สภาพัฒน์ฯคง GDP ปี’69 โต 2% การลงทุนรวมพุ่ง 9.9% สูงสุดนับจากปี’58

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์ฯ”

สภาพัฒน์ ฯคง GDP ปี’69 โต 2% หลังจากไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัว 2.8% – การลงทุนรวมพุ่ง 9.9% สูงสุดนับจากปี’58 – ส่งออกโต 17.8%  ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 33.1% ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส  แนะรัฐเตรียมมาตรการรับมือวิกฤติพลังงาน-ภัยแล้ง – เดินหน้า “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เร่งสางหนี้ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์ฯ” แถลงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 – 2.5 (ค่ากลาง หรือเฉลี่ยร้อยละ 2.0) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย

(1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

(2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ และ

(3) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก

ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.4 และร้อยละ 3.7 ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. จะขยายตัวร้อยละ 9.6 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 – 3.0 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 1.0 ของ GDP โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย (1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.4 ต่อเนื่องจากร้อยละ 2.7 ในปี 2568 และปรับขึ้นจากร้อยละ 2.1 ในการประมาณการครั้งก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบของภาครัฐ ขณะที่ (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.2 เท่ากับประมาณการครั้งก่อน และเร่งขึ้นจากร้อยละ 0.6 ในปี 2568 ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำ ทั้งในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 และงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปี

2. การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5 ชะลอลงจากร้อยละ 4.9 ในปีก่อนหน้า แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.8 ในการประมาณการครั้งก่อน โดย (1) การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7 เร่งขึ้นจากร้อยละ 3.5 ในปีก่อนหน้า และปรับเพิ่มจากร้อยละ 1.9 ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ สอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงและสาขาดิจิทัล ขณะที่ (2) การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.1 ชะลอลงจากร้อยละ 8.9 ในปีก่อนหน้า ตามกรอบวงเงินงบประมาณที่ปรับลดลง แต่เป็นการปรับเพิ่มจากร้อยละ 1.7 ในการประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับสมมติฐานการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะสามารถบังคับใช้และเบิกจ่ายได้ตามกำหนด ประกอบกับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ

3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 9.6 ชะลอลงจากการขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 12.7 ในปี 2568 แต่ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.0 ในการประมาณการครั้งก่อนตามการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะที่การส่งออกบริการมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยคาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท ปรับลดลงจาก 1.65 ล้านล้านบาท ตามการปรับลดสมมติฐานของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังเพิ่มขึ้นจาก 1.47 ล้านล้านบาทในปี 2568 เนื่องจากการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวร้อยละ 6.2 ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.1 ในการประมาณการครั้งก่อน แต่ชะลอลงจากร้อยละ 9.4 ในปีก่อนหน้า

ดู อินโฟกราฟิกแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 เพิ่มเติมที่นี่

ส่วนประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 นายดนุชา กล่าวว่าการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 ควรให้ความสำคัญดังนี้

1) การดำเนินมาตรการ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยให้ความสำคัญกับ

(1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ ประกอบด้วย (1.1) การบริหารจัดการด้านอุปทาน โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองหลากหลาย (Diversification) เพื่อทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลาง การเพิ่มกำลังการผลิตจากแหล่งผลิตภายในประเทศ รวมถึงการติดตามและบริหารปริมาณพลังงานสำรองทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศให้เพียงพอเพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะขาดแคลนพลังงาน และ (1.2) การบริหารจัดการด้านอุปสงค์ โดยการใช้กลไกราคาและมิใช่ราคาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมทั้งการรณรงค์ประหยัดพลังงานเชิงรุกทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

(2) การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการพึ่งพิงพลังงานสูงซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง อาทิ ภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคก่อสร้าง รวมทั้งให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ยังควรดูแลการปรับราคาสินค้าในบัญชีสินค้าควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาสินค้าที่จำเป็นของครัวเรือน ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะสามารถป้องกันแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่จะส่งผลซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อด้านการผลิต และช่วยลดแรงกดดันทางการคลังที่เกิดจากมาตรการให้ความช่วยเหลือในวงกว้าง

(3) การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าวัตถุดิบที่พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยติดตามสต็อกสินค้าวัตถุดิบสำคัญควบคู่กับการหาแหล่งนำเข้าชดเชย และการใช้วัตถุดิบทางเลือกอื่นที่สามารถใช้ในการผลิตทดแทนได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ (4) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด โดยเฉพาะในการผลิตไฟฟ้าผ่านการเร่งกระบวนการซื้อกระแสไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) การขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net metering) และการลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมและกลไกสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

2) การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับ

(1) การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐและปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของการประกอบธุรกิจผ่านการเร่งดำเนินการระบบ “Thailand Fast Pass” ตลอดจนการยกระดับการดำเนินการต่าง ๆ ที่มีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ อาทิ การให้บริการพิธีการทางด้านศุลกากร และการอนุมัติใบรับรองมาตรฐานสินค้า พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนและการดำเนินงานในเชิงรุกเพื่อให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วมีการลงทุนจริงโดยเร็ว

(2) การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน ประกอบด้วย (2.1) การส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดิจิทัล ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถรองรับการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยียุคใหม่ (2.2) การสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถในการผลิต ทั้งการปรับปรุงเครื่องมือเครื่องจักร และกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว และเพื่อให้มีศักยภาพ สามารถร่วมทุนและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลก (2.3) การยกระดับศักยภาพแรงงานในทักษะที่ยังขาดแคลนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสายอาชีพที่เน้นการเรียนรู้ แบบบูรณาการกับการทำงาน (Work-Integrated Learning) ควบคู่ไปกับการดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่แรงงานไทย และ (2.4) การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และด้านสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการบริหารจัดการอุปทานด้านพลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด และน้ำประปาให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และ

(3) การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ โดย (3.1) การกำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการทำสัญญาการซื้อขายสินค้าระยะยาว (Long-term contract) กับประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบสำคัญในกรณีที่ไม่สามารถผลิตภายในประเทศได้ และ (3.2) การกำหนดเงื่อนไขให้มีกลไกในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ไทยให้ได้รับประโยชน์ผ่านการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนด้านเทคนิค โดยการสร้างแพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจ รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะหรือสาธิตทางเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมต่อความรู้ความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ากับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

3) การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ

(1) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยการเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 และรองรับความเสี่ยงของการใช้มาตรา 201 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (The Trade Act of 1974) โดยเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ (Local content)

(2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า

ที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ได้แก่ ข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ปากีสถาน ตุรกี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้

(3) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 – 2570 ได้แก่ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป

(4) การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้าให้มีความทันสมัย โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และ

(5) การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง และตลาดระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น

นายดนุชา กล่าวต่อว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ร้อยละ 0.7 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้านการใช้จ่าย การลงทุนรวม การส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการกลับมาขยายตัว

  • การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 3.2 ต่อเนื่องจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด โดยการใช้จ่ายหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัวร้อยละ 3.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ขนส่งส่วนบุคคล และด้านไฟฟ้าและก๊าซ ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มชะลอลง การใช้จ่ายหมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัวร้อยละ 3.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.6 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายกลุ่มเสื้อผ้าและรองเท้า ส่วนกลุ่มเครื่องเรือนและเครื่องตกแต่งขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัวร้อยละ 2.2 ชะลอตัวจากร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการใช้จ่ายกลุ่มบริการด้านสุขภาพ และบริการด้านขนส่ง ขณะที่การใช้จ่ายกลุ่มโรงแรมและภัตตาคารปรับตัวดีขึ้น การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนขยายตัวร้อยละ 6.8 ชะลอลงจากร้อยละ 12.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายเพื่อซื้อยานพาหนะขยายตัวร้อยละ 16.3 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 26.4 ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเป็นระดับ 52.8 จากระดับ 52.3 ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 3.4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 1.3 ในไตรมาสก่อน โดยค่าซื้อสินค้าและบริการ และรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการในระบบตลาดขยายตัวร้อยละ 5.8 และร้อยละ 20.7 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.8 และร้อยละ 2.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามลำดับ ส่วนค่าตอบแทนแรงงานขยายตัวร้อยละ 0.2 ชะลอลงจากร้อยละ 0.7 ในไตรมาสก่อน สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 22.0 (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 39.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 22.7 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)
  • การลงทุนรวม ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 9.9 เร่งขึ้นจากร้อยละ 8.1 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 10.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.5 ในไตรมาสก่อนหน้า การลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 11.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.8 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรอุตสาหกรรม และหมวดยานพาหนะ เป็นสำคัญ ส่วนการลงทุนในหมวดก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 3.0 ชะลอลงจากร้อยละ 4.8 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการชะลอตัวของการก่อสร้างที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์ การลงทุนภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.4 ชะลอลงจากร้อยละ 13.3 ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดก่อสร้างที่ขยายตัวร้อยละ 8.3 ชะลอลงจากร้อยละ 15.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือขยายตัวร้อยละ 13.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 4.6 ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 15.1 (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 19.0 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่าร้อยละ 14.4 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)

ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 17.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 9.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก โดยดัชนีปริมาณการส่งออกขยายตัวร้อยละ 15.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 8.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรลดลง ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 ต่อเนื่องจากร้อยละ 1.0 ในไตรมาสก่อนหน้า กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า (ร้อยละ 19.6) อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ร้อยละ 140.1) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 45.4) เครื่องประดับ (ร้อยละ 107.3) รถกระบะและรถบรรทุก (ร้อยละ 53.6) และคอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 20.2) กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลง อาทิ รถยนต์นั่ง (ลดลงร้อยละ 39.1) และอากาศยาน, เรือ, แท่น, และรถไฟ (ลดลงร้อยละ 18.0)

ส่วนการส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักส่วนใหญ่ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ จีน อาเซียน (5) และสหภาพยุโรป (27) ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV ตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ปรับตัวลดลง การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 33.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 17.5 ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.7 และราคานำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส 0.3 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (6.9 พันล้านบาท) เทียบกับการเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (44.0 พันล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า

ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่สาขาการขายส่งและการขายปลีก และสาขาการก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

  • สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ของหมวดพืชผลสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย และการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ของหมวดปศุสัตว์ ในขณะที่หมวดประมงปรับตัวลดลง โดยผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.8) กลุ่มไม้ผล (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7) โดยเฉพาะทุเรียน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 139.0) มังคุด (เพิ่มขึ้นร้อยละ 358.1) และลิ้นจี่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 311.3) อ้อยโรงงาน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4) ยางพารา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7) และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8) ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ บางรายการปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก (ลดลงร้อยละ 2.6) มันสำปะหลัง (ลดลงร้อยละ 9.2) และกุ้งขาวแวนนาไม (ลดลงร้อยละ 0.5) ตามลำดับ ในขณะดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ร้อยละ 8.5 เทียบกับการลดลงร้อยละ 13.7 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของดัชนีราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ หลายรายการ ได้แก่ ยางพารา (ลดลงร้อยละ 12.3) สุกร (ลดลงร้อยละ 15.0) ข้าวเปลือก (ลดลงร้อยละ 7.0) อ้อยโรงงาน (ลดลงร้อยละ 22.3) และปาล์มน้ำมัน (ลดลงร้อยละ 14.1) ตามลำดับ การลดลงของดัชนีราคาสินค้าเกษตรส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ร้อยละ 6.3 เทียบกับการลดลงร้อยละ 13.1 ในไตรมาสก่อนหน้า
  • สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.9 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยกลุ่มการผลิตเพื่อการส่งออกในช่วงร้อยละ 30 – 60 ขยายตัวตามการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตยานยนต์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7) การผลิตน้ำตาล (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9) และการผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3) ตามลำดับ ส่วนการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิตยางนอกและยางใน การหล่อดอกยางและการซ่อมสร้างยาง (ลดลงร้อยละ 0.7) และการผลิตจักรยานยนต์ (ลดลงร้อยละ 4.3) ตามลำดับ กลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) กลับมาขยายตัวตามการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6) การผลิตเนื้อสัตว์ (ยกเว้นสัตว์ปีก) (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1) การผลิตเคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8) ตามลำดับ ส่วนการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิตพลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น (ลดลงร้อยละ 3.7) และการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่น ๆ (ลดลงร้อยละ 0.1) ตามลำดับ และกลุ่มการผลิตเพื่อส่งออก (สัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 60) เพิ่มขึ้นตามการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1) และการผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.8) ตามลำดับ ส่วนการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิตเครื่องประดับเพชรพลอยแท้และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง (ลดลงร้อยละ 0.2) สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 61.26 สูงกว่าร้อยละ 57.50 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าร้อยละ 61.61 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
  • สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นของรายรับรวมจากการท่องเที่ยว ทั้งการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศและนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทย (ไทยเที่ยวไทย) มีจำนวน 71.12 ล้านคน – ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 1.2 ในไตรมาสก่อนหน้า รายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ที่ 2.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวน 9.317 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 91.48 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19) ลดลงร้อยละ 2.4 เทียบกับการลดลงร้อยละ 6.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับมูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 4.84 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 96.94 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19) เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส ร้อยละ 4.7 เทียบกับการลดลงร้อยละ 5.4 ในไตรมาสก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นของทั้งรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและมูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้มีรายรับรวมจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 7.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ร้อยละ 3.8 เทียบกับการลดลงร้อยละ 2.0 ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 74.90 ต่ำกว่าร้อยละ 76.05 ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าร้อยละ 74.93 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
  • สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบด้วย (1) บริการขนส่งทางอากาศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 เทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 ในไตรมาสก่อนหน้า (2) บริการขนส่งทางบกและท่อลำเลียง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 เทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 ในไตรมาสก่อนหน้า (3) บริการขนส่งทางน้ำ ลดลงร้อยละ 1.0 เทียบกับการลดลงร้อยละ 2.6 ในไตรมาสก่อนหน้า (4) บริการสนับสนุนการขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 6.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และ (5) บริการไปรษณีย์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.0 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 4.5 ในไตรมาสก่อนหน้า
  • สาขาการก่อสร้าง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 11.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดย (1) การก่อสร้างภาครัฐขยายตัวร้อยละ 8.3 ชะลอลงจากการขยายร้อยละ 15.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการก่อสร้างของรัฐบาล เป็นสำคัญ ในขณะที่การก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจปรับตัวเพิ่มขึ้น และ (2) การก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.0 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 4.8 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการก่อสร้างทุกประเภท ทั้งการก่อสร้างที่อยู่อาศัย การก่อสร้างอาคารที่มิใช่ที่อยู่อาศัย และการก่อสร้างอื่น ๆเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.91 สูงกว่าร้อยละ 0.70 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 0.89 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ร้อยละ -0.5 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.6 ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (101.6 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.38 ของ GDP

อ่าน สภาพพัฒน์แถลงประมาณการเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 ได้ที่นี่