‘ชาญชัย-พะจุณณ์’ ยื่นหลักฐาน-รายชื่อ ‘บอร์ด ทอท.-ครม.’ ร่วมแก้สัญญา ‘ดิวตี้ฟรี’ ทำรัฐสูญรายได้ 1.8 แสนล้าน ต่อ กมธ.งบฯปี’70

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายชาญชัย  อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก  เข้ายื่นหลักฐานและเอกสารประกอบต่อน.ส.ศิริกัลยา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน และน.ส.วทันยา บุนนาค ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570  กรณีคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “บอร์ด ทอท.” แก้ไขสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบิน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท ด้านหน้าห้องประชุม CB406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา

“ชาญชัย-พะจุณณ์” ยื่นหลักฐาน-รายชื่อ “บอร์ด ทอท.-ครม.” ร่วมกันแก้สัญญา ‘ดิวตี้ฟรี’ ทำรัฐสูญรายได้ 1.8 แสนล้าน ต่อ กมธ.งบฯปี’70 ตามเงินคืนแผ่นดิน

นายชาญชัย  อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก กล่าวว่า  ตามที่ตนเคยไปยื่นเรื่องร้องเรียน ป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีต่อนายกรัฐมนตรี , ครม. , บอร์ด ทอท.รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีภายในสนามบิน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 นั้น     จากนั้นเลขาธิการ ครม.ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568  โดยที่ประชุม ครม.ได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. พร้อมมอบให้กระทรวงการคลังไปหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมและสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) โดยได้ข้อสรุปว่า  กรณีที่ ทอท.แก้ไขสัญญาสัมปทานจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และสัญญาสัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้กลุ่มบริษัท คิงส์ เพาเวอร์ จนทำให้รายได้จากค่าผลประโยชน์ตอบแทนของ ทอท.ลดลงปีละ 18,000 ล้านบาท  รวม 10 ปี  คิดเป็นเงิน 180,000 ล้านบาท

นายชาญชัย กล่าวต่อว่า หลังจากที่ประชุม ครม.วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้รับทราบว่ามีปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจริง     จากนั้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 บริษัท ท่าอากาศยานไทยได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท. มีมติอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี และสัญญาสัมปทานบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยไม่คำนึงถึงมติ ครม.ที่ส่งแจ้งให้ทราบ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่า ในการประชุมบอร์ด ทอท.ครั้งนี้ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เข้าร่วมประชุมเองด้วย  ทั้ง ๆ ที่ ครม. เพิ่งจะมีมติรับทราบว่า การแก้ไขสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินค่าตอบแทนที่ควรได้สูงถึง 1.8 แสนล้านบาท   ถามว่า นายปกรณ์ที่เข้าร่วมประชุมทั้ง ครม. ที่มีมติรับรู้รับทราบปัญหาดังกล่าวนี้  และเข้าร่วมประชุมบอร์ด ทอท. เหตุใดจึงไม่ได้คัดค้าน หรือทักท้วงใดๆเลย

“ที่ผมต้องชี้แจงไล่ไทม์ไลน์ เพื่อให้เห็นถึงมติของ บอร์ด ทอท. และการแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงมติรับทราบของที่ประชุม ครม. ที่รับทราบปัญหาในเรื่องนี้ ที่ชัดเจนในตัวแล้วว่า  ต้นเหตุที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากค่าสัมปทาน 1.8 แสนล้านบาท มาจากใคร องค์กรใด สังคมเมื่อรับทราบข้อมูลหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ตัดสินได้เอง แม้แต่ กรรมการ ป.ป.ช. จึงขอย้ำว่า เรื่องนี้มันชัดเจนทั้งหลักฐานเอกสาร บุคคลและข้อเท็จจริง  ดังนั้น อย่ายื้อประวิงเวลา อ้างสอบเพิ่ม ซ้ำซ้อนอีกต่อไปเลย  เพราะ 4 ประเด็นหลัก ที่เคยร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.และ ป.ป.ช.เองก็ได้รับเรื่องไปแล้ว  แต่ยังไม่ดำเนินการใดๆ คือ   1. การรายงานข้อมูลไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง  โดยไม่มีการชี้แจงถึงเหตุผล และความจำเป็นในการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของแผ่นดิน 1.8 แสนล้านบาท  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ ทอท.ก็มีการตัดตอน ไม่ได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ ครม.  ชี้ให้เห็นเจตนาของ บอร์ด ทอท. ว่า ตั้งใจที่จะมีมติลดค่าตอบแทนผลประโยชน์ตอบแทนจากสัมปทานก่อนแล้ว          2. การแก้ไขสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียวของบอร์ด ทอท.นี้  ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุด ทั้งยังนำเสนอข้อมูลนี้ต่อตลาดหลักทรัพย์เพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบ    3. การแก้ไขสัญญาสัมปทานลดค่าตอบแทนให้รัฐของบอร์ด ทอท. ไม่ได้ทำตามหลักเกณฑ์เรื่องการเสนอต่อ ครม. เพราะไม่ได้ผ่านการพิจารณาจาก ครม. ตามที่ระบุไว้ในข้อเสนอแนะของสำนักเฝ้าระวัง ป.ป.ช. ข้อที่ 3  ที่กำหนดว่า “มาตรการแก้ไขสัญญาที่ก่อมติผูกพันทรัพย์สิน หรือ ทางการเงินการคลังของรัฐ จะต้องขออนุญาตต่อ ครม.เพื่อพิจารณาก่อนที่จะไปดำเนินการใดๆ”    4. การแก้ไขสัญญาสัมปทานของบอร์ด ทอท. ที่ปรับลดค่าตอบแทนให้เอกชนที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาทครั้งนี้ เป็นการละเมิด พ.ร.บ.วินัยการเวินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 และพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561  เป็นการตอกย้ำว่า  เป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตที่มี จนทำให้รัฐเสียหายสูงสุดถึง 1.8 แสนล้านบาท” นายชาญชัย กล่าว

นายชาญชัย กล่าวต่อว่า  เจตนาที่มายื่นเรื่องกับตัวแทนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2570 เพราะเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้แผ่นดินถึง 1.8 แสนล้านบาท จากหน่วยงานรัฐในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่ถือหุ้นใหญ่ และเป็นธุรกิจผูกขาดคือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานภูมิภาค รวม 6 สนามบินที่ ทอท. ดูแล  ซึ่งกรรมกาธิการงบฯปี 2570 มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบ พฤติกรรมการกระทำของตัวบุคคลในองค์กรรัฐว่า เหตุใดจึงกล้าแก้ไขสัญญาจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐถึง 1.8 แสนล้านบาท รวมไปถึง ครม. ที่เป็นฝ่ายบริหารที่มีมติรับทราบ และอนุมัติเรื่องดังกล่าวโดยไม่มีการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร  ตนจึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องนี้ให้กับฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะ  กมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถึงปัญหานี้ในที่ประชุมใหญ่คณะกรรมาธิการฯ เพื่อรายงานให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทราบต่อไป รวมทั้งพี่น้องประชาชนจะได้ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า ใครที่มีอำนาจเหนือกฎหมาย กล้ามีมติแก้ไขสัญญาสัมปทานไปตัดลดรายได้ของรัฐจนเกิดความเสียหายสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท  ซึ่งเรื่องนี้ภาคประชาชนจะออกมาปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ เพื่อทวงเงิน 1.8 แสนล้านบาท กลับมาให้ประเทศชาติ เพื่อนำมาใช้ดูแลพี่น้องประชาชนคนยากจนส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่มุ่งเจาะจงช่วยกลุ่มทุนรายเดียว ที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและประเทศไทย