
ที่มาภาพ : www.teamgroup.com
“อากง” มีจริง? จี้สอบคุณสมบัติผู้รับเหมา “ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ” คว้างาน กทม.ขยายอุโมงค์ยักษ์ ‘บึงหนองบอน’ 9.5 พันล้าน ลุ้น! ศาลล้มละลายนัดไต่สวน 17 ส.ค.นี้
นับจากวันที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในสมัยที่ผ่านมา เรามักจะเห็นภาพผู้ว่าฯ กทม. เดินสายดูงานลอกท่อระบาย ปรัลปรุง“เส้นเลือดฝอย” ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมทั้งตรวจงาน ปรับปรุงทางเท้า และอื่นๆ เป็นต้น
4 ปีที่ผ่านมา กทม.ในยุคของ ‘ชัชชาติ’ ยังไม่มีโครงการลงทุน “เมกะโปรเจ็กต์” ยักษ์ใหญ่ระดับหมื่นล้านที่เคยเห็นในอดีต ถูกพับเก็บไว้ แต่หันมาเน้นงานแก้ปัญหาหน้างานที่จับต้องได้และเข้าถึงประชาชนจริง ๆ จนหลายคนเกือบลืมไปแล้วว่า กทม. เคยทำโครงการระดับอภิมหาโปรเจ็กต์
จากแผนทำผังจราจรน้ำกรุงเทพมหานครใหม่ที่ได้ทำไปแล้ว ยังมีโครงการต่อเนื่อง คือ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ วงเงินสูงถึง 9,561 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เงินงบประมาณที่เกิดขึ้นใหม่ในยุคนี้ แต่เป็น “งบประมาณ” ที่ผูกพันข้ามยุคตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ส่งไม้ต่อมายังรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตพื้นที่ลาดกระบัง

โมเดลในการก่อสร้างโครงการนี้ คือ การก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์เส้นใหม่ให้มีความยาวออกไปอีก 11.3 กิโลเมตร เพื่อรับน้ำจากคลองประเวศฯ มาลงที่บึงหนองบอน แล้วใช้อุโมงค์เส้นเก่าความยาว 9 กิโลเมตร ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำไปลงสู้แม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณพระโขนง
เงินลงทุนครั้งนี้ใช้สูตรแชร์กันคนละครึ่ง (50:50) ระหว่างรัฐบาลกลางกับ กทม. ต่างฝ่ายต่างตั้งงบผูกพันมารวมกัน ควักกระเป๋าจ่ายค่าก่อสร้างคนละ 4,780.5 ล้านบาท และจ่ายค่าคุมงานก่อสร้างอีกคนละ 119.5 ล้านบาท อย่างเช่น ค่างานก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยาย 9,561 ล้านบาท รัฐบาลกลางตั้งงบอุดหนุนผูกพัน 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2573 วงเงินรวม 4,780.5 ล้านบาท ทาง กทม.ก็จะทยอยตั้งงบลงทุนมาสมทบ 4,780.5 ล้านบาท เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ทั้งรัฐบาลกลาง และ กทม.ต้องตั้งงบผูกพัน 7 ปี เอามาทยอยจ่ายค่าควบคุมงานก่อสร้างอีกคนละ 119.5 ล้านบาท รวม ๆ แล้วโปรเจ็กต์นี้ใช้เงินไปเกือบ 9,800 ล้านบาท
ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ไม่นานนัก เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สำนักการระบายน้ำ ได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาจ้างก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่วงเงิน 9,561 ล้านบาท ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) พร้อมเอกสารการประกวดราคา หรือ “TOR” โดยกำหนดให้ผู้ที่สนใจยื่นเอกสารข้อเสนอ พรอ้มกับซองราคาผ่าน e-bidding ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 มีบริษัทรับเหมางานก่อสร้างยักษ์ใหญ่ยื่นข้อเสนอและซองราคามาทั้งหมด 3 ราย คือ
- รายแรก : กิจการร่วมค้า NC – NB ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) Joint Venture กับบริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด
- รายที่ 2 : บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
- รายที่ 3 : บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
หลังจากคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ เปิดซองราคา ปรากฏว่า กิจการร่วมค้า NC-NB เสนอราคามาต่ำที่สุดเป็นเงิน 9,518 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 43 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนในขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาต่อราคา ก่อนที่จะเสนอผู้ว่าฯ กทม.ลงนามประกาศชื่อผู้ชนะการประกวดราคาครั้งนี้อย่างเป็นทางการต่อไป
ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่นตามกติกา… แต่ทว่าในความเงียบกลับมีเสียงกระซิบจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือ คนใน กทม.ที่รู้สึก “ไม่สบายใจ”
ประเด็นข้อสงสัย มันเริ่มตรงที่เงื่อนไขใน TOR ข้อ 2.10 ที่ระบุว่า “ผู้ยื่นข้อเสนอ ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนงานก่อสร้าง สาขางานก่อสร้างชลประทาน ไม่น้อยกว่าชั้นพิเศษ ประเภททั่วไป ไว้กับกรมบัญชีกลาง” โดยกรมบัญชีกลางได้ขีดเส้นตายให้ผู้ประกอบการงานก่อสร้างทุกรายยื่นเอกสารตรวจสอบติดตามสถานะภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 หากใครไม่ยื่นหรือคุณสมบัติไม่ผ่าน จะต้องถูกเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนผู้รับเหมาชั้นพิเศษทันที
จากนั้นเมื่อเข้าไปดูประกาศรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิ เป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐของกรมบัญชีกลาง พบว่า กิจการร่วมค้า NC-NB ที่มีบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ เป็นแกนนำ หรือ “Main” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการชั้นพิเศษ สาขางานก่อสร้างชลประทานมาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วกรมบัญชีกลางจะมีการตรวจติดตาม หรือ รีวิวสถานะของผู้ประกอบการทุก ๆ 3 ปี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 กรมบัญชีกลางจึงมีหนังสือด่วนที่สุด แจ้งไปยังเจ้าของกิจการ หรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียน 4 สาขา อันได้แก่ สาขางานก่อสร้างทาง สาขางานก่อสร้างสะพาน สาขางานก่อสร้างชลประทาน และสาขางานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและชายฝั่ง ให้มายื่นคำขอตรวจติดตาม เพื่อรีวิวสถานะของผู้ประกอบการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 มีนาคม 2569
แต่เนื่องจากเกิดวิกฤติพลังงาน กรมบัญชีกลางจึงมีหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 2 เมษายน 2569 เวียนแจ้งเจ้าของกิจการงานก่อสร้างทั้ง 4 สาขา ขีดเส้นตายให้มายื่นคำร้องขอตรวจติดตามภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการงานก่อสร้างไม่ได้ยื่นเอกสารหลักฐาน เพื่อประกอบคำขอตรวจติดตาม ผ่านระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการภายในระยะเวลาที่กำหนด กรมบัญชีกลางจะดำเนินการเพิกถอนรายชื่อผู้ประกอบการรายนั้นออกจากทะเบียนผู้ประกอบการต่อไป
กล่าวคือ ถ้าผู้ประกอบการไม่มายื่นคำร้อง พร้อมเอกสารหลักฐานให้กับกรมบัญชีกลางตรวจรีวิวสถานะของกิจการภายใน 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็จะถูกเพิกถอนจากการเป็นผู้รับเหมางานก่อสร้างชั้นพิเศษลงมา
และถ้าไปดูหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐ ตามเอกสารแนบท้ายของ ประกาศคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ในข้อ 3.1.2 คุณสมบัติเฉพาะ ข้อ 1.4 มูลค่าสิทธิของกิจการ (Net Worth) ระบุว่า “ให้พิจารณาจากผลต่างระหว่างสินทรัพย์สุทธิหักด้วยหนี้สินสุทธิ ที่ปรากฏในงบแสดงฐานะการเงินที่มีการตรวจรับรองแล้ว ซึ่งจะต้องแสดงค่าเป็นบวกในปีสุดท้ายก่อนวันยื่นคำขอขึ้นทะเบียน”
นี่คือกฎเหล็กของกรมบัญชีกลางในการพิจารณาการขึ้นทะเบียนของผู้รับเหมางานก่อสร้างของราชการ คือ “Net Worth” (สินทรัพย์หักหนี้สิน) ในปีสุดท้ายก่อนยื่นคำขอตรวจติดตาม “ต้องมีค่าเป็นบวก” ห้ามติดลบเด็ดขาด!

แต่เมื่อหันไปดูงบการเงินย้อนหลัง 5 ปีของ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ แกนนำของกลุ่มที่ชนะประมูล พบข้อมูลจาก เว็บไซต์ SETTRADE.COM ระบุว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทติดลบติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ณ สิ้นปี 2567 ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 2,349 ล้านบาท , ณ สิ้นปี 2568 ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 3,322 ล้านบาท และล่าสุดแค่ไตรมาสแรกของปี 2569 ติดลบขึ้นไปถึง 3,401 ล้านบาท แถมในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทยังได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางไปเรียบร้อยแล้ว และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 สิงหาคม 2569
คำถามคือ เมื่อตัวเลข “Net Worth” ติดลบ และทางบริษัทกำลังเดินเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งเป็นข่าวในแวดวงตลาดทุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2569 แต่ทำไมคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาของ กทม. ถึงไม่ได้ใช้อำนาจตาม TOR ข้อ 6.5 หลักเกณฑ์และสิทธิในการพิจารณา ระบุว่า “ในการตัดสินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ในการทำสัญญา คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ กรุงเทพมหานคร มีสิทธิให้ผู้ยื่นข้อเสนอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพ ฐานะ หรือข้อเท็จจริงอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับผู้ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมได้ กรุงเทพมหานครที่สิทธิที่จะไม่รับข้อเสนอ ไม่รับราคา หรือไม่ทำสัญญา หากข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกต้อง”
ทำไม? …แต่กลับปล่อยเรื่องการตรวจสอบนี้…จนกระทั่งคณะกรรมการพิจารณาผลฯ มีมติให้กลุ่มนี้เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก
โครงการนี้ไม่ใช่เงินแค่ 50 หรือ 100 ล้านบาท แต่มันคือเงินภาษีของประชาชนเฉียดหมื่นล้านบาท!
ความโปร่งใสและสปิริตของการทำงานแบบ “สายลุย” ของ กทม. ตอนนี้กำลังถูกท้าทายด้วยคำถามตัวโต ๆ จากสังคม ที่ว่าเหตุใดเมกะโปรเจ็กต์ใต้ดินโครงการนี้ ถึงดูมีเงื่อนงำ และกลิ่นอายแปลก ๆ หรือว่าลึกลงไปใต้อุโมงค์แห่งนี้ จะมีเรื่องของผลประโยชน์ หรือ “ระบอบอากง” ที่ใคร ๆ เขากล่าวขานกัน ซ่อนอยู่จริงหรือไม่ อย่างไร? ซึ่งรอการพิสูจน์……และคำชี้แจงจากผู้บริหารกทม.
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้ว่าฯ กทม. และผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องตอบคำถามให้ชัดเจน เพราะหัวใจของการบริหารกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่แค่การลอกท่อให้ระบายน้ำได้ดีเท่านั้น แต่ต้องเคลียร์ “ความเคลือบแคลงสงสัย” ออกไปจากใจของประชาชนด้วยเช่นกัน….



