bidding ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 มีบริษัทรับเหมางานก่อสร้างยักษ์ใหญ่ยื่นข้อเสนอและซองราคามาทั้งหมด 3 ราย คือ
- รายแรก : กิจการร่วมค้า NC – NB Joint Venture ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ไชน่า สเตท คอนสตรัคชั่น เอนยิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
- รายที่ 2 : บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
- รายที่ 3 : บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
จากนั้นคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ก็เปิดซองราคาผู้เสนอราคาทั้ง 3 ที่ผ่านเข้ารอบมา ผลปรากฏว่า กิจการร่วมค้า NC-NB เสนอราคามาต่ำที่สุดเป็นเงิน 9,518 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 43 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนในขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาต่อราคา ก่อนที่จะเสนอผู้ว่าฯ กทม.ลงนามประกาศชื่อผู้ชนะการประกวดราคาครั้งนี้อย่างเป็นทางการต่อไป
หลังจากที่สื่อมวลชนมีการนำเสนอข่าวนี้ออกไป ก็มีการตรวจสอบสถานะของบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ “NWR” ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทติดลบต่อเนื่องจาก ณ สิ้นปี 2567 ติดลบ 2,349 ล้านบาท , ณ สิ้นปี 2568 ติดลบ 3,322 ล้านบาท และล่าสุดแค่ไตรมาสแรกของปี 2569 ติดลบขึ้นไปถึง 3,401 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ฯว่าเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ทางบริษัทได้ไปยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการกับศาลล้มละลายกลาง โดยศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 รวมทั้งไต่สวนคำร้องไปแล้วเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และล่าสุดนัดฟังคำพิพากษา หรือคำสั่งในวันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น.
เมื่อผลประกอบการของบริษัทประสบปัญหาขาดทุน จนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบต่อเนื่อง จึงมีคำถามตามมาว่า เหตุใดบริษัทจึงผ่านการคัดกรองคุณสมบัติจากคณะกรรมการพิจารณาผลฯของ กทม.มาได้ ซึ่งโดยหลักการพื้นฐานแล้ว ผู้รับเหมาที่จะมารับงานระดับนี้ได้ต้องมีฐานะการเงินมั่นคง โดยเฉพาะส่วนของทุน หรือ “มูลค่าสุทธิของกิจการ” (Net Worth) ต้องเป็นบวก (+) เท่านั้น หรือ เป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลาง และเมื่อ “ไทยพับลิก้า” สอบถามอธิบดีกรมบัญชีกลาง คำตอบที่ได้กลับมาคือ บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการไม่ได้มายื่นขอตรวจติดตามอัปเดตสถานะภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ตามกำหนดเวลา และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนสิทธิ์การเป็น “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ดังนั้น ในระหว่างกรมบัญชีกลางยังไม่ได้เพิกถอนบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการฯออกจากทะเบียนผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ก็ถือว่าบริษัทยังมีคุณสมบัติของการเป็นผู้ประมูลงานรัฐได้


