
เช้าวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่เมืองสีป้อ จังหวัดจ๊อกแม รัฐฉานเหนือ ได้มีพิธีเปิดป้าย “วิทยาลัยพุทธศาสนาหอคำสีป้อ” มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ทั้งในรัฐฉาน รวมถึงภาคและรัฐชาติพันธุ์อื่นๆ ของเมียนมา เข้าร่วม เช่น พระสุขะมินต๊ะ หรือเจ้าครูสุคำ เจ้าอาวาสวัดดอยตึงคำ เมืองต้างย่าน จังหวัดล่าเสี้ยว เจ้าครูเตวินต๊ะ วัดหลวง เมืองสีป้อ เจ้าครูญาหน่อผาสะ วัดกลางน้ำลัน เมืองสีป้อ ฯลฯ
วิทยาลัยพุทธศาสนาหอคำสีป้อตั้งขึ้นโดยดำริของศาสตราจารย์ ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ และพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร
พระครูบาบุญชุ่ม เป็นพระเกจิและพระนักปฏิบัติที่มีผู้เคารพศรัทธาจำนวนมาก ทั้งในประเทศไทย เมียนมา โดยเฉพาะรัฐฉาน ลาว จีน ภูฏาน เนปาล ฯลฯ ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตะวันออก และยังเป็นประธานสงฆ์ วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
ศาสตราจารย์ ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธวิหารออกซฟอร์ด (Oxford Buddha Vihara) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (Shan State Buddhist University หรือ SSBU) ซึ่งอยู่ในเมืองตองจี รัฐฉานใต้


วิทยาลัยพุทธศาสนาหอคำสีป้อยังไม่เริ่มเปิดการเรียนการสอนในปีนี้ คณะสงฆ์แห่งเมืองสีป้อและคณะสงฆ์แห่งรัฐฉาน มีแผนให้วิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งนี้เป็นสถาบันการศึกษาอิสระที่เปิดสอนระดับอุดมศึกษา โดยในอนาคต อาจมีการผ่องถ่ายนักศึกษาที่เรียนจบชั้นปีที่ 2 และ 3 จากมหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉานจากเมืองตองจีบางส่วนให้โอนย้ายมาเรียนต่อที่นี่
แต่ประเด็นที่น่าสนใจของความเคลื่อนไหวครั้งนี้ คือที่ตั้งวิทยาลัยพุทธศาสนาหอคำสีป้อ คือหอคำหลวงแห่งเมืองสีป้อ พระราชวังซึ่งมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ยุคหลังของทั้งเมืองสีป้อ รัฐฉาน และเมียนมา อยู่ไม่น้อย…
บทบาทของหอคำหลวงเมืองสีป้อเป็นเช่นไร ผู้ที่เคยอ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์เรื่อง “Twilight over Berma – My Life as a Shan Princess” ที่ต่อมาถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า “สิ้นแสงฉาน” คงพอจินตนาการได้
“สิ้นแสงฉาน” ถูกประพันธ์ในปี 2537 โดยเจ้านางสุจั่นตี่ หรืออิงเง่ ซาเจ้นท์ (Inge Sargent) สตรีชาวออสเตรียที่ได้พบรักกับเจ้าจ่าแสง เจ้าฟ้าหลวงแห่งเมืองสีป้อ ขณะกำลังเรียนด้านวิศวกรรมเหมืองแร่อยู่ที่มหาวิทยาลัยในมลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ทั้งคู่แต่งงานกันในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2496
เจ้านางสุจั่นตี่เขียนไว้ในหนังสือสิ้นแสงฉานว่า ตลอดเวลาที่พบรักกระทั่งได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันนั้น เธอไม่รู้เลยว่าสถานะของเจ้าจ่าแสงในรัฐฉานแท้จริงแล้วเป็นใคร จนได้มารับรู้ภายหลังเมื่อทั้งคู่เรียนจบและเดินทางกลับมายังรัฐฉานในปี 2497
ตลอดเวลาที่เจ้านางสุจั่นตี่อยู่ในรัฐฉานในฐานะมหาเทวี เจ้านางสุจั่นตี่เป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเจ้าจ่าแสงในการบริหารกิจการบ้านเมือง จนเป็นที่รักของชาวเมืองสีป้อ
เจ้าจ่าแสงและเจ้านางสุจั่นตี่ใช้ชีวิตในรัฐฉาน โดยอาศัยอยู่ในหอคำหลวงเมืองสีป้อ
เมื่อนายพลเนวินทำรัฐประหารในปี 2505 ส่งกำลังทหารกองทัพพม่าเข้ามาครอบครองรัฐฉานอย่างเบ็ดเสร็จ นายพลเนวินได้ทำลายล้างระบอบเจ้าฟ้าในรัฐฉานลงจนหมดสิ้น เจ้าจ่าแสงถูกทหารพม่าจับกุมตัวไปคุมขัง และไม่ได้กลับไปยังเมืองสีป้ออีกเลย
จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่เคยมีใครพบเห็นเจ้าจ่าแสง หรือมีการเปิดเผยถึงชะตากรรมของเจ้าจ่าแสงหลังถูกทหารพม่าจับตัวไปแล้วว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ปี 2507 เจ้านางสุจั่นตี่พาบุตรสาว 2 คน คือเจ้ามายารี และเจ้ากินรี กลับไปอยู่ออสเตรีย และได้ย้ายไปพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในภายหลัง…
หอคำหลวงเมืองสีป้อเป็นอาคารปูน 2 ชั้น สไตล์คฤหาสน์ของยุโรป ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2467 โดยเจ้าแข่ เจ้าฟ้าหลวงเมืองสีป้อในขณะนั้น เพื่อให้เป็นที่พักอาศัยของเจ้าโองจ่า บุตรชายที่กำลังจะเรียนจบปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และเตรียมเดินทางกลับมายังรัฐฉาน
เนื่องจากเจ้าโองจ่าใช้ชีวิตช่วงเรียนอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานาน เมื่อเจ้าโองจ่าได้ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าหลวงสีป้อสืบต่อจากเจ้าแข่ในปี 2471 เจ้าโองจ่าเลือกอยู่ในหอคำหลวงหลังที่สร้างใหม่ ไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่หอคำหลวงหลังเก่าที่เจ้าแข่เคยพักอาศัย
ปี 2488 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หอคำหลวงสีป้อหลังเก่าถูกไฟไหม้จนเสียหายหมดทั้งหลัง
เจ้าจ่าแสงได้ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าหลวงเมืองสีป้อต่อจากเจ้าโองจ่าในปี 2490 ขณะยังเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกา หลังจบการศึกษากลับมาอยู่ในรัฐฉานในปี 2497 เจ้าจ่าแสงได้อาศัยอยู่ในหอคำหลวงหลังนี้กับเจ้านางสุจั่นตี่ มหาเทวี จนถึงวันที่นายพลเนวินปฏิวัติ ในปี 2505
หลังเจ้านางสุจั่นตีพาบุตรสาว 2 คน หนีออกจากพม่ากลับออสเตรียในปี 2507 หอคำหลวงสีป้อถูกปล่อยทิ้งให้ชำรุดทรุดโทรมอยู่หลายปี ขณะที่รัฐบาลกลางพม่า ก็หาหนทางยึดหอคำหลวงแห่งนี้ให้ตกเป็นของรัฐ
ปี 2515 เจ้าอูจ่า หลานชายของเจ้าจ่าแสง พาครอบครัวกลับมายังหอคำหลวงเมืองสีป้อ เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาสภาพของหอคำหลวงเท่าที่สามารถทำได้ แต่ด้วยกำลังเงินที่มีอยู่จำกัด หอคำหลวงเมืองสีป้อจึงยังคงทรุดโทรมลงทุกขณะ
หลังหนังสือ Twilight over Berma: My Life as a Shan Princes ของเจ้านางสุจั่นตี่ ได้รับการตีพิมพ์ เรื่องราวของเมืองสีป้อและหอคำหลวงเมืองสีป้อได้กลายเป็นที่สนใจของผู้คนจากทั่วโลก มีคนจำนวนมากเดินทางมาเยี่ยมชมหอคำหลวงแห่งนี้ โดยมีเจ้าจ๋ามพง ภรรยาของเจ้าอูจ่า ทำหน้าที่เป็นไกด์พาผู้ที่มาเยี่ยมเดินชม บอกเล่าเรื่องราวของเมืองสีป้อ และหอคำหลวงเมืองสีป้อให้ฟัง
เงินบริจาคจากผู้มาเยือนหอคำหลวงเมืองสีป้อ ถูกนำไปใช้บำรุงรักษาหอคำหลวง แต่จำนวนเงินที่ได้รับก็ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
ปี 2560 หนังสือพิมพ์ The Irrawaddy ตีพิมพ์รายงานพิเศษเรื่องสถานการณ์ของหอคำหลวงเมืองสีป้อ และมีการเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งทางเว็บไซต์ในวันที่ 3 มีนาคม 2563 (https://www.irrawaddy.com/from-the-archive/tragedy-hope-palace.html)
เนื้อหาในรายงานพิเศษ ได้สัมภาษณ์เจ้าจ๋ามพง ผู้ทำหน้าที่ต้อนรับและให้ข้อมูลแก่แขกที่มาเยือนหอคำหลวงเมืองสีป้อ บอกเล่าเรื่องราว ความยากลำบาก ในความพยายามรักษาสภาพของหอคำหลวงเอาไว้
วันที่ 20 มิถุนายน 2563 เรื่องราวของหอคำหลวงเมืองสีป้อ ได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งเกิดขึ้น เมื่อขุนทุนอู หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย (SNLD) หรือพรรคหัวเสือ พรรคการเมืองของชาวไทใหญ่ ที่ใหญ่ที่สุดในรัฐฉาน ได้ทำพิธีกรวดน้ำคว่ำขัน ถวายหอคำหลวงเมืองสีป้อให้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะสงฆ์แห่งรัฐฉาน

พิธีกรรมนี้ ทำต่อหน้าพระอาจารย์ ดร.ปัญญานันทะ เจ้าอาวาสวัดธาตุต่อ จังหวัดดอยแหลม ในฐานะสังฆนายกรัฐฉาน (ขณะนั้น) และ ศาสตราจารย์ ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ
ขุนทุนอู เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2486 เป็นบุตรเจ้าจีซู หลานของเจ้าขุนแสง เจ้าฟ้าหลวงเมืองสีป้อระหว่างปี 2429 ถึง 2445 ขุนทุนอูจึงมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าจ่าแสง (โปรดดูภาพผังตระกูลเจ้าฟ้าหลวงเมืองสีป้อประกอบ)
ตามข่าวที่เผยแพร่โดย The Hsenpai สื่อของรัฐฉานในตอนนั้น ระบุว่า การถวายหอคำหลวงเมืองสีป้อให้แก่คณะสงฆ์แห่งรัฐฉาน เกิดขึ้นหลังจากขุนทุนอูได้รับมอบสิทธิในการจัดการทรัพย์สินที่อยู่ในเมียนมาและรัฐฉานมาจากเจ้านางสุจั่นตี่
ขุนทุนอูบอกแก่ The Hsenpai ว่าได้พบกับเจ้านางสุจั่นตี่ เมื่อครั้งเดินทางไปรับรางวัลที่สหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้
เมื่อข่าวการถวายหอคำหลวงเมืองสีป้อให้แก่คณะสงฆ์แห่งรัฐฉานถูกเผยแพร่ออกมาไม่กี่วัน ครอบครัวของเจ้าอูจ่าที่ดูแลหอคำหลวงเมืองสีป้ออยู่ในตอนนั้น ก็เผยแพร่แถลงการณ์คัดค้านออกมาทันทีผ่านทางเพจ TAI HOME
เนื้อหาแถลงการณ์มีใจความโดยสรุปดังนี้
- ครอบครัวของเจ้าอูจ่าเป็นผู้ดูแล รักษาหอคำหลวงเมืองสีป้อมาตลอดเกือบ 60 ปี ท่ามกลางความพยายามที่จะเข้ามายึดครองของกองทัพพม่า จนหอคำหลวงกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
- ขุนทุนอูไม่เคยบอกกล่าวหรือปรึกษากับครอบครัวของเจ้าอูจ่ามาก่อนเลยว่าจะถวายหอคำหลวงแก่คณะสงฆ์
- ขุนทุนอูอ้างว่าได้รับมอบหมายจากเจ้านางสุจั่นตี่แล้ว แต่ขณะนั้นเจ้านางสุจั่นตี่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ในรัฐฉาน จึงไม่มีอำนาจมอบหมายให้ใครมาจัดการทรัพย์สินในรัฐฉานได้
ตอนท้ายของแถลงการณ์ ระบุว่าขุนทุนอูมิได้เป็นทายาทโดยสายเลือดของเจ้าจ่าแสง
มีรายงานว่าเจ้าอูจ่าได้เดินทางไปยังเมืองตองจีเพื่อปรึกษาเรื่องนี้กับศาสตราจารย์ ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ แต่หลังจากนั้น ในเมียนมาเกิดการระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก เรื่องของสิทธิการดูแลหอคำหลวงเมืองสีป้อ ก็เงียบหายไป
กระทั่งมีพิธีเปิดป้ายวิทยาลัยพุทธศาสนาหอคำสีป้อขึ้น ในตอนเช้าวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา
ขุนทุนอูเสียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 ด้วยวัย 70 ปี ส่วนเจ้านางสุจั่นตี่ ก็เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา ในวัย 91 ปี ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บ้านพักในสหรัฐอเมริกา

…..
เรื่องราวของหอคำหลวงแห่งเมืองสีป้อ เป็นหนึ่งในตัวอย่างความพยายามปกปักรักษาหอคำหลวงเอาไว้ ให้เป็นสัญลักษณ์ ศูนย์รวมจิตใจผู้คนในเมืองของรัฐฉาน
นับแต่อดีตจนถึงก่อนที่นายพลเนวินปฏิวัติ รัฐฉานแบ่งออกเป็นเมืองต่างๆ อย่างน้อย 33 เมือง แต่ละเมืองเปรียบเหมือน 1 ประเทศ มีเจ้าฟ้าที่เปรียบเหมือนกษัตริย์ปกครอง เป็นอิสระต่อกัน หอคำหลวงของทุกเมือง คือพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของราษฎรทุกผู้ทุกคนในแต่ละเมือง
การปฏิวัติของนายพลเนวินที่ทำลายระบอบเจ้าฟ้าของรัฐฉานลงอย่างสิ้นเชิง นอกจากการจับตัวเจ้าฟ้าของแต่ละเมืองไปสังหารแล้ว ยังได้เข้ายึดครอง ทำลายหอคำหลวงของแต่ละเมือง หรือปล่อยให้หอคำหลวงของบางเมือง ทรุดโทรมจนพังทลายลงไปเอง เช่น
- หอคำหลวงเมืองเชียงตุงถูกระเบิดทิ้งเพื่อนำพื้นที่มาสร้างเป็นโรงแรม
- หอคำหลวงเมืองแสนหวี ถูกยึดพื้นที่มาสร้างเป็นค่ายทหาร
- หอคำหลวงเมืองเกซีถูกยึด แต่ต่อมาชาวบ้านรวมตัวไปเจรจาขอคืนนำมาถวายแก่คณะสงฆ์เพื่อเปลี่ยนเป็นวัด
- หอคำหลวงเมืองหยองห้วยถูกยึดและปล่อยทิ้งร้าง ต่อมาเจ้าเห่หม่าแต๊ก ธิดาของเจ้าส่วยแต๊ก เจ้าฟ้าหลวงเมืองหยองห้วยคนสุดท้าย และประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพพม่า ได้ขอคืนเพื่อเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ก็มีปัญหาเรื่องค่าดูแล เพราะไม่ได้กรรมสิทธิ์คืนมาทั้ง 100%
- หอคำหลวงเมืองป๋อน และเมืองป๋างลอง ทรุดโทรมและพังทลายลงไปตามกาลเวลา
ฯลฯ
หอคำหลวงเมืองสีป้อ ที่ถูกเปลี่ยนมาเป็นวิทยาลัยพุทธศาสนา จึงเป็นหนทางที่ทำให้หอคำหลวงแห่งนี้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว…



