นายกฯ เล็งชวนจีน ซื้อสินค้าไทย – มติ ครม. ตั้งกองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัย

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม.ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ

นายกฯ เตรียมคุย ‘หวัง อี้’ ชวนจีนซื้อสินค้าไทยเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางมาประเทศไทย โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ท่านมา 2 ภารกิจ รวมภารกิจส่วนตัวด้วย แต่ท่านถือโอกาสแวะเข้ามาหารือ เพราะเรามีความคุ้นเคยกันดี”

“ประเด็นระหว่างไทย-จีน มีแต่เรื่องความร่วมมือกัน เราอาจจะขอให้ท่านพิจารณาซื้อสินค้าเกษตร ข้าว ผลไม้จากเราเพิ่ม ลงทุนเพิ่ม สนับสนุนเทคโนโลยี transfer เพิ่ม” นายอนุทินกล่าว

ถามต่อว่า นายกฯ จะหารือประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันเป็นการหารือแบบ open agenda”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงรายละเอียดการหารือ นายอนุทิน บอกว่า “อย่าถามรายละเอียดสิ”

ดึงภาคเอกชน 3 สถาบันร่วม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า รัฐบาลจะประชุม ครม. เศรษฐกิจนัดแรกเมื่อไร นายอนุทิน ตอบว่า “วันจันทร์ที่จะถึงนี้ (27 เมษายน) การประชุม ครม. เศรษฐกิจทุกวันจันทร์ เปรียบเสมือนการนำเสนอประเด็นเศรษฐกิจเข้ามา โดยจะมีการเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สภาเข้าร่วมคือ สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมธนาคารไทย

ถามต่อว่า การประชุมครั้งแรกมีประเด็นอะไรเป็นพิเศษ นายอนุทิน ตอบว่า “มีทุกเรื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงเรียบร้อยแล้ว และไทยช่วยไทยพลัส

โยน ‘เอกนิติ’ แจง พ.ร.ก. 5 แสนล้าน

เมื่อถามถึง พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ว่าเป็นงบประมาณที่เยอะ รัฐบาลจะทำหรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส (รองนายกฯ และรมว.คลัง) เรื่องแบบนี้ให้ รมว.ได้ชี้แจง เพราะมีข้อมูลทั้งหมด”

“โดยหลักการ อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ก็สามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ประชาชนสามารถใช้เม็ดเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่จะทำให้พวกเขาอยู่แล้ว” นายอนุทินกล่าว

สั่ง ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ ศึกษายกเลิก MOU44

ด้านดร.รัชดา รายงานว่า นายกฯ กล่าวในที่ประชุม ครม. ว่าขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ เร่งสร้างผลงานดูแลประชาชน ขณะนี้ในบางพื้นที่มีข้อเรียกร้องหรือเสียงสะท้อนจากกลุ่มต่างๆ ขอให้ ครม. เอาตัวเข้าไปหาประชาชน ไม่ต้องให้ประชาชนเดินทางมาจากพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง ขอให้แบ่งการทำงานไปดูแลประชาชนให้ถึงพื้นที่ เพราะความเดือดร้อนของประชาชนมีมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เขาเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล ขอให้เอาตัวของเราไปหาประชาชน ไปรับฟังเสียงสะท้อนต่างๆ

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า จากที่กลุ่มภาคประชาสังคมยื่นเรื่องให้รัฐบาลยกเลิก MOU44 โดยวันนี้นายกฯ สั่งการให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลกระบวนการทางกฎหมายเพื่อยกเลิกข้อตกลงให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ นายกฯ กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้เทศกาลสงกรานต์ลุล่วง ประชาชนมีความสุข และได้เป็นเจ้าภาพที่ดีในการได้รับการยกย่องจากนานาชาติ อีกทั้งตัวเลขอุบัติเหตุก็น้อยลงเมื่อเทียบกับสงกรานต์ปีที่ผ่านมา

ห้ามนำเข้าผลผลิตจากพื้นที่เผา

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า จากที่นายกฯ ลงพื้นที่ชายแดนใต้และเชียงใหม่ และได้กังวลกับปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 เพราะนอกจากเกิดผลกระทบต่อประชาชนแล้ว ยังมีเรื่องเศรษฐกิจและโอกาสในการท่องเที่ยว

“ขอให้ รมว. ที่เกี่ยวข้องทุกคนและรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนทั้งสรรพกำลัง กำลังคน งบประมาณ เครื่องจักร ทุกวิถีทางที่จะทำให้สถานการณ์ไฟป่าและ PM2.5 คลี่คลายไปได้” ดร.รัชดา กล่าว

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า ปัญหา PM2.5 ที่เกิดในประเทศไทย 30-40% เป็นปัญหาฝุ่นข้ามแดน ดังนั้น สิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้วและจะทำต่อคือกลไกความร่วมมืออาเซียน และมาตรการจากกระทรวงพาณิชย์ที่จะเข้มงวดและได้ทำไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 คือไม่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าเกษตร ทั้งวัตถุดิบและสินค้าแปรรูปจากแหล่งผลิตที่ใช้การเผาในพื้นที่เพาะปลูกและเศษซากผลผลิตการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน และจากการดำเนินการที่เข้มงวดของกระทรวงพาณิชย์นับตั้งแต่ 1 มกราคม ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าเข้าโพดลดลง 70%

นายกฯ เดินหน้าพร้อมรับภัยพิบัติ

ดร.รัชดา กล่าวถึงเรื่องภัยพิบัติว่า นายกฯ สั่งให้เตรียมเข้าสู่โหมดการป้องกันและเตรียมความพร้อมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้งหรือน้ำท่วม

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า “นายกฯ เน้นย้ำว่าได้ให้นโยบายปี 2570 ไปแล้ว จากนี้ไปขอให้ส่วนราชการปฏิบัติตามแนวนโยบายที่ได้ให้โอวาสไปเมื่อวานนี้”

มติ ครม.มีดังนี้

ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงข่าว ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ตั้งกองทุน “สงเคราะห์-ฟื้นฟู” ผู้ประสบสาธารณภัย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

โดย “แก้ไขเพิ่มเติม” พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด

เนื่องจาก พระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า

ตั้งแต่ปี 2546–2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 1.23 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้านบาท โดยปี 2569 ใช้งบสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ “มีแหล่งเงิน” สำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยที่แน่นอน เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งจะเป็น “หลักประกัน” ความต่อเนื่องด้านการคลัง

“การดำเนินการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภามุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม” นางสาวรัชดา กล่าว

ป.ป.ช. ชง 8 มาตรการ สกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ

นางสาวรัชดา รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับสินบน ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอใน 8 ประเด็น ดังนี้

  1. เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
  2. ส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินคดีทุจริต
  3. เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
  4. กำหนดนโยบายเร่งรัดผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย
  5. ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงทุจริต การรับและให้สินบน
  6. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต
  7. ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนในการต่อต้านการให้สินบน
  8. รณรงค์เสริมสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ การปลูกฝังจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริต การรับและให้สินบน

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็น “หน่วยงานหลัก” ในการขับเคลื่อน โดยให้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน 

รวมทั้งให้สำนักงาน ป.ป.ท. สรุปผลการพิจารณาและผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เพื่อนำเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

“ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว สามารถช่วยแก้ปัญหาในรูปแบบของการรับและให้สินบนที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้” นางสาวรัชดา กล่าว

เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากู”

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก” ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ทั้งนี้ ครม.มอบหมายให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้แทน เข้าร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าว ในการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สมัยที่ 82 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยจะมีการรับรองร่างปฏิญญาในวันที่ 24 เมษายน 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร่างปฏิญญาบากูมีสาระสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์อย่างครอบคลุมในทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยเน้นการสร้างโอกาสการจ้างงานที่มีคุณค่า การพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและนวัตกรรม การส่งเสริมบทบาทสตรีและเยาวชน การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ รวมถึงการขยายโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ สามารถเข้าถึงการจ้างงานและการประกอบอาชีพได้อย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขแบบบูรณาการที่เข้าถึงได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี

“การเข้าร่วมรับรองปฏิญญาครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ และสร้างสังคมที่ครอบคลุมสำหรับทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งว่า ร่างปฏิญญาดังกล่าวไม่เป็นสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับแก้ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

แต่งตั้งข้าราชการการเมือง 12 ตำแหน่ง

นางสาวลลิดา เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง และข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ ดังนี้

(1) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

  1. นายสาโรจน์ สามารถ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)
  2. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส)
  3. นายศึกษิษฐ์ ศรีจอมขวัญ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายยศขนัน วงศ์สวัสดิ์)
  4. นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  5. นายวรวุฒิ โปษกานนท์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  6. นายรัชพงศ์ ชูแก้ว ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  7. นายนพดล มาตรศรี ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  8. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  9. นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  10. นายฉัตริน จันทร์หอม ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  11. นายศักดา วิเชียรศิลป์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  12. นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

(2) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง

  1. นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก
  2. นายชีวินท์ ณ กลาง ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน
  3. นายพืชภพ มงคลนาวิน ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย
  4. นางสาวเอกอร คุณาเจริญ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู
  5. นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป
  6. นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสารนิเทศ
  7. นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  8. นายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป