นายกฯโต้ ‘ทรัมป์’ กล่าวหาไทยเริ่มสงครามก่อน – ครม. อนุมัติงบ 8.9 พันล้าน หนุน กกต.จัดเลือกตั้ง-ประชามติ

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯ ขอ กกต.จ่าย ‘เยียวยา’ ทหาร-ปชช.เสียชีวิต รอบ 2
  • โต้ ‘ทรัมป์’ กล่าวหาไทยเริ่มสงครามก่อน
  • สั่งกลาโหม-ปภ.บูรณาการข้อมูล-เร่งจ่าย ‘เยียวยา’
  • มติ ครม.อนุมัติงบ 8.9 พันล้าน หนุน กกต.จัดเลือกตั้ง-ประชามติ
  • ซื้อรถเอกซเรย์ 3 คัน 846 ล้าน สกัดลักลอบยาเสพติดชายแดน
  • เคาะงบเยียวยาไทย-กัมพูชา 2.3 พันล้าน – เร่งจ่ายใน 30 วัน
  • ขึ้นทางด่วน M7-M9 ฟรี 30 ธ.ค.ถึง 5 ม.ค.ปี’69
  • มอบสรรพสามิตออกระเบียบหนุน EV3 – EV3.5

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินได้มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

ขอ กกต.จ่าย ‘เยียวยา’ ทหาร-ปชช.เสียชีวิต รอบ 2

นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. วันนี้มีมติเห็นชอบการเยียวยากำลังพลทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชารอบที่ 2

ผู้สื่อข่าวถามว่า การของบดังกล่าวต้องขอ กกต. ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องขอ กกต. และมีงบเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ งบผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมเพิ่มเติม งบการจัดหารถเอ็กซเรย์ยาเสพติด ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

“ไม่ใช่การก่อหนี้ผูกพันอะไร ยืนยันว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องขอความเห็นจาก กกต. ก่อน” นายอนุทิน ตอบ

โต้ ‘ทรัมป์’ กล่าวหาไทยเริ่มสงครามก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสื่อต่างประเทศอ้างคำกล่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าไทยเริ่มสงครามก่อน โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ความจริงทุกคนทราบอยู่แล้ว ไม่มีความกังวลใดๆ เราเป็นฝ่ายถูกรุกราน ถูกโจมตีก่อน สิ่งที่เราทำคือการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา”

ผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า หลายประเทศเหมือนจะยืนข้างกัมพูชา นายกฯ จะพูดคุยกับนานาประเทศอย่างไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เป็นเรื่องทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา…ไม่เห็นมีประเทศไหนที่บอกว่ายืนอยู่ข้างใคร ประเทศที่มาพูดคุยก็บอกว่าเป็นกลางหมด ก็ยินดีที่ทุกประเทศเป็นกลาง แต่เป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไข และทำให้จบสิ้นให้ได้ระหว่างประเทศเรากับคู่กรณี”

สั่งกลาโหม-ปภ.บูรณาการข้อมูล-เร่งจ่าย ‘เยียวยา’

ด้านนายสิริพงศ์ รายงานว่า นายกฯ ได้กล่าวในที่ประชุม ครม. และแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่เข้าสู่สภาวะปกติ และมีประชาชนจำนวนมากในศูนย์อพยพ และเรื่องเงินเยียวยาที่ไปไม่ถึงประชาชน

“นายกฯ เร่งรัดประเด็นนี้ โดยให้ข้อสังเกตว่าในศูนย์พักพิง อยากให้ปภ. บูรณาการข้อมูลกับผู้ดูแลศูนย์อพยพที่จะนำข้อมูลมาขึ้นทะเบียนได้เลย ไม่ต้องทำเอกสารตามระเบียบราชการเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ อธิบายว่า นายกฯ เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย (ปภ.) ดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยาในทุกกรณีให้กับครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์พักพิง

“ควรใช้โอกาสนี้รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้จากประชาชนที่มารวมกันที่ศูนย์ฯ เพื่อทำเรื่องเบิกจ่ายไว้ได้เลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาและลดขั้นตอน เนื่องจากมีงบประมาณอยู่แล้ว และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อย ก็สามารถโอนได้เลย และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งกระทรวงกลาโหม สมช. และ ปภ. สามารถทำเรื่องขอเพิ่มได้ เพื่อไม่ให้ไม่เสียเวลา เนื่องจากต้องขออนุมัติจาก กกต. ด้วย” นายสิริพงศ์ กล่าว

เผยเจรจาไทย-กัมพูชา  24 ธ.ค.นี้ ย้ำจุดยืนเดิม

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ พูดคุยถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชาว่าจะคลี่คลายไปทิศทางใดและเมื่อไร และได้รับทราบจาก กระทรวงกลาโหมจะเริ่มการเจรจากับกัมพูชาตั้งแต่ 24 ธันวาคม 2568 โดยประเทศไทยยังยึดถือแนวทางว่ากัมพูชาต้องแสดงความเสียใจ และขอโทษที่กัมพูชาได้ดำเนินการไป และหากจะกลับไปสู่ปฏิญญาฯ (Peace Declaration) ต้องเป็นเรื่องการพูดคุยการถอนกำลังใหม่ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า 24 ธ.ค. นี้จะจบหรือไม่ เพราะความเห็นระหว่างไทย-กัมพูชายังไม่ตรงกัน

ปรับเกณฑ์บรรจุทายาทหารเข้ารับราชการ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ มีข้อสั่งการเรื่องการบรรจุทายาทกำลังพลที่เสียชีวิตให้เข้าทำงานราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการบรรจุตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งบางทีไม่ตรงตามวุฒิ หรือไม่อยู่ในภูมิลำเนาตามที่กำหนด ให้สามารถบรรจุทายาทเข้าเป็นราชการทดแทนทหารที่เสียสละเพื่อชาติ โดยสามารถบรรจุในงานที่ตรงตามวุฒิ และอยู่ในพื้นที่ภูมิลำเนาเดิม ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน ดังนั้น นายกฯ ขอมอบหมายให้สำนักงานกพ. ร่วมกับกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าสามารถปรับระเบียบต่างๆ ให้ยืดหยุ่นได้อย่างไร เพื่อให้สามารถบรรจุทายาทข้าราชการกำลังพลที่เสียชีวิต

มติ ครม. มีดังนี้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ซื้อรถเอกซเรย์ 3 คัน 846 ล้าน สกัดลักลอบยาเสพติดชายแดน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนเงิน 846 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ “รถตรวจสอบยานพาหนะด้วยระบบเอกซเรย์ แบบส่องผ่านและแบบสะท้อนกลับ (Z-Backscatter & Transmission Vehicle)” จำนวน 3 คัน ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสนอ และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย 

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า พื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 5 ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดสำคัญ จึงก่อให้เกิดปัญหาด้านยาเสพติด ประกอบกับการค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมืองทำให้ปัญหาการก่ออาชญากรรมทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งได้สร้างความเดือดร้อนต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั่วไป โดยรูปแบบในการกระทำความผิดในพื้นที่รับผิดชอบส่วนใหญ่คือ การลักลอบและซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ไว้ในยานพาหนะเพื่อหลบหลีกสายตาและการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ตำรวจภูธรภาค 5 ยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่จะช่วยในการตรวจสอบการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมายภายในยานพาหนะ หากมีเครื่องมืออุปกรณ์พิเศษรถเอกซเรย์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและความแม่นยำในการค้นหาและตรวจสอบยานพาหนะที่ต้องสงสัย อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานยังพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการรักษาความปลอดภัยได้ เช่น ตามแนวชายแดน สถานที่จัดงานพิธีสำคัญต่างๆ และตามท่าเรือกรมศุลกากร จึงทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติการได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถด้านการสืบสวนและปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมต่างๆ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้การสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนให้บรรลุผล ครอบคลุม และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ตร. จึงได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ “รถตรวจสอบยานพาหนะด้วยระบบเอกซเรย์ แบบส่องผ่านและแบบสะท้อนกลับ (Z-Backscatter & Transmission Vehicle)” จำนวน 846 ล้านบาท จำนวน 3 คัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้ในการตรวจค้นหายาเสพติด วัตถุอันตรายและสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในยานพาหนะที่สัญจรผ่านในพื้นที่ และยังสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานตามสถานที่ต่างๆ เสริมประสิทธิภาพในการตรวจสอบ รวมถึงยับยั้งภัยคุกคามได้อย่างครอบคลุมในทุกพื้นที่อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ทั้งนี้ ให้ ตร. ได้ตรวจสอบคุณลักษณะและราคาด้วยความรอบคอบ คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ ทั้งนี้ เนื่องจากวงเงินที่เห็นควรอนุมัติเกินกว่า 100 ล้านบาท จึงขอให้ ตร. ดำเนินการนำเรื่องดังกล่าวเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีโดยเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล แล้วแต่กรณีตามนัยระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ข้อ 9 (3) และเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอให้ ตร. จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อขอทำความตกลงกับ สงป. ตามขั้นตอนต่อไป

อนุมัติงบ 8.9 พันล้าน หนุน กกต.จัดเลือกตั้ง-ประชามติ

นายสิริงพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติในหลักการให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือก (สำนักงาน กกต.) ตั้งดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 8,978,267,690 บาท ประกอบด้วย

  1. ค่าใช้จ่ายที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการเอง จำนวน 7,276,423,790 บาท
  2. ค่าใช้จ่ายของหน่วยงานสนับสนุนที่ร่วมดำเนินการ จำนวน 1,701,843,900 บาท

ทั้งนี้ ขอให้ สำนักงาน กกต. และหน่วยงานสนับสนุนที่ร่วมดำเนินการจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมรายละเอียดประกอบการพิจารณาให้ถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ประหยัดการพิจารณาเป้าหมาย ประโยชน์ที่จะได้รับ ประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สำนักงาน กกต. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมและจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและมีการกำหนดวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปตามมติคณะรัฐมนตรี

ขยายเงินเยียวยาไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ 16 ส.ค. เป็นต้นไป

นายสิริงพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบการใช้เงินเยียวยาที่เหลือจากกรอบวงเงินตามหลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อให้สามารถจ่ายให้กับผู้ได้รับผลกระทบฯ จากเดิม คือ วันที่ 16 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2568 เป็น ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 จนกว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
  2. เห็นชอบให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถขอเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อเยียวยาประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 โดยให้กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยรับผิดชอบและเป็นหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับดำเนินการเยียวยาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบ และให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยรับผิดชอบและเป็นหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับดำเนินการเยียวยาประชาชน
  3. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมกรอบวงเงินที่ต้องการได้รับการจัดสรรสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ เพิ่มเติม เสนอให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เรื่อง ขอความเห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ 

ทั้งนี้ หากมีผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม ให้หน่วยงานขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ ได้เห็นชอบกรอบอัตราเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (วันที่ 16 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2568) จำนวน 404,600,000 บาท

ทั้งนี้ ให้กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยรับผิดชอบและเป็นหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับดำเนินการเยียวยาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบ และให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยรับผิดชอบและเป็นหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับดำเนินการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2568 ยังคงมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดเป็นระยะ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในพื้นที่บริเวณฐานภูผาเหล็ก พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา มีความรุนแรงขึ้น และเกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันได้ปรากฏการขยายพื้นที่แนวการสู้รบออกไปในวงกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ 7 จังหวัดตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา และส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 20 นาย และประชาชนเสียชีวิตจากการปะทะฯ จำนวน 1 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568)

ดังนั้น สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งและการปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ยังคงมีความรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อบานปลายจนส่งผลกระทบในวงกว้างและอาจเพิ่มระดับความรุนแรง ด้วยอาวุธสนับสนุน อาทิ ปืนใหญ่ปืน ค. เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง (BM – 21) หรือการใช้อาวุธที่มีศักยภาพสูงขึ้น อาทิ เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง PHL- 03 นอกจากนี้ ยังมีข้อห่วงกังวลกรณีการเสริมสร้างขีดความสามารถทางด้านยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่องและโดรนพลีชีพของกัมพูชา

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 สำนักงานฯ ได้จัดการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 16/2568 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ไทย – กัมพูชา และการเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีมติมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เร่งรัดเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งจากประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐตามหลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชาและกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ โดยหากมีผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม ให้หน่วยงานขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ การทบทวนมติคณะรัฐมนตรี จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการตามกระบวนการเยียวยาต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

เคาะงบเยียวยาไทย-กัมพูชา 2.3 พันล้าน-เร่งจ่ายใน 30 วัน

นายสิริงพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน 
  2. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติม จำนวน 467,128 ครัวเรือน วงเงิน 2,335,640,000 บาท (สองพันสามร้อยสามสิบห้าล้านหกแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน ตามข้อ 1 โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน โดยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้
  3. อนุมัติระยะเวลาการจ่ายเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยให้จ่ายเงินช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และจังหวัดตราด ดังนี้ 1. กรณีอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท 2. กรณีอพยพไม่เกิน 7 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 2,000 บาท เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยมีความทั่วถึงอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกพื้นที่ กระทรวงมหาดไทยจึงได้ทบทวนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงิน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน 

ทั้งนี้ เงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน ดังนี้

ต้องเป็นประชาชนผู้ที่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว/พื้นที่ปลอดภัย และ

  1. มีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตาม พ.ร.บ.ปภ. 2550 ม. 30) และ
  2. ต้องได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ประสบภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จากผู้นำชุมชนหรือ ผู้ใหญ่บ้าน หรือ กำนัน คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับรอง และ
  3. ผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.)

ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดยขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568 เพื่อเป็นค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 467,128 ครัวเรือน วงเงิน 2,335,640,000 บาท โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน โดยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้

ขึ้นทางด่วน M7-M9 ฟรี 30 ธ.ค.ถึง 5 ม.ค.ปี’69

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ฉบับที่ ..)  พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่ของปี พ.ศ. 2569) ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร – บ้านฉางตอนกรุงเทพมหานคร – เมืองพัทยา รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางวัว) ทางแยกเข้าชลบุรี ทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง ทางแยกเข้าพัทยา และตอนบ้านหนองปรือ – บ้านฉางรวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (บ้านอำเภอ) และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนพระประแดง – บางแค ช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน และตอนบางปะอิน – บางพลี ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2569 รวม 7 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเดินทางบนทางหลวงพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่และช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นทำให้การจราจรมีความคล่องตัว รวมทั้งเป็นการลดการใช้พลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ การดำเนินการแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ของปี พ.ศ. 2569 โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – วันที่ 5 มกราคม 2569 จะทำให้กองทุนหมุนเวียนค่าธรรมเนียมผ่านทางสูญเสียรายได้ประมาณ 185.35 ล้านบาท แต่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจโดยสามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ประมาณ 280.34 ล้านบาท ซึ่งประเมินจากมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้รถและมูลค่าจากการประหยัดเวลาในการเดินทาง รวมทั้งยังมีผลประโยชน์ทางอ้อมที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้รวมอยู่ด้วยจากการที่ประชาชนนำเงินที่ไม่ได้เสียจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ผ่านทางบนทางหลวงพิเศษไปใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ตลอดจนเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศประมาณ 256 ล้านบาท

มอบสรรพสามิตออกระเบียบหนุน EV3 – EV3.5

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ที่ประชุม ครม. มติเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ในประเด็นการขยายเวลาการผลิตชดเชยตามมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV3) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การทบทวนมติดังกล่าว เป็นไปตามมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 โดยปรับบทบาทการดำเนินการให้กรมสรรพสามิตสามารถออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง ตามกรอบอำนาจหน้าที่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV3.5 อย่างมีประสิทธิภาพ และลดขั้นตอนการพิจารณาในระดับคณะรัฐมนตรี

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า การปรับแนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้ประกอบการ ลดความเสี่ยงจากปัญหาการผลิตล้นตลาด (Oversupply) และป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามราคาที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคต (Zero Emission Vehicle: ZEV) ช่วยรักษาฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในระดับโลกอย่างยั่งยืน

อก.รายงานภาวะอุตสาหกรรม ก.ย. 68

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประจำเดือนกันยายน 2568 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เสนอ

โดยภาพรวม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 94.56 ขยายตัวร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนสัญญาณฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมจากความต้องการในประเทศและตลาดส่งออกบางกลุ่ม

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยหนุนการขยายตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ขยายตัวร้อยละ 5.6 จากความต้องการรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงแรงสนับสนุนจากกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงปลายไตรมาส

  • ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวร้อยละ 3.6 ตามความต้องการใช้น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์
  • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวร้อยละ 9.4 จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป (PCBA)
  • อุตสาหกรรมบางสาขาที่ชะลอตัว ได้แก่เครื่องปรับอากาศ หดตัวร้อยละ 23.0 จากกำลังซื้อในประเทศที่ลดลงและการแข่งขันจากสินค้านำเข้า
  • กาแฟ ชา และสมุนไพรผงสำเร็จรูป หดตัวร้อยละ 85.2 จากการหยุดการผลิตของผู้ประกอบการรายใหญ่และการนำเข้าสินค้าทดแทน
  • ผลิตภัณฑ์คอนกรีต หดตัวร้อยละ 8.0 สอดคล้องกับการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และงานก่อสร้าง

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า รายงานฉบับนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เพิ่มเติม