นายกฯ แจง ‘ผู้ว่าภูเก็ต’ หลุดเก้าอี้ ทำงานกันไม่ได้ พบยึดหาด-มาเฟีย – ต่ออายุ e-Tax Invoice & e-Receipt ถึงสิ้นปี 70

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • เตรียมหารือปูติน ดันการค้า-พลังงาน
  • นายกฯ เคาะย้ายผู้ว่าภูเก็ตฯ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • มอบหมายปกรณ์ นิลประพันธ์ เร่งแก้กฎหมายส่งต่างด้าวเถื่อนกลับประเทศ
  • ต่ออายุมาตรการ e-Tax Invoice & e-Receipt ถึงสิ้นปี 70
  • ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า คุ้มครองสิทธิผู้ซื้อ
  • เคาะแผนหารือไทย-รัสเซีย 5 ปี ตั้งแต่ 2569-2573
  • ต่ออายุสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า บริจาคเพื่อการศึกษา-กีฬา ถึงสิ้นปี 70
  • จัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร”
  • ย้ายผู้ว่าภูเก็ต “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” นั่งรองปลัดมท.
  • ย้ายรองปลัดมท. “โชตินรินทร์ เกิดสม” เป็นผู้ว่าภูเก็ต

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ

เตรียมหารือ ‘ปูติน’ ดันการค้า-พลังงาน

นายอนุทิน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ วันที่ 16-19 มิ.ย. 2569 ว่า “มีหลายหมวดที่คุยกับเขา ทั้งด้านการเกษตร การอุตสาหกรรม การลงทุน เราซื้อสินค้าของเขามากมายและต้องการให้เขาเพิ่มออเดอร์สินค้าจากประเทศไทยเรา เป็นโอกาสที่ดี วันที่ 18 มิ.ย. ตัวผมเองจะได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีปูติน (วลาดีมีร์ ปูติน) ที่เมืองคาซาน ได้นำประเด็นทั้งหลายไปหารือกัน”

ถามต่อว่า ในการหารือจะมีเรื่องน้ำมันด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มีทุกเรื่อง เพราะรัสเซียเป็นหนึ่งในประเด็นที่แหล่งผลิตพลังงานหลายประเภท”

เมื่อถามว่า นายกฯ จะไปซื้อหรือขายสินค้า นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกอย่างต้อง two way”

ถามต่อว่า รัสเซียสนใจสินค้าอะไรจากไทย นายอนุทิน ตอบว่า “เรามีสินค้าเกษตร อาหาร อุปกรณ์ทุกอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรม  วีเนียร์ อะไรทั้งหลาย”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สินค้าที่ไทยสนใจเป็นหลักคือน้ำมันใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ตอนนี้เราก็พยายามที่จะหา resource ของพลังงานจากหลายๆ แห่ง”

ถามต่อว่า มีนักลงทุนจากรัสเซียมาไทยบ้างหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เขาเคยมาพบแล้ว เป็นประธานหอการค้ารัสเซีย”

ย้ายผู้ว่าภูเก็ต ย้ำ ‘ภูเก็ตแซนบ็อกซ์’ แก้ปัญหาจังหวัด

ผู้สื่อข่าวถามถึงมติ ครม. วันนี้ เรื่องการย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ยังไม่ทันพูดจบ นายอนุทิน แทรกทันทีว่า “ย้ายแล้วนี่ครับ”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ประเด็นนี้สืบเนื่องจากความขัดแย้งในพื้นที่ที่นายกฯ ลงพื้นที่เมื่อวาน (15 มิ.ย.) โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ท่านปลัดเสนอมา ถามท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย…เรื่องประสิทธิภาพของการทำงาน แต่ตรงนี้ย้ายมาแล้วดีขึ้น มาเป็นรองปลัดเพราะผู้ว่าภูเก็ตก็อาวุโสในเรื่องโปรไฟล์”

“ภูเก็ตมีหลายเรื่อง ผู้สื่อข่าวก็เห็นผมลงไปดำเนินการ 2-3 วัน ก็ยังไม่ดีขึ้น พอมีอะไรขึ้นมาก็มีการแฉนั่นนี่ มันทำงานกันไม่ได้หรอกแบบนี้ เราต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน เอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ เพราะภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจ เป็นเมืองที่สร้างรายได้มหาศาล ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ยอมให้เกิดประเด็น เช่น บุกยึดที่ดินชายหาด ไปไล่ชาวบ้านไม่ให้เข้าไปในหาดสาธารณะ ข่มขู่ มาเฟีย อะไรต่างๆ นานา และแอบอ้างกัน” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทิน ยังกล่าวว่า “ถ้าจะให้ผมรอรับฟังรายงานว่าขอเวลาอีก 9 เดือน ขอไปสอบสวนสืบสวน ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงอะไรก่อน ผมก็มอบนโยบายปลัดฯ ว่า ช่วงนี้มันมีปัญหาเยอะแยะมาก ก็เร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด”

เมื่อถามว่า การโยกย้ายครั้งนี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 1-2 เดือน หรือนายกฯ วางกรอบไว้อย่างไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “อันนี้ก็เป็นผลหนึ่ง”

ถามต่อว่า นายกฯ จะสอบปลัดฯ ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเลย ทุกอย่างดีหมดเรียบร้อย ท่านปลัดฯ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า มันไม่ใช่ แต่ไม่ต้องห่วง ผมสอบทุกวัน ปลัดฯ อยู่กับผมทุกวัน”

เมื่อถามว่า เรื่องการย้ายรองผู้ว่าจังหวัดภูเก็ตเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “รายละเอียดถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะในระดับนั้น ท่านเป็นคนเสนอขึ้นมา และท่านก็โน้มน้าวให้ผมเห็นชอบตามท่าน…ในส่วนที่ผมต้องเห็นชอบ”

ถามว่า นายกฯ จะต้องกำชับไม่ให้จังหวัดอื่นมีปัญหาแบบเดียวกันอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมบอกว่าภูเก็ตแซนบ็อกซ์”

มอบ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เร่งแก้ กม.ส่งตัวต่างด้าวกลับประเทศ

ด้านนางสาวรัชดา รายงานว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามคนต่างด้าวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นอมินี การลักลอบประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และการกระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และแม้จะมีการจับกุมและดำเนินคดีแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดในกระบวนการส่งตัวชาวต่างชาติที่กระทำความผิดกลับประเทศ (Deportation) และหลายกรณียังใช้เวลานาน ทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ยังออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอาจมีการกระทำผิดซ้ำได้อีก

ดังนั้น ในที่ประชุม ครม. นายกฯ จึงมอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมืองและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการส่งตัวคนต่างด้าว ที่กระทำความผิดกลับประเทศ มีความรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ต้องช่วยกันเน้นย้ำและสื่อสารว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว เข้ามาลงทุน และเข้ามาประกอบกิจการโดยสุจริต แต่สำหรับผู้ที่เข้ามาแล้วฝ่าฝืนกฎหมายหรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และส่งตัวออกนอกประเทศโดยเร็วที่สุด” นางสาวรัชดากล่าว

สั่งทุกหน่วย ลุยแผนรับมือซูเปอร์เอลนีโญ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกฯ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ โดยที่ผ่านมาได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบไว้แล้ว โดยแผน/มาตรการดังกล่าว จะครอบคลุมเรื่องน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นอยู่ของประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยนายกฯ มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบนำแผนปฏิบัติการและมาตรการที่ได้ดำเนินการ รวมถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม มารายงานต่อที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ นายกฯ แสดงความห่วงใยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และพายุฤดูร้อน จนส่งผลให้เกิดต้นไม้และกิ่งไม้หักโค่นในหลายพื้นที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยง ตัดแต่งต้นไม้ ตรวจสอบป้ายโฆษณา สิ่งปลูกสร้าง และสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมจัดทำมาตรการป้องกันและแผนเผชิญเหตุให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงข่าว ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ต่ออายุมาตรการ e-Tax Invoice & e-Receipt ถึงสิ้นปี 70

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายจริง ทั้งในส่วนของการลงทุนระบบซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับ ค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการ (Service Provider) ที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัลภาครัฐ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบการขยายมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเดิมร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 เหลือเพียง ร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เป็นต้น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระด้านเอกสารในการดำเนินงาน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) มากขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt แล้ว 23 ราย ผู้ให้บริการ e-Filing 1 ราย และผู้ให้บริการ e-Stamp Duty 5 ราย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเอง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านมาตรการ e-Withholding Tax ได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีด้านภาษีได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

ผ่าน กม. คุ้มครองผู้ซื้อสินค้า

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เสนอ ซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) แล้ว เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าให้มีความชัดเจน สอดคล้องกับสภาพการซื้อขายในปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย ลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสินค้า

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบทบัญญัติเรื่องความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังมีรายละเอียดไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีสินค้าที่ไม่สามารถตรวจพบความชำรุดบกพร่องได้ในขณะซื้อขายหรือส่งมอบ ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของความชำรุดบกพร่อง สิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงความรับผิดของผู้ขายตามประเภทของสินค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย ได้แก่ การกำหนดให้กฎหมายใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าทั่วไป ทั้งในรูปแบบผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) และผู้ประกอบธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจ (B2B) รวมถึงสัญญาเช่าซื้อ การจัดไฟแนนซ์ และสัญญาแลกเปลี่ยนสินค้า โดยไม่ใช้บังคับกับสินค้ามือสอง สัตว์มีชีวิต และสินค้าบางประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวง

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนด “บทสันนิษฐานความชำรุดบกพร่อง” เพื่อช่วยคุ้มครองผู้ซื้อ โดยหากสินค้าปรากฏความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้านั้นมีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่เวลาส่งมอบสินค้า ได้แก่ สินค้าทั่วไปภายใน 6 เดือน รถยนต์ภายใน 1 ปี และรถจักรยานยนต์ภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ

สำหรับสิทธิของผู้ซื้อ ร่างกฎหมายกำหนดให้สามารถเรียกร้องให้ผู้ขายรับผิดได้อย่างชัดเจน เช่น กรณีสินค้าทั่วไปที่มีความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญ ผู้ซื้อสามารถขอเปลี่ยนสินค้าได้ และหากผู้ขายไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าได้ ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญา

ส่วนกรณีความชำรุดบกพร่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้องให้ซ่อมแซม ขอให้ลดราคา หรือเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ในกรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ร่างกฎหมายกำหนดมาตรการคุ้มครองเฉพาะเพิ่มเติม โดยหากพบความชำรุดบกพร่องที่กระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผู้ซื้อมีสิทธิขอเปลี่ยนรถคันใหม่หรือเลิกสัญญาได้ รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือจัดหาประโยชน์ทดแทนระหว่างการซ่อมแซมด้วย

ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ หากพบความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญภายใน 14 วันนับแต่วันรับมอบสินค้า ผู้ซื้อมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที และหากผู้ขายไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าได้ ผู้ซื้อสามารถเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายได้

ร่างกฎหมายยังเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเรียกค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและสมควรเพิ่มเติมได้ และกำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้อง โดยสินค้าทั่วไปมีอายุความ 1 ปี ส่วนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ซื้อพบความชำรุดบกพร่องหรือวันที่ผู้ขายยอมรับที่จะดำเนินการแก้ไข

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคและการสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นเมื่อซื้อสินค้า ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

เห็นชอบร่างเอกสารประชุมไทย-รัสเซีย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว โดยเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย

  1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน–รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” ซึ่งยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์
  2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน–รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤติพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค
  3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน–รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม
  4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน–สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม–วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศต่อไป

เคาะแผนหารือไทย-รัสเซีย 5 ปี 2569-2573

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569–2573 เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะ 5 ปี

นางสาวลลิดา กล่าวว่า แผนการหารือฉบับนี้เป็นกลไกต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ผ่านมา โดยกำหนดการหารือทั้งในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และระดับกรมของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือทวิภาคี ความร่วมมือภูมิภาคและพหุภาคีในเอเชีย–แปซิฟิก การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ กิจการเกี่ยวกับยุโรป การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข้อมูลเท็จและข่าวปลอม ความร่วมมือด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และประเด็นอื่นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และหากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะมีการลงนามแผนการหารือฉบับดังกล่าวในโอกาสเดียวกัน

นางสาวลลิดากล่าวว่า ร่างแผนการหารือนี้ไม่เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกรอบการทำงานที่ช่วยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อนุมัติ 14 ล้าน พิมพ์รายชื่อผู้ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติในหลักการให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (เพิ่มเติม) ให้สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จำนวน 14,863,864 บาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนการจัดพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ตามที่ สำนักงาน กกต. เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (30 ธันวาคม 2568) อนุมัติการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมและจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป (เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569) เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 7,824.04 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายในส่วนของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เป็นเงิน 325.35 ล้านบาทรวมอยู่ด้วย ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ได้รับแจ้งจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองว่า วงเงินที่ได้รับจัดสรรงบประมาณดังกล่าวไม่เพียงพอเนื่องจากไม่ได้รับจัดสรรในส่วนของค่าตอบแทนการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนอำเภอและท้องถิ่น คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 14,863,864 บาท

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ (สงป.) เห็นควรตามที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติในหลักการตามที่สำนักงาน กกต. เสนอ โดยขอให้สำนักงาน กกต. ร่วมกับสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมรายละเอียดประกอบการพิจารณาให้ถูกต้อง ครบถ้วนตลอดจนปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ประหยัดการพิจารณาเป้าหมาย ประโยชน์ที่จะได้รับ ประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการ ตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

ต่ออายุสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า บริจาคการศึกษา-กีฬา ถึงสิ้นปี 70

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สถานศึกษาเพื่อสนับสนุนการกีฬา โดยให้หักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e – Donation) ของกรมสรรพากร ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ทั้งนี้ เมื่อร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว กรมสรรพากรจะต้องออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไป

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ประมาณการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่จะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และคาดว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะมีบุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้สิทธิรวมกันปีละ 1 ล้านราย จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 1,600 ล้านบาท (รวม 3 ปีภาษี ประมาณ 4,800 บาท) แบ่งเป็นการสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษาปีละ 1,540 ล้านบาท และมาตรภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬาปีละประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้ภาคเอกชนและภาคประชาชนจะมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษาและการกีฬาของประเทศอย่างต่อเนื่อง และเป็นการช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐได้อีกทางหนึ่ง

เลื่อนบังคับใช้ กม. กระดาษสัมผัสอาหาร อีก 1 ปี

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอ โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการขยายเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2568 จากเดิมกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลใช้บังคับ ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และแก้ไขเป็นให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2570 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องปิดตัวลงเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎกระทรวงได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังช่วยให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อย่างกะทันหันในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังปรับตัว อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการขาดแคลนผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารในท้องตลาด เช่น ถุงขนม ถุงหิ้วกระดาษ จานกระดาษ หรือกระดาษรองอาหารโดยประชาชนยังสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการด้านอาหารได้ตามปกติ

ขยายวงเงิน-ระยะเวลาก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จ.ระยอง 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงาน ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ ใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ – ฝายบ้านค่าย ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง จากวงเงินเดิม 840.00 ล้านบาท เป็น 859.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.20 ล้านบาท และ 2. อนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับรายการดังกล่าว จากเดิมปีงบประมาณ พ.ศ. 2566–2568 เป็น พ.ศ. 2566–2570

โครงการนี้ได้รับอนุมัติจาก ครม. ครั้งแรกเมื่อปี 2565 ภายใต้โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน กรอบวงเงิน 840 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี โดยระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ผู้รับจ้างไม่สามารถใช้วิธีขุดเปิดหน้าดินเดิมเพื่อวางท่อส่งน้ำได้ เนื่องจากแนวท่อบางช่วงอยู่ในเขตทางหลวระยอง ซึ่งมีการขยายช่องทางจราจรเต็มเขตทาง จนไม่สามารถดำเนินการตามแผนเดิมได้ ผู้รับจ้างจึงต้องหยุดงานและขอสงวนสิทธิ์ขยายอายุสัญญา

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทานและแขวงทางหลวงระยอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ แล้วมีมติให้เปลี่ยนวิธีวางท่อ จากแบบขุดเปิดหน้าดิน เป็นวิธีวางท่อแบบเจาะลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องตัดผิวถนน เหมาะกับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการจราจร โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณงานและราคาเพิ่มขึ้นจากวงเงินสัญญาเดิม

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวย้ำว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้พิจารณาแล้ว และต่างเห็นชอบการดำเนินงานดังกล่าว และได้มีความเห็นเพิ่มเติมให้กรมชลประทานมีแผนติดตามตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่คงเหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความล่าช้าและให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง

จัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร” 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ โดยเป็นการจัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร” เป็นส่วนราชการระดับคณะของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อรองรับการจัดการศึกษา การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรและความต้องการของประเทศในอนาคต

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า การจัดตั้งสถาบันดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานและผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่ อาทิ เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ และนวัตกรรมการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย

สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ เป็นการกำหนดให้มี “สถาบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร” เป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 เพื่อทำหน้าที่พัฒนากำลังคนด้านการเกษตรและนวัตกรรม สนับสนุนการวิจัยและการสร้างองค์ความรู้ ตลอดจนส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในการยกระดับภาคเกษตรของประเทศ

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้ยืนยันร่างภายหลังการตรวจพิจารณา ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบในครั้งนี้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและประกาศใช้ต่อไป

เปลี่ยนชื่อ “คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการปรับเปลี่ยนชื่อส่วนราชการภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จาก “คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เป็น “คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจการจัดการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรองรับมาตรฐานวิชาชีพตามที่สภาวิศวกรกำหนด

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามได้พิจารณาความเหมาะสมของการปรับเปลี่ยนชื่อคณะดังกล่าว โดยสภามหาวิทยาลัยมีมติเห็นชอบ และคณะกรรมการการอุดมศึกษาก็ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว ก่อนเสนอให้ดำเนินการตามขั้นตอนการตรากฎกระทรวง

“การปรับเปลี่ยนชื่อคณะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน แต่เป็นการสะท้อนการยกระดับศักยภาพการจัดการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการประกอบวิชาชีพของนักศึกษาในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เรื่อง ขั้นตอนการแบ่งส่วนราชการภายในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งกำหนดให้การจัดตั้ง การรวม หรือการยุบเลิกคณะและหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ต้องดำเนินการในรูปกฎกระทรวง เพื่อให้โครงสร้างการบริหารจัดการของสถาบันอุดมศึกษามีความเหมาะสม ทันสมัย และรองรับการพัฒนากำลังคนของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยกเลิกมติอนุญาตมหาวิทยาลัยอมตะเปิดหลักสูตร NTU

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 เรื่อง การให้ความเห็นชอบแก่มหาวิทยาลัยอมตะ (Amata University) ในการจัดการศึกษาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University) ในประเทศไทย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยอมตะจัดการศึกษาในหลักสูตร Master of Science (M.S.) in Engineering (Intelligent Manufacturing System) ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างประเทศและสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามผลการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) พบว่า มหาวิทยาลัยอมตะไม่ได้ดำเนินการจัดการศึกษาตามที่ได้รับความเห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว และไม่ได้รายงานความก้าวหน้าหรือชี้แจงเหตุผลในการไม่ดำเนินการ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มีหนังสือสอบถามและเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ คพอต. ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง และเห็นว่าการคงมติคณะรัฐมนตรีเดิมไว้ อาจก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนในการกำกับดูแลและการบริหารจัดการด้านการอุดมศึกษา จึงเห็นควรเสนอให้ยกเลิกมติดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลและสถานะของโครงการสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน

“การยกเลิกมติครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนหรือการดำเนินการทางการศึกษา เนื่องจากไม่มีการเปิดการเรียนการสอนตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบไว้เดิม โดยเป็นการปรับปรุงข้อมูลและสถานะทางนโยบายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และช่วยให้การกำกับดูแลการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาจากต่างประเทศมีความชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ไฟเขียว ป.ตรี “การจัดการบัณฑิต” รองรับหลักสูตรธุรกิจการบิน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ เพื่อรองรับการจัดการศึกษาหลักสูตรการจัดการธุรกิจการบินนานาชาติ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนของอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า การปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกได้เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรการจัดการธุรกิจการบินนานาชาติ ภายใต้รูปแบบการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา หรือ Higher Education Sandbox ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในภาคการบินสมัยใหม่

สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก โดยกำหนดเพิ่มปริญญาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาการจัดการ จากเดิมที่กำหนดไว้เฉพาะระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ให้ครอบคลุมทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ การจัดการดุษฎีบัณฑิต (กจ.ด.) การจัดการมหาบัณฑิต (กจ.ม.) และการจัดการบัณฑิต (กจ.บ.) เพื่อรองรับการเปิดสอนหลักสูตรการจัดการบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจการบินนานาชาติ ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ที่มุ่งผลิตบุคลากรด้านการบินและการบริการระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยหลักสูตรดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยแล้ว และได้รับอนุมัติให้ดำเนินการในรูปแบบ Higher Education Sandbox ตามกระบวนการที่กำหนด

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศในการผลิตกำลังคนคุณภาพสูงด้านการจัดการธุรกิจการบินและบริการระหว่างประเทศ รองรับการขยายตัวของสนามบิน สายการบิน ธุรกิจโลจิสติกส์ทางอากาศ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับระบบคมนาคมทางอากาศ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะดำเนินการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายในรายละเอียด ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ย้าย ‘นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร’ ผู้ว่าภูเก็ต เป็นรองปลัด มท.

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ดังนี้

(1) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการต่างๆ รวม 13 ราย ดังนี้

1. สำนักงานปลัดกระทรวง จำนวน 4 ราย

  1. นายทรงเกียรติ เล็กตระกูล ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลอุดรธานี สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดอุดรธานี สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  2. นายไชยสิทธิ์ เทพชาตรี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลหาดใหญ่ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสงขลา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) โรงพยาบาลระยอง สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  3. นายสุผล ตติยนันทพร ตำแหน่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  4. นายอายุส ภมะราภา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

2. กรมการแพทย์ จำนวน 6 ราย

  1. นางสุฑารัตน์ ตั้งสกุลวัฒนา ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขารังสีวิทยา) สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมสาขารังสีวิทยา) สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  2. นางสาวทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  3. นางวายุพา วงศ์วิกรม ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  4. นายนฤพัชร สวนประเสริฐ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  5. นายเมธา อภิวัฒนากุล ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  6. นางสาวสุณิสา สินธุวงศ์ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

3. กรมควบคุมโรค จำนวน 2 ราย

  1. นายชยนันท์ สิทธิบุศย์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  2. นางเกศรา แสนศิริทวีสุข ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านส่งเสริมพัฒนา) สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัย) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์4.

4. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 1 ราย

  1. นางสาวปนัดดา เทพอัคศร ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านชีวโมเลกุล และการพัฒนาวัคซีน (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เชี่ยวชาญ) ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์และสาธารณสุขสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทรงคุณวุฒิ) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

(2) แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา รวม 5 คน เนื่องจากประธานกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิเดิมจะดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

  • ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการ
  • นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  • รองศาสตราจารย์ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านกฎหมาย ภาควิชาการ
  • นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคเอกชน
  • ศาสตราจารย์สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(3) การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการสอบสวนคดีอาญา) ในคณะกรรมการคดีพิเศษ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(4) แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำนวน 2 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการ จำนวน 1 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้

  1. นายกฤษ อุตตมะเวทิน (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
  2. นางสาวปุณณดา อิงคุลานนท์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(5) ขออนุมัติแต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้ง นายพรชัย ฐีระเวช (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง แทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(6) การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เสนอรับโอน นายปวิช เกศววงศ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนแล้ว

(7) ขอความเห็นชอบการต่อสัญญาจ้างผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย เป็นผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือนต่อไปอีกวาระหนึ่ง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(8) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูงกระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ แต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. ให้นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

(9) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายพีรพร สุวรรณฉวี
  2. นายพิชัย เจริญศิริสุนทร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

(10) การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง