“อากง” มีจริง? (3): เจาะ “NWR” คว้า 3 โครงการ สำนักระบายน้ำ 1.1 หมื่นล้าน ส่งมอบงานช้า-ขยายเวลา

“อากง” มีจริง? (3): “NWR” คว้า 3 โครงการ สำนักระบายน้ำกว่า 1.1 หมื่นล้าน ส่งมอบงานช้า-ต้องขยายเวลา ทำไม กทม. ยังจะให้รับงานใหม่-ลุยสร้างอุโมงค์ยักษ์ 9.5 พันล้านบาท ทั้งที่บริษัทขอเข้าแผนฟื้นฟูกิจการและอาจจะขาดคุณสมบัติ

หลังจาก “ไทยพับลิก้า” ได้นำเสนอข่าวการประมูลโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์ยักษ์ จากบึงหนองบอนไปเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ วงเงิน 9,561 ล้านบาท มาแล้ว 2 ตอน หากย้อนกลับไปดูภารกิจของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาก่อนครบเทอม เราแทบจะไม่ค่อยได้เห็นกรุงเทพมหานครขยับตัวทำ “เมกะโปรเจกต์” ระดับหมื่นล้านสักเท่าไหร่

จนกระทั่งมาถึงช่วง “โค้งสุดท้าย” ก่อนการเลือกตั้งใหญ่เพียง 2 เดือน โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์ยักษ์จากบึงหนองบอนไปเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ ที่วงเงินสูงถึง 9,561 ล้านบาท ก็ได้รับความเห็นชอบให้มีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี e-bidding เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569

ไทม์ไลน์ของการประมูลงานอุโมงค์ยักษ์ก็เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เปิดฟังความเห็นร่างเอกสารกลางเดือนพฤษภาคม วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 กทม. ออกประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการ

แต่หลังจากประกาศออกไปได้เพียงแค่ 9 วัน… “ฉากทัศน์” ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการของ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ “NWR” ซึ่งเป็นแกนนำหลักของ “กิจการร่วมค้า NC-NB” ที่ลงสนามประกวดราคาครั้งนี้ด้วย ก็ได้มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อ “ขอฟื้นฟูกิจการ” โดยทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า “มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง มีหนี้จำนวนมาก และไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด…”

และเมื่อไปตรวจดูงบการเงินของ NWR แล้ว พบว่า มีปัญหาตามที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ จริง โดยบริษัทมีปัญหาขาดทุนต่อเนื่องจนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น NWR ณ สิ้นปี 2568 ติดลบไป 3,322 ล้านบาท พอเข้าไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดติดลบเพิ่มขึ้นเป็น 3,401 ล้านบาท

มาถึงตรงนี้ก็มีข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาตั้งแต่ กทม. ออกประกาศเชิญชวนเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม มาจนถึงกำหนดวันยื่นข้อเสนอราคาในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 มี “ข้อเท็จจริงใหม่” ที่เป็นสาระสำคัญอย่างมากเกิดขึ้นกลางทาง โดยหนึ่งในกลุ่มผู้ยื่นข้อเสนอราคาต่ำสุด 9,518 ล้านบาท กำลังเดินเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง

ทำไมคณะกรรมการพิจารณาผลฯ ของ กทม. ถึงไม่มีใคร “เอ๊ะ!” ?

ทำไมถึงไม่เรียกผู้ยื่นข้อเสนอรายนี้มาชี้แจงฐานะทางการเงินตามหลักเกณฑ์ข้อ 6.5 ในเอกสารประกวดราคา?

ทำไมถึงไฟเขียวให้ผ่านเข้ารอบไปต่อรองราคา จนกระทั่งเตรียมส่งชื่อให้ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามเป็นผู้ชนะอย่างเป็นทางการ? และที่น่าถามย้ำไปกว่านั้น… ทำไม กทม. ถึงไม่สอบถามหรือตรวจสอบ “กรมบัญชีกลาง” ว่า ผู้รับเหมารายนี้ยังคงมีสถานะเป็น “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” อยู่หรือเปล่า?

เพราะในโลกของการประมูลงานภาครัฐระดับหมื่นล้าน หัวใจสำคัญที่กรมบัญชีกลางใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของผู้รับเหมาที่มาขึ้นทะเบียนรัฐงานหลวง คือ “มูลค่าสุทธิของกิจการ” (Net Worth) จะต้องเป็นบวก (+) เท่านั้น เมื่อผลประกอบการติดลบต่อเนื่องจน Net Worth ติดลบ (-) สถานะการเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ย่อมสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และเมื่อ “ไทยพับลิก้า” สอบถามอธิบดีกรมบัญชีกลาง คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ “NWR” ไม่ได้มายื่นขอตรวจติดตามอัปเดตสถานะภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ตามกำหนดเวลา และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนสิทธิ์การเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ!

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ผลงานโครงการก่อสร้างที่มีบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ เข้าไปรับงานจากสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร มี 3 โครงการใหญ่ มูลค่ารวมกันกว่า 11,000 ล้านบาท มีรายละเอียดนี้

โครงการแรก : ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรจากคลองบางบัวลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ดำเนินการโดย กิจการร่วมค้า ไอทีดี-เอ็นดับเบิ้ลยูอาร์ หรือ “ITD-NWR Joint Venture” มูลค่างาน 8,233.3 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญา 9 กันยายน 2564 สิ้นสุดสัญญา 31 สิงหาคม 2569 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่กว่า 109 ตารางกิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม เนื้องานหลักประกอบด้วย

• อุโมงค์ระบายน้ำ: ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.70 เมตร ยาวประมาณ 13.60 กิโลเมตร

• อาคารรับน้ำ: จำนวน 4 แห่ง

• สถานีสูบน้ำและอาคารระบายน้ำ: กำลังสูบ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 1 แห่ง

ความคืบหน้าของงาน ทำไปได้เพียง 30.17% ซึ่งตามเป้าหมายของแผนงานควรต้องทำให้ได้ 58.65% ถือว่าล่าช้ากว่าแผนถึง 28.48% คาดว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2572 จากเดิมต้องเสร็จภายในปี 2569 (สิ้นสุดสัญญา 13 ส.ค. 2569)

โครงการที่ 2 ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองทวีวัฒนาบริเวณคอขวด  ดำเนินการโดย บริษัท เนาวรัตนพัฒนาการ มูลค่างาน 2,219.2 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญาวันที่ 8 ธันวาคม 2564  สิ้นสุดสัญญาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569  โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อบริหารจัดการน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนให้ไหลผ่านเข้าพื้นที่ฝั่งธนบุรีได้เร็วขึ้นในปริมาณ 75 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขังเนื่องจากน้ำฝนในพื้นที่เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม และเขตบางแค ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร เนื้องานหลักประกอบด้วย

  • สถานีสูบน้ำกำลังสูบ 32 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 1 แห่ง
  • อุโมงค์ระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.70 เมตร ยาวประมาณ 2.033 กิโลเมตร
  • อาคารรับน้ำ 1 แห่ง และ
  • ประตูระบายน้ำ 32 แห่ง

ความคืบหน้าของงาน มีความล่าช้าไม่แพ้โครงการแรก กล่าวคือ ผลงานที่ทำเสร็จแล้ว 64.03% เทียบกับเป้าหมายของแผนงานควรจะต้องทำเสร็จ 100% ล่าช้ากว่าแผนงาน 35.97% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2570 ตามสัญญาสิ้นสุดในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570

โครงการที่ 3 ก่อสร้างปรับปรุงระบบรวมรวบน้ำเสียโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง มูลค่างาน 577.68 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญาวันที่ 31 สิงหาคม 2567 สิ้นสุดสัญญา 20 สิงหาคม 2569 โครวงการนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขตดุสิตและพื้นที่ต่อเนื่อง เนื่องจากระบบรวบรวมน้ำเสียเดิมได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อสามสนามบิน  และเพื่อสนับสนุนโครงสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ช่วงพญาไทถึงดอนเมืองที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบายรัฐบาล เนื้องานหลักประกอบด้วย

  • วางท่อรวบรวมน้ำเสียเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.20 เมตร ความยาว 2.16 กิโลเมตร
  • วางท่อรวบรวมน้ำเสียเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.40 เมตร ความยาว 1.14 กิโลเมตร
  • สร้างสถานีสูบน้ำเสีย 2 แห่ง

ความคืบหน้าของงาน มีความล่าช้ามากกว่า 2 โครงการ ตามเป้าหมายของแผนงานควรจะทำได้ 96% แต่ผลงานที่ทำได้จริงแค่ 26% ล่าช้ากว้าแผนงานถึง 70%

ถึงแม้ข้อมูลของ กทม. ที่สถานความคืบหน้าของโครงการนี้จะไม่ได้ระบุปีที่คาดว่าจะแล้วเสร็จเอาไว้ แต่ถ้าไปดูตารางการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ พบว่ามีการตั้งงบผูกพันทั้งในส่วนของรัฐบาลกลาง และ กทม. ลากยาวไปจนถึงปีงบประมาณ 2570 และปีงบประมาณ 2571 แทนที่จะแล้วเสร็จตามสัญญาซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ งานเก่าที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการที่สิ้นสุดสัญญาไปแล้ว 1 โครงการ และกำลังจะสิ้นสุดสัญญาในเดือนสิงหาคมนี้อีก 2 โครงการ มีความคืบหน้าอยู่แค่ 26% ถึง 30% และบริษัทเพิ่งยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง…

แต่เหตุใดบริษัทที่กำลังอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ถึงยังสามารถผ่านเกณฑ์การคัดเลือก และเตรียมคว้างานใหม่อีก 9,500 ล้านบาท? และเมื่อรวมงานเก่ากับงานใหม่มูลค่าความรับผิดชอบจะพุ่งสูงเกิน 20,000 ล้านบาท!

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้บริหาร กทม. มองไม่เห็น “ความผิดปกติ” และกล้าเสี่ยงกับการสูญงบประมาณจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการความชัดเจนในคำตอบ