ASEAN Roundup ประจำวันที่ 30 สิงหาคม-5 กันยายน 2569
- เวียดนามเดินหน้าปรับปรุงกฎหมาย ขจัดความซ้ำซ้อน รับเศรษฐกิจดิจิทัล
- แก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับลดข้อกำหนดซ้ำซ้อน
- แก้ไขกฎหมายว่าด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศ
- กฎหมายการพัฒนาเมืองฉบับใหม่ปลดล็อกโอกาสการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
- เปิดตัววิสัยทัศน์มุ่งพัฒนาอย่างน้อย 5 เมืองสู่ระดับสากลภายในปี 2588
- ธุรกิจญี่ปุ่นเพิ่มการลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง
- MAS ทุ่มงบ 220 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม FinTech
- MAS ปรับกรอบการกำกับดูแล Stablecoin
- บริษัทสิงคโปร์ครองตลาดระดมทุน Data Centre ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- อินโดนีเซียชู 3 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมขั้นปลาย
- ลาวรุกดึงการลงทุนคุณภาพสูง มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
เวียดนามเดินหน้าปรับปรุงกฎหมาย ขจัดความซ้ำซ้อน รับเศรษฐกิจดิจิทัล

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามเร่งพิจารณาชุดกฎหมายแก้ไขแบบบูรณาการ ครอบคลุมกฎหมายการค้า การแข่งขันทางการค้า การบริหารการค้าต่างประเทศ และการคุ้มครองผู้บริโภค มุ่งขจัดข้อจำกัดทางธุรการ เปิดเผยรายชื่อกิจการที่รัฐผูกขาดอย่างโปร่งใส พร้อมปรับปรุงข้อกฎหมายให้สอดรับกับพฤติกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ
พร้อมผ่าน ‘กฎหมายพัฒนาเมือง’ ฉบับใหม่! มอบอำนาจท้องถิ่นทดลองกลไกนโยบายพิเศษ ปลดล็อกคอขวดการลงทุน ดันโฮจิมินห์-ฮานอยสู่ศูนย์กลางการเงินและโลจิสติกส์ระดับสากล เพื่อเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่ภายในปี 2045
- แก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับลดข้อกำหนดซ้ำซ้อน

คณะกรรมาธิการสามัญแห่งสมัชชาแห่งชาติเวียดนาม (Standing Committee of the National Assembly) ได้พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสำคัญด้านอุตสาหกรรมและการค้า จำนวน 4 ฉบับ เพื่อแก้ไขข้อกำหนดที่ซ้ำซ้อน สร้างความชัดเจนให้กับภาคธุรกิจ และเพื่อ
ร่างกฎหมายปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่ได้รับการพิจารณาพร้อมกัน (Omnibus Bill)เมื่อเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการค้า (Commercial Law) กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า (Competition Law) กฎหมายว่าด้วยการบริหารการค้ากับต่างประเทศ (Law on Foreign Trade Management) และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค (Law on Protection of Consumers’ Rights) เพื่อกระชับฐานทางกฎหมายสำหรับการผูกขาดโดยรัฐ
นายเจือง ทันห์ ฮวาย (Truong Thanh Hoai) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ได้นำเสนอร่างกฎหมายซึ่งมี 6 มาตรา โดยระบุว่าเน้นการทบทวนและปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ การมอบหมายอำนาจหน้าที่ และการแบ่งความรับผิดชอบในภาคอุตสาหกรรมและการค้า ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคและคอขวดที่เกิดขึ้นในระหว่างการบังคับใช้กฎหมายจริง เพื่อลดขั้นตอนทางธุรการสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจให้ได้มากที่สุด
นายเจือง ทันห์ ฮว่าย กล่าวด้วยว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย โดย แก้ไขข้อกำหนดที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจที่ถูกห้ามหรือจำกัด ระหว่างกฎหมายการค้า กฎหมายการลงทุน ประมวลกฎหมายแพ่ง และกฎหมายการประมูลทรัพย์สิน
นอกจากนี้ยังเป็นการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อพฤติกรรมทางการตลาดแบบใหม่ ให้สะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมกำหนดขอบเขตอำนาจเหนือตลาดให้แคบลงเพื่อไม่ให้กระทบเสรีภาพทางธุรกิจ เว้นแต่พฤติกรรมนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียชัดเจนต่อผู้บริโภค
อีกทั้งยังเพื่อแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่เคยส่งออกกลับเข้ามาใหม่ (Re-importation) กฎเกณฑ์การค้าในเขตศุลกากรพิเศษ และระบบการออก/ตรวจสอบหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CO)
นายฟาน วัน ไม (Phan Van Mai) ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินของสมัชชาแห่งชาติ สนับสนุนการกำหนดการผูกขาดโดยรัฐตามกฎหมายเฉพาะสาขาพร้อมประกาศรายชื่อต่อสาธารณะ โดยขอให้ระบุขอบเขตความรับผิดชอบระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากับกระทรวงอื่นๆ ให้ชัดเจน นอกจากนี้ ยังขอให้ประเมินผลกระทบของการกำหนดเพดานการลดราคาและโปรโมชันในสิ่งแวดล้อมดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ บัตรกำนัล คะแนนสะสม และกิจกรรมโปรโมชันข้ามพรมแดน เพื่อป้องกันความสับสนในการตีความและการปฏิบัติ
สมาชิกสมัชชาแห่งชาติเสนอให้ปรับปรุงนิยามทางกฎหมายให้ชัดเจนและสะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ คำว่า “ตลาดที่เกี่ยวข้อง” (Relevant markets), “ส่วนแบ่งตลาด” (Market shares), “อำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ” (Significant market power) รวมถึงคำว่า “กลุ่มวิสาหกิจในเครือ” และ “กลุ่มวิสาหกิจที่มีตำแหน่งเหนือตลาด”
สมาชิกรัฐสภาขอให้แบ่งแยกอำนาจระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและท้องถิ่นในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CO) และการอนุมัติการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง พร้อมเสนอให้มีจุดประสานงานระหว่างประเทศ ฐานข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบ/เพิกถอนที่เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อป้องกันความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่น ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและความน่าเชื่อถือของตราสินค้าเวียดนาม
นายฟานจี๋ ฮิ้ว (Phan Chi Hieu) ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายและยุติธรรม เน้นย้ำให้ทบทวนบทลงโทษและกลไกการกำกับดูแลการผูกขาดและการแข่งขันทางการค้าให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการลงโทษทางปกครอง (Law on Handling Administrative Violations) ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขเช่นเดียวกัน
- แก้ไขกฎหมายว่าด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศ
ในการประชุมสมัยที่ 5 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการประจำสมัชชาแห่งชาติเวียดนาม ได้ร่วมหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมายว่าด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับแก้ไข เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของกฎหมายว่าด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับปัจจุบัน ขยายหน่วยงานที่มีอำนาจในการลงนาม เพิ่มการกระจายอำนาจ ลดขั้นตอนทางธุรการ และส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้
นายเล ฮวาย จุง (Le Hoai Trung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเสนอร่างกฎหมายของรัฐบาล โดยระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแปลงแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์จากสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 และมติเชิงยุทธศาสตร์ของกรมการเมือง (Politburo) ให้เป็นข้อกฎหมาย โดยเฉพาะมติที่ 59-NQ/TW ว่าด้วยการบูรณาการระหว่างประเทศในสถานการณ์ใหม่ และมติที่ 06-NQ/TW ว่าด้วยการดำเนินนโยบายต่างประเทศ รวมถึงคำสั่งที่ 56-CT/TW ของสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรค
ร่างกฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย 6 หมวด 48 มาตรา โดยมีประเด็นสำคัญ คือ จำแนกความแตกต่างระหว่าง “ข้อตกลงระหว่างประเทศ” (International Agreements) และ “สนธิสัญญา” (Treaties) อย่างชัดเจน โดยระบุว่าข้อตกลงระหว่างประเทศจะไม่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลง หรือการระงับซึ่งสิทธิและพันธะผูกพันของเวียดนามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
เพิ่มคณะกรรมการบริหารเขตอุตสาหกรรม เขตแปรรูปเพื่อการส่งออก และเขตเศรษฐกิจภายใต้คณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัด, หน่วยงานบริการสาธารณะภายใต้กระทรวงหรือหน่วยงานระดับจังหวัด และคณะกรรมการประชาชนประจำเขตพื้นที่พิเศษ เข้าเป็นหน่วยงานที่มีสิทธิ์ลงนาม
ตัดหน่วยงานบางประเภทออกจากรายการ เช่น กรมทั่วไปภายใต้กระทรวง, คณะกรรมการประชาชนระดับอำเภอ, เลขาธิการสภาแห่งชาติ และหน่วยงานภายใต้สภาแห่งชาติหรือรัฐบาล เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้าง bộ máy (โครงสร้างองค์กรภาครัฐ)
กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอบันทึกข้อตกลงที่ลงนามในนามของรัฐต่อประธานาธิบดีเพื่อพิจารณาอนุมัติ พร้อมทั้งเพิ่มขั้นตอนการดำเนินงานแบบรวดเร็วสำหรับกรณีเร่งด่วน เช่น งานป้องกันประเทศและความมั่นคง การบรรเทาสาธารณภัย การตอบสนองต่อภัยธรรมชาติ และการควบคุมโรคระบาด
การปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รองรับการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และการจัดทำฐานข้อมูลแห่งชาติเกี่ยวกับข้อตกลงและพันธะผูกพันระหว่างประเทศ
รัฐบาลได้เสนอให้กสมัชชาแห่งชาติพิจารณาอนุมัติกฎหมายฉบับแก้ไขนี้เพื่อแทนที่กฎหมายเดิม ในการประชุมสมัยที่สองโดยใช้กระบวนการพิจารณาจบในวาระเดียว (One-session procedure)
- กฎหมายการพัฒนาเมืองฉบับใหม่ปลดล็อกโอกาสการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามชุดที่ 16 ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเมือง (Urban Development Law) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ในระหว่างการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ 1
โดยกฎหมายแม่บทฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อวางกรอบกฎหมายที่ทันสมัย หวังขจัดคอขวดเชิงสถาบันด้านการพัฒนาเมือง กระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาล และสร้างพื้นที่เปิดกว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับโมเดลเศรษฐกิจมูลค่าสูงในเขตเมือง
กฎหมายการพัฒนาเมือง (Urban Development Law) ซึ่งประกอบด้วย 5 หมวด 66 มาตรา ครอบคลุมหลายสาขาเพื่อมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเขตเมืองพิเศษมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026
ไฮไลต์สำคัญสำหรับประชาคมธุรกิจระหว่างประเทศ คือการรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นทางการแก่เขตการค้าเสรี (Free Trade Zones) และศูนย์รวมโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ในฐานะเขตพื้นที่ใช้งานเฉพาะทาง
เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การค้าระหว่างประเทศที่ราบรื่นควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (SBV) ได้รับมอบหมายให้กำหนดเกณฑ์การดำเนินงานที่คล่องตัวสำหรับสำนักงานสาขาของธนาคารต่างชาติภายในเขตพื้นที่เหล่านี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎระเบียบสากล
นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญในความมุ่งหวังของเวียดนามที่จะจัดตั้งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center) ในระดับภูมิภาค ด้วยการมอบอำนาจให้สภาเทศบาลเมืองสามารถอนุมัติใบอนุญาตบริการวาณิชธนกิจ (Investment Banking) และเครื่องมือทางการเงินนวัตกรรมใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ซึ่งเปิดทางให้ผู้มีส่วนร่วมในศูนย์กลางการเงินสามารถส่งมอบบริการขั้นสูงแก่เอนทิตีภายในประเทศ เชื่อมโยงภาคธุรกิจท้องถิ่นเข้ากับตลาดทุนทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปฏิรูปครั้งนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเป็นอิสระของท้องถิ่นผ่านโมเดลการบริหารแบบกระจายอำนาจ ช่วยให้ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจสำคัญอย่างนครโฮจิมินห์สามารถดำเนินยุทธศาสตร์เมืองที่ออกแบบเฉพาะ และกำกับดูแลข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreements: DPPA) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม
เมื่อผสานรวมกับกลไกพื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Regulatory Sandboxes) ที่ยืดหยุ่น และกลไกศุลกากรเฉพาะทางภายใต้การกำกับดูแลของรัฐสภา กฎหมายฉบับปรับปรุงนี้จะเสนอนิเวศธุรกิจที่มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และแข่งขันได้สูงแก่นักลงทุนทั่วโลก ครอบคลุมภูมิทัศน์เมืองของเวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
- เปิดตัววิสัยทัศน์มุ่งพัฒนาอย่างน้อย 5 เมืองสู่ระดับสากลภายในปี 2588

เวียดนามวางเป้าหมายพัฒนาเมืองอย่างน้อย 5 แห่งให้ก้าวสู่การเป็นเมืองระดับสากลภายในปี 2588 โดยกำหนดให้ฮานอยและนครโฮจิมินห์เป็นสองขั้วการเติบโตของเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศ
การเปิดเผยวิสัยทัศน์ดังกล่าวมีขึ้นในระหว่างการประชุมทั่วประเทศเมื่อเช้าวันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมการเมืองและสำนักเลขาธิการ เพื่อศึกษา ถ่ายทอด และขับเคลื่อนการบังคับใช้นโยบายและมติสำคัญต่างๆ โดยนายเหงียน ทันห์ งี (Nguyen Thanh Nghi) หัวหน้าคณะกรรมาธิการนโยบายและยุทธศาสตร์แห่งคณะกรรมการกลางพรรค ได้นำเสนอสาระสำคัญของมติกรมการเมือง ฉบับที่ 27 ว่าด้วยการพัฒนาภูมิภาคและการจัดระเบียบพื้นที่การพัฒนาแห่งชาติของเวียดนามในยุคใหม่
กรมการเมืองได้เห็นชอบในหลักการชี้นำ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การมองว่าการพัฒนาภูมิภาคคือกลไกสำคัญในการจัดระเบียบการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างพื้นที่ และจัดสรรทรัพยากรเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประการที่สอง คือการปรับโครงสร้างพื้นที่การพัฒนาในลักษณะบูรณาการ โดยกำหนดบทบาท หน้าที่ จุดเด่น และภารกิจของแต่ละภูมิภาคให้ชัดเจนภายใต้กรอบการพัฒนาภาพรวม และประการที่สาม คือการสร้างกลไกการเชื่อมโยงและประสานงานระดับภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างความสอดคล้องทั้งด้านการวางแผน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และทรัพยากร ควบคู่กับการรักษาสมดุลผลประโยชน์ระหว่างท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ
มติดังกล่าวกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายเฉพาะ 22 ประการจนถึงปี 2573 สำหรับแต่ละภูมิภาค และเมื่อมองไปถึงปี 2588 เวียดนามวาดภาพให้ภูมิภาคต่างๆ ขับเคลื่อนผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจข้อมูล และเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการแปลงผ่านสู่ระบบดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโต นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างสังคมที่มีระเบียบ อารยะ มีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ความมั่นคงที่เข้มแข็ง และประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางสังคมที่มีคุณภาพสูง
สำหรับกลุ่มภารกิจและมาตรการหลักในการพัฒนาภูมิภาคและการจัดระเบียบพื้นที่การพัฒนา มตินี้ได้ครอบคลุมการพัฒนาในหลายมิติ เริ่มจากการจัดระเบียบพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีโครงสร้างแบบหลายขั้วหลายชั้น เชื่อมโยงพื้นที่ทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ใต้ดิน และพื้นที่ดิจิทัลเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งสร้างกรอบสถาบันที่เปิดโอกาสให้ศูนย์กลางการเติบโตหลักเข้ามามีส่วนร่วมในการประสานงานพัฒนาระดับภูมิภาค และมีกลไกแบ่งปันทรัพยากรและผลประโยชน์ตามหลักการพัฒนาร่วมกัน
นอกจากนี้ นายเหงียน ทันห์ งี ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงสถาบันเพื่อสร้างโมเดลการเติบโตใหม่ ผ่านนโยบายก้าวกระโดดสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การเงินระหว่างประเทศ ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ และเขตการค้าเสรี ขณะเดียวกันในด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งสายหลักแนวเหนือ-ใต้ และระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และลดต้นทุนทางการค้า
ในส่วนของการพัฒนาระบบเมืองและขั้วการเติบโต เวียดนามจะเร่งลงทุนในศูนย์กลางการเติบโตหลักเพื่อเป็นหัวหอกนำการพัฒนาไปสู่อื่นๆ โดยเน้นการพัฒนาเขตนครหลวงฮานอยและเขตนครหลวงโฮจิมินห์เป็นลำดับแรก โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2588 จะมีเมืองระดับสากลอย่างน้อย 5 แห่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงในเครือข่ายภูมิภาคและโลก พร้อมกันนี้ยังมุ่งพัฒนาบุคลากรศักยภาพสูง ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อดึงดูดและฝึกอบรมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา
ด้านสังคมและวัฒนธรรม มติเน้นการพัฒนาวัฒนธรรมและสวัสดิการสังคมอย่างเป็นระบบ โดยใช้ อัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาคและกลุ่มชาติพันธุ์เป็นทรัพยากรในการพัฒนา และสร้างระเบียงท่องเที่ยวและวัฒนธรรมร่วมกันระหว่างท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสริมสร้างความมั่นคงและการต่างประเทศ
ภารกิจกลุ่มสุดท้ายคือการสร้างและปรับปรุงระบบพรรคและระบบการเมืองให้สะอาดและเข้มแข็ง โดยปรับปรุงโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของแต่ละพื้นที่ เพิ่มการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจและรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการเร่งรัดสรรหาและพัฒนาเจ้าหน้าที่ที่มีความซื่อสัตย์และมีความเชี่ยวชาญ ตลอดจนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน และการสิ้นเปลือง เพื่อรักษาระเบียบวินัยทั่วทั้งระบบการเมือง
ธุรกิจญี่ปุ่นเพิ่มการลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

เครือบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งของญี่ปุ่นทั้ง บริษัทสุมิโตโม (Sumitomo), ฮอนด้า (Honda) และพานาโซนิค (Panasonic) ยังคงขยายการลงทุนในเวียดนาม ขณะที่อิออน (AEON), มิตซูบิชิ (Mitsubishi) และโซจิทสึ (Sojitz) ก็กำลังรุกหนักในภาคการค้าปลีก โลจิสติกส์ และการบริการอย่างมีนัยสำคัญ
เวียดนามยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนที่ดึงดูดใจสำหรับธุรกิจญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำในงานสัมมนาทางธุรกิจ Vietnam-Japan Business Forum 2026 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้า (กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม) ร่วมกับสมาคมธุรกิจเวียดนามในญี่ปุ่น (VJBA) โดยนายตา มานห์ เกือง (Ta Manh Cuong) ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการส่งเสริมการค้าและการลงทุน กรมส่งเสริมการค้า ระบุว่าความร่วมมือด้านการลงทุนถือเป็นหนึ่งในความโดดเด่นของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามและญี่ปุ่น
ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ญี่ปุ่นมีโครงการที่ดำเนินการอยู่ในเวียดนามมากกว่า 5,800 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เงินทุนจดทะเบียนรวมจากญี่ปุ่นสูงถึงกว่า 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภายในปี 2568 คาดว่ามากกว่าร้อยละ 67 ของธุรกิจญี่ปุ่นในเวียดนามจะรายงานผลกำไร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามในด้านการผลิต การดำเนินธุรกิจ และยุทธศาสตร์ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทญี่ปุ่น
เมื่อเร็วๆ นี้ อิออน กรุ๊ป (AEON Group) ได้ประกาศแผนจัดสรรงบประมาณการลงทุนประมาณร้อยละ 60 ในภูมิภาคอาเซียนมายังตลาดเวียดนามในช่วงปี 2568-2573 ซึ่งเป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งบรรลุเป้าหมายการขยายขนาดการดำเนินงานขึ้นเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับขนาดในปัจจุบัน
ผู้บริหารของ AEON ระบุอย่างต่อเนื่องว่าเวียดนามคือ “ตลาดที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น” และเป็นเหตุผลสำคัญที่กลุ่มบริษัทได้ขยายการลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ด้านการค้าระหว่างสองประเทศยังคงรักษาแรงขับเคลื่อนการเติบโต โดยภายในปี 2568 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกรวมระหว่างเวียดนามและญี่ปุ่นคาดว่าจะทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปี 2567 และในครึ่งแรกของ 8 เดือนแรกปี 2569 การส่งออกสินค้าของเวียดนามไปยังญี่ปุ่นมีมูลค่าถึง 2.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่น่าสนใจคือดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยเวียดนามได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 58 เมื่อเทียบปีต่อปี แตะระดับ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามระบุว่า กรอบความร่วมมือต่างๆ เช่น RCEP ยังคงช่วยเอิ้อภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในด้านภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งช่วยขยายโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาคที่ลึกยิ่งขึ้น
MAS ทุ่มงบ 220 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม FinTech

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) ประกาศจัดสรรงบประมาณสนับสนุนจำนวน 220 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ระยะเวลา 3 ปี ภายใต้โครงการ “Financial Sector Technology and Innovation Scheme” ระยะใหม่ (FSTI 4.0) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งแก่ระบบนิเวศ FinTech และเร่งการปรับใช้นวัตกรรมรวมถึงเทคโนโลยีในภาคการเงินของสิงคโปร์
ความเคลื่อนไหวนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของภาคส่วน FinTech ในสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของบริษัท FinTech มากกว่า 1,800 แห่ง และมีการจ้างงานบุคลากรเกือบ 10,000 ตำแหน่ง ในสายงานเทคโนโลยี ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการบริหารธุรกิจ โดยมูลค่าการลงทุนใน FinTech ของสิงคโปร์สูงถึง 2.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2568
เป้าหมายหลัก 4 ประการของ FSTI 4.0
- สร้างรากฐานและขยายขนาด กิจกรรมนวัตกรรมในสิงคโปร์
- เร่งการพัฒนาและการปรับใช้ เทคโนโลยีทางการเงิน โดยเน้นไปที่เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Frontier Technologies)
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคการเงินสามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมและโซลูชันใหม่ๆ
- ส่งเสริมการพัฒนาและดึงดูดบุคลากร เข้าสู่ระบบนิเวศ FinTech ของสิงคโปร์
กลไกการดำเนินงาน 6 ด้าน
- ด้านพัฒนาบุคลากร (Manpower Track): สนับสนุนบริษัท FinTech ในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ โดยการร่วมอุดหนุนเงินเบี้ยเลี้ยงการฝึกงาน พร้อมเปิดตัวพอร์ทัลฝึกงาน
fintechinternships.sg(บริหารจัดการโดยสมาคม FinTech แห่งสิงคโปร์: SFA) เพื่อเชื่อมโยงนักศึกษากับบริษัท FinTech โดยตั้งเป้าสนับสนุนโอกาสฝึกงานอย่างน้อย 1,000 ตำแหน่งในอีก 3 ปีข้างหน้า - ด้านโครงการระดับสถาบัน (Institution Project Track): สนับสนุนสถาบันการเงินและบริษัท FinTech ในสิงคโปร์ในการพัฒนาและปรับใช้โซลูชันนวัตกรรม โดยเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, เทคโนโลยีสมุดบัญชีการเงินแบบกระจายศูนย์ (DLT) และเทคโนโลยีควอนตัม
- ด้านการประยุกต์ใช้ AI (AI Pathfinder Track): ผลักดันการใช้งานโซลูชัน AI FinTech ที่พร้อมใช้งานบนแพลตฟอร์ม PathFin.ai เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินและผู้ให้บริการโซลูชัน AI
- ด้านโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม (Infrastructure & Platform Track): สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ผลิตภาพ และการพัฒนานวัตกรรมทั่วทั้งภาคการเงิน พร้อมเสริมบทบาทของสิงคโปร์ในการกำหนดมาตรฐานและการทำงานร่วมกันในระดับสากล
- ด้านศูนย์ความเป็นเลิศ (Centre of Excellence Track): ดึงดูดหน่วยงานด้านนวัตกรรมของสถาบันการเงินและบริษัท FinTech ชั้นนำระดับโลกมาตั้งฐานในสิงคโปร์ เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญและส่งเสริมเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น AI, ระบบประมวลผลควอนตัม และสินทรัพย์ดิจิทัล
- ด้านรางวัล FinTech (MAS FinTech Awards Track): ชูศักยภาพของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลาง FinTech ระดับโลกผ่านรางวัล SFF FinTech Excellence Awards และโครงการ Global FinTech Hackcelerator (GFH) พร้อมเพิ่มทุน “GFH Scale-up Grant” เพื่อช่วยผู้เข้ารอบสุดท้ายในการต่อยอดและทดสอบโซลูชันเพื่อดึงดูดเงินทุนและขยายธุรกิจต่อไป
โครงการ FSTI 4.0 จะให้การสนับสนุนบริษัท FinTech ในทุกช่วงของการเติบโต ตั้งแต่การพัฒนาโซลูชันใหม่ไปจนถึงการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อตอกย้ำตำแหน่งของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลาง FinTech ที่มีความยืดหยุ่นและมีศักยภาพในการแข่งขันสูง
MAS ปรับกรอบการกำกับดูแล Stablecoin

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) เผยแพร่เอกสารเปิดรับฟังความคิดเห็น (Consultation Paper) เกี่ยวกับข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการให้บริการชำระเงิน ปี 2562 (Payment Services Act 2019: PS Act) เพื่อนำกรอบการกำกับดูแล Stablecoin ของสิงคโปร์มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ผู้ออก Stablecoin รวมถึงมาตรการคุ้มครองเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านมูลค่าและการปกป้องผู้ใช้งาน
MAS ระบุว่า เฉพาะผู้ออก Stablecoin สกุลเงินเดี่ยว (Single-Currency Stablecoin) ที่ได้รับใบอนุญาตภายใต้กรอบ MAS-SCS เท่านั้น จึงจะสามารถแสดงตนว่าเป็นผู้ออก Stablecoin ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ MAS และระบุว่าเหรียญของตนเป็น “MAS-regulated stablecoins” ได้
Stablecoin ที่ไม่ได้ผ่านการรับรองจาก MAS จะถูกจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการชำระเงิน (Digital Payment Tokens: DPTs) และต้องปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเช่นเดียวกับ DPTs ทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้สับสนกับเหรียญที่ไม่มีกลไกรักษาเสถียรภาพมูลค่าที่ผ่านการตรวจสอบ
นอกเหนือจากเกณฑ์พื้นฐานด้านเสถียรภาพมูลค่า ทุนเรือนหุ้น การไถ่ถอนคืนตามมูลค่าตราไว้ (Redemption at par) และการเปิดเผยข้อมูลแล้ว MAS ยังรับฟังความคิดเห็นในประเด็นเชิงนโยบายเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ได้แก่:
- การออก Stablecoin ข้ามพรมแดน (Multi-jurisdictional issuance): เสนออนุญาตให้ Stablecoin ที่ออกร่วมกันระหว่างสถาบันในสิงคโปร์และต่างประเทศสามารถขอรับการกำกับดูแลภายใต้กรอบ MAS-SCS ได้ หากมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเพียงพอ
- การรับรอง Stablecoin จากต่างประเทศ (Recognition of foreign-issued stablecoins): เสนอให้มีการรับรอง Stablecoin จากต่างประเทศในจำนวนจำกัด สำหรับการใช้งานส่งชำระเงินระหว่างสถาบันข้ามพรมแดน (Wholesale use cases) โดยต้องเป็นเหรียญที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานต่างประเทศที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากัน
- ยกระดับมาตรการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน: ห้ามการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับ MAS-regulated stablecoins, กำหนดให้มีการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress testing) และจัดทำแผนฟื้นฟูรวมถึงแผนการเลิกกิจการอย่างเป็นระบบสำหรับผู้ออกเหรียญ
- การคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มเติม: กำหนดให้มีการดูแลรักษาเงินของลูกค้าที่ได้รับมาก่อนที่ Stablecoin จะถูกออกจำหน่าย (Safeguard customer’s monies) เช่นเดียวกับผู้รับใบอนุญาต PS Act ในปัจจุบัน
นางโฮ เฮิร์น ชิน (Ho Hern Shin) รองกรรมการผู้จัดการ (ฝ่ายกำกับดูแลสถาบันการเงิน) ของ MAS กล่าวว่า ข้อเสนอกฎหมายนี้จะช่วยสร้างกรอบการกำกับดูแลที่ส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินอย่างรับผิดชอบ พร้อมสร้างแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับ Stablecoin ที่มีมาตรฐานความเสถียรภาพและธรรมาภิบาลสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Asset tokenisation) ได้รับความนิยมมากขึ้น โดย Stablecoin ที่น่าเชื่อถือจะสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์เพื่อการชำระราคาในตลาดการเงินโทเคน ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงต่อผู้ใช้และระบบการเงินโดยรวม
บริษัทสิงคโปร์ครองตลาดระดมทุน Data Centre ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์จำนวน 5 แห่ง ครองสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 98 ของเงินทุนหมุนเวียนส่วนทุน (Equity Funding) ที่ระดมได้ทั้งหมด 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามรายงานจากบริษัทวิจัย Tracxn
บริษัททั้ง 5 แห่ง ได้แก่ DayOne, Princeton Digital Group, ST Telemedia Global Data Centres (STT GDC), Nxera (ในเครือ Singtel) และ Digital Edge
การระดมทุนดังกล่าวเข้มข้นอยู่ใน 19 รอบการระดมทุน โดยร้อยละ 85 ของยอดเงิน 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์เกิดขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา เฉพาะช่วงตั้งแต่มกราคมถึง 25 สิงหาคม 2569 มีการระดมทุนส่วนทุนไปแล้วถึง 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างสถิติปีแห่งการระดมทุนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค
กลุ่มทุนหลักมาจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนส่วนบุคคล (Private Equity) รวมถึงนักลงทุนสายการเติบโตแบบผสมผสาน (Crossover Growth Investors)
มูลค่าการลงทุนที่สูงมากนี้เกิดจากธุรกรรมขนาดใหญ่ไม่กี่รายการ นำโดย
- DayOne: ระดมทุนได้ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณร้อยละ 55 ของยอดรวม) ซึ่งรวมถึงการระดมทุนรอบ Series C มูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 96 ของเงินทุนทั้งหมดในภูมิภาคของปีนี้ (ถึง 25 ส.ค.)
- Princeton Digital Group: ระดมทุนได้ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดย Mubadala และ Stonepeak (ลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ 1.3 พันล้านดอลลาร์)
- STT GDC: ระดมทุนได้ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- Nxera: ระดมทุนได้ 806 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- Digital Edge: ระดมทุนได้ 640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ Tracxn ระบุว่า STT GDC และ Nxera ใช้รูปแบบการระดมทุนที่ต่างออกไป โดยเป็นการที่บริษัท KKR เข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยโดยตรงจาก Singtel (ผู้ถือหุ้นเดิม) เช่น ในปี 2566 นั้น KKR เข้าซื้อหุ้น 20% ใน Nxera ด้วยมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และต่อมาในปี 2569 กลุ่มคอนซอร์เตียมได้ลงนามข้อตกลงเข้าซื้อหุ้นที่เหลืออีก 82% ใน STT GDC มูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (สะท้อนมูลค่าองค์กรที่ 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์)
Tracxnยังระบุว่า ตัวเลข 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ยังไม่รวมเงินกู้และเงินทุนโครงการ เช่น กู้ยืมของ Princeton Digital Group มูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2025 และ Digital Edge อีก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้บริษัททั้ง 5 แห่งจะมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ แต่กำลังการผลิตของศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศอื่นๆ ของภูมิภาค เนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดินและพลังงานในสิงคโปร์
“สิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการระดมทุนของภาคส่วนนี้ ขณะที่การปรับใช้และการขยายกำลังการผลิตนั้นครอบคลุมไปทั่วทั้งภูมิภาค” รายงานระบุ
ความขาดแคลนกำลังการผลิตนี้เห็นได้ชัดจากการเปิดรับคำขอจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Centre Call for Applications) ของสิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีผู้ยื่นใบสมัครมากกว่า 20 ราย แย่งชิงโควตาการจัดสรรขั้นต้นเพียง 4 รายการ คิดเป็นกำลังการผลิตรวมเพียง 50 เมกะวัตต์ (MW) เท่านั้น
- DayOne: ตั้งเป้าลงนามลงทุนมากกว่า 2.8 หมื่นล้านริงกิต (7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในมาเลเซียภายในสิ้นปี 2026 และกำลังพัฒนาศูนย์ข้อมูลขนาด 72 เมกะวัตต์ (MW) ในบาตัม ประเทศอินโดนีเซีย
- Digital Edge: ไม่มีศูนย์ข้อมูลในสิงคโปร์ แต่ดำเนินกิจการในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
ผู้เชี่ยวชาญในตลาดชี้ว่า สิงคโปร์ยังคงเป็นตลาดศูนย์ข้อมูลระดับ “Tier-1” ที่เหมาะกับงานประมวลผลมูลค่าสูงและการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์อธิปไตย (Sovereign AI) ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถจัดหาที่ดินและพลังงานสำหรับโครงการขนาดใหญ่กว่าได้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภาพรวมของอาเซียน
อินโดนีเซียชู 3 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมขั้นปลาย

อินโดนีเซียเน้นย้ำถึงการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ การดำเนินงานที่คล่องตัว และมาตรการจูงใจที่แข่งขันได้ ในฐานะ 3 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นปลาย (Downstream Investment) และเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วหมู่เกาะ
นายโธโดตูอา ปาซารีบู (Todotua Pasaribu) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการลงทุนและการแปรรูปอุตสาหกรรมขั้นปลาย กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (4 กันยายน 2569) ว่า การดึงดูดเงินทุนที่ยั่งยืนจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนที่เข้ามาจะยังคงมีความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
“เมื่อเราพูดถึงบทบาทของกระทรวงการลงทุนและการแปรรูปอุตสาหกรรมขั้นปลาย เรากำลังพูดถึงการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ วิธีดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และมาตรการจูงใจ” นายโธโดตูอากล่าว
นายโธโดตูอาเน้นย้ำว่า เงินทุนจากต่างประเทศและในประเทศจะต้องถูกส่งเสริมไปยังโรงงานผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการเชี่ยวชาญกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน
ภายใต้กรอบการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ กระทรวงได้จัดทำแผนที่โอกาสการลงทุนโดยมุ่งเป้าไปที่ 28 สินค้าโภคภัณฑ์ ใน 8 สาขาความสำคัญ ผ่าน “แผนโรดแมปการลงทุนแปรรูปอุตสาหกรรมขั้นปลายเชิงยุทธศาสตร์”
ข้อคิดริเริ่มนี้แสดงถึงมูลค่าการลงทุนที่มีศักยภาพสูงถึง 6.181 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีศักยภาพในการสร้างงานมากถึง 3 ล้านตำแหน่ง
เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและสร้างความแน่นอนทางธุรกิจ รัฐบาลกำลังปฏิรูปนโยบายการออกใบอนุญาตต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎระเบียบรัฐบาล ฉบับที่ 28 ปี 2568 ว่าด้วยการออกใบอนุญาตธุรกิจตามระดับความเสี่ยง และการบูรณาการบริการผ่านระบบอนุมัติอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์แบบเบ็ดเสร็จ (Online Single Submission: OSS)
การปฏิรูปนโยบายเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงาน ลดขั้นตอนการขออนุญาต และสร้างความแน่นอนด้านกฎระเบียบที่ดียิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุน
เพื่อเสริมการผ่อนคลายกฎระเบียบ อินโดนีเซียกำลังเร่งใช้นโยบายจูงใจทางการเงินแบบตรงเป้าหมาย รวมถึงมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (Tax Holiday) มาตรการลดหย่อนภาษี (Tax Allowance) ระบบมาสเตอร์ลิสต์ (Master List) และมาตรการหักภาษีได้เป็นพิเศษ (Super Tax Deduction)—เพื่อดึงดูดโครงการขั้นปลายที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำลังออกดอกออกผลทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นปลายสูงถึง 300.1 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในครึ่งแรกของปี 2026 คิดเป็นร้อยละ 29.7 ของการลงทุนรวมทั้งประเทศ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมีมูลค่า 212.8 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (1.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือคิดเป็นร้อยละ 70.9 ของมูลค่าการลงทุนขั้นปลายทั้งหมด ในขณะที่การลงทุนตรงในประเทศ (DDI) มีมูลค่า 87.3 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือคิดเป็นร้อยละ 29.1
การลงทุนมากถึงร้อยละ 75.7 ของการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นปลาย มูลค่า 227.3 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (1.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เกิดขึ้นนอกเกาะชวา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาคส่วนนี้ในการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคอย่างเป็นธรรมยิ่งขึ้น
ลาวรุกดึงการลงทุนคุณภาพสูง มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาล สปป.ลาว เร่งดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยเรียกร้องให้มุ่งเน้นโครงการที่สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการผลิตภายในประเทศ และส่งเสริมมูลค่าที่ยั่งยืน
ข้อเรียกร้องดังกล่าวจัดขึ้นโดย นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (IPMC) ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมใหญ่ครั้งที่ 1 ของคณะกรรมการพรรคคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อที่ 1 กันยายน 2569 ผ่านมา โดยนายสะเหลิมไซได้กระตุ้นให้คณะกรรมการพรรค IPMC ยกระดับบทบาทในฐานะกลไกสนับสนุนหลักของรัฐบาลในการบริหารจัดการการลงทุนในระดับมหภาค
รัฐบาลลาวมุ่งปรับเปลี่ยนทิศทางไปสู่การลงทุนที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อกระจายโครงสร้างทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาโครงการพัฒนาที่อิงกับทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก โดยแผนการลงทุนประจำปี 2569-2573 ได้ระบุว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) เป็นสาขาที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุน
ทิศทางใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนที่ช่วยลดการนำเข้า เพิ่มรายได้เงินตราต่างประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับธุรกิจลาว และสร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะแรงงาน
ใน 7 เดือนแรกของปี 2569 รัฐบาลได้อนุมัติโครงการในกิจการสัมปทานและกิจการควบคุมจำนวน 34 โครงการ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยมีเงินทุนไหลเข้าจริงทะลุ 1.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ รัฐบาล สปป.ลาว ต้องการเงินลงทุนรวมประมาณ 636,178 พันล้านกีบ เพื่อรองรับการดำเนินงานตามแผนพัฒนาปี 2569-2573 โดยคาดว่าการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศจะเป็นแหล่งทุนหลัก คิดเป็นมูลค่า 409,470 พันล้านกีบ หรือร้อยละ 64.4 ของเงินลงทุนทั้งหมด
นายสะเหลิมไซ กล่าวว่า การลงทุนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและหลักวิทยาศาสตร์มากขึ้น พร้อมเน้นย้ำความรับผิดชอบและความเป็นเจ้าการของสมาชิกพรรคและเจ้าหน้าที่ในการแปลงแผนพัฒนาชาติไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยควรให้ความสำคัญกับข้อคิดริเริ่มที่สร้างประโยชน์แก่สังคม มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีลาวยังได้เรียกร้องให้เสริมสร้างความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือ ลาว-เวียดนาม และ ลาว-จีน ตลอดจนกรอบความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคี และกรอบความร่วมมืออื่นๆ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประเมินโครงการลงทุนอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการติดตามผลอย่างเป็นระบบ และดำเนินการแก้ไขเมื่อจำเป็น เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าสู่เส้นทางการพัฒนาที่เข้มแข็งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
สำหรับการประชุมใหญ่ครั้งที่ 1 ของคณะกรรมการพรรค IPMC มีนางพอนวัน อูทะะวง รองรัฐมนตรี รองประธาน และสมาชิกประจำคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการพรรค IPMC เป็นประธาน โดยมีสมาชิกสมบูรณ์และสำรองของคณะกรรมการกลางพรรค ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง และสมาชิกพรรคเข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้มีมติรับรองร่างรายงานการเมืองและแผนพัฒนาการลงทุน 5 ปี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานเฉพาะทางของพรรค IPMC ในอีก 5 ปีข้างหน้า



