“อากง” มีจริง? (2): กรมบัญชีกลางชง คกก.ขึ้นทะเบียนฯ เตรียมเพิกถอนผู้รับเหมาชั้นพิเศษ-รับงาน กทม. สร้างอุโมงค์ยักษ์หมื่นล้าน

อธิบดีกรมบัญชีกลางยอมรับ ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ-รับงาน กทม. สร้างอุโมงค์ยักษ์เกือบหมื่นล้าน ‘ไม่ยื่นคำร้อง’ ขอตรวจติดตาม-อัปเดตสถานะกิจการภายในเวลาที่กำหนด – สั่งทีมตรวจลงพื้นที่ทั่วประเทศ รวมรายชื่อเสนอคณะกรรมการขึ้นทะเบียนฯ พิจารณาคุณสมบัติ ก่อนออกประกาศเพิกถอนชื่อจากทะเบียนผู้รับเหมาที่มีสิทธิประมูลงานรัฐ

ในโลกของธุรกิจ ทุกคนรู้ดีว่า “การประกอบธุรกิจย่อมความเสี่ยง” เป็นเรื่องธรรมดา วันนี้กำไร วันหน้าขาดทุน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่ในโลกของการประมูลงานภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการระดับ “เกือบหมื่นล้าน” ตัวเลขในงบการเงินไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกำไรหรือขาดทุน แต่มันคือ “ลมหายใจ” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของผู้รับเหมา

ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว “ไทยพับลิก้า” นำเสนอการประกวดราคาโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ วงเงินงบประมาณ 9,561 ล้านบาท

ผลการเคาะราคา e-bidding ออกมาปรากฏว่า ผู้ชนะคือ “กิจการร่วมค้า NC-NB” โดยบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ เสนอราคาต่ำที่สุด 9,518 ล้านบาท

แต่จากการตรวจสอบ “งบการเงิน” ย้อนหลังของบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ บริษัทประสบปัญหาขาดทุน จน “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ติดลบอย่างต่อเนื่อง สิ้นปี 2568: ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบไป 3,322 ล้านบาท เฉพาะไตรมาส 1 ปี 2569 ไตรมาสเดียว ยอดติดลบพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 3,401 ล้านบาท จนกระทั่งบริษัทต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง

เมื่อเกณฑ์ของคุณสมบัติเฉพาะด้านฐานะการเงิน ตามประกาศคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการของกรมบัญชีกลาง ข้อ 3.1.2 (1.4) ระบุไว้ชัดเจนว่า “มูลค่าสุทธิของกิจการ” (Net Worth) ซึ่งพิจารณาจากผลต่างระหว่างสินทรัพย์สุทธิหักด้วยหนี้สินสุทธิ ในปีสุดท้ายก่อนวันยื่นคำขอขึ้นทะเบียน “จะต้องแสดงค่าเป็นบวก”

ขณะเดียวกัน ทางจากกรมบัญชีกลางได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด ที่ กค 0433.3/ว 225 เชิญให้ผู้รับเหมาใน 4 สาขางานก่อสร้างหลัก ให้มายื่นเอกสารเพื่อ “ตรวจติดตามสถานะ” ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (เดิมภายใน 31 มีนาคม 2569) เพื่อตรวจสอบดูว่าผู้รับเหมาก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนอยู่กับกรมบัญชีกลางทุกราย ปัจจุบันยังมีสถานะแข็งแกร่งพอจะรับงานรัฐได้อยู่หรือไม่

หลังจากไทยพับลิก้านำเสนอเรื่องนี้ และได้ตรวจสอบข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง โดยแหล่งข่าวให้ข้อมูลว่า บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ ไม่ได้ยื่นเอกสารหลักฐาน เพื่อประกอบคำขอตรวจติดตามผ่านระบบขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาก่อสร้างของกรมบัญชีกลางภายในกำหนด ทางกรมบัญชีกลางต้องดำเนินกระบวนการ “เพิกถอนรายชื่อ” ออกจากทะเบียนผู้รับเหมาก่อสร้างภาครัฐ ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง

‘ไทยพับลิก้า’ จึงนำประเด็นนี้ไปถาม นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้รับการยืนยันว่า “ใช่… กรณีนี้อยู่ในกระบวนการเพิกถอนออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างของกรมบัญชีกลาง แต่ไม่ได้ตรวจแค่เคสนี้เคสเดียว ตนได้สั่งการให้ทีมตรวจติดตามลงพื้นที่สแกนผู้รับเหมาทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูลรายชื่อเสนอคณะกรรมการราคากลางฯ พิจารณา ก่อนที่ตนจะลงนามประกาศรายชื่อผู้รับเหมาที่มีสิทธิเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐต่อไป”

อย่างไรก็ตาม แม้หนังสือด่วนที่สุดของกรมบัญชีกลางช่วงท้ายระบุว่า ถ้าผู้รับเหมางานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลาง ไม่ยื่นคำร้องขอตรวจติดตาม พร้อมเอกสารหลักฐานก็จะโดนเพิกถอน แต่ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้ผู้รับเหมามีสิทธิ “ยื่นอุทธรณ์” ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากกรมบัญชีกลาง

ทั้งนี้หากมีการยื่นอุทธรณ์ กรมบัญชีกลางยังคงทำหน้าที่ตรวจติดตามสถานะของผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียนประมูลงานภาครัฐว่า “ยังเป็นผู้มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎกระทรวงฯ ข้อ 3 หรือไม่” ตามข้อ 6 ของกฎกระทรวงฯ ฉบับดังกล่าวนี้ รวมทั้งใน หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนฯ ข้อ 3.1.2 (1.4) กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “มูลค่าสุทธิของกิจการ หรือ Net Worth จะต้องแสดงค่าเป็นบวก (+)” เท่านั้น ถือเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่ผู้รับเหมาก่อสร้างงานภาครัฐทุกสาขาต้องมี

หากกรมบัญชีกลางตรวจงบการเงินปีสุดท้ายก่อนยื่นคำขอตรวจติดตามฯ แล้ว พบว่ามีค่า “ติดลบ” ผู้รับเหมางานก่อสร้างรายนั้น ก็จะขาดคุณสมบัติเฉพาะด้านฐานะการเงิน ไม่สามารถขึ้นทะเบียนหรือคงสถานะในทะเบียนผู้ประกอบการต่อไปได้

จากข้อกฎหมายที่ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้… จึงมีคำถามตามมาว่า คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของ กทม. ที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้สิทธิตาม TOR ข้อ 6.5 เรียกผู้ยื่นข้อเสนอรายนี้มาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วหรือยัง

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายหรือตัวเลขทางบัญชี แต่คือเรื่องของ “ความโปร่งใส” และ “เงินภาษี” ของประชาชน เมื่อกติการะบุไว้อย่างชัดเจน ทางผู้บริหารของ กทม. จะตัดสินใจเดินหน้าโครงการอุโมงค์ยักษ์แห่งนี้ต่ออย่างไร ต้องมีการชี้แจงที่มาที่ไปอย่างชัดเจน