นายกฯดัน‘แลนด์บริดจ์’เต็มที่-สั่ง คค.ลงพื้นที่ทำประชามติ-เคาะสูตรค่าไฟใหม่ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท เริ่ม มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯแจงข้อดี ‘แลนด์บริดจ์’ สั่ง คค.ลงพื้นที่ทำประชามติ
  • ดัน พ.ร.บ.ป่าชุมชน-เพิ่มรายได้จาก ‘คาร์บอนเครดิต’
  • มอบ มท.-เกษตร-ทส.รับมือภัยแล้ง-เอลนีโญ
  • จี้ทุกกระทรวงเร่งตั้งโฆษกฯแก้ข่าวบิดเบือน
  • มติ ครม.เคาะสูตรค่าไฟใหม่ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท เริ่ม มิ.ย.นี้
  • ตั้งบอร์ดเศรษฐกิจ-ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ
  • ทุ่ม 1.1 พันล้าน จัดงานประชุม World Bank – IMF ปี’69
  • ยืนยันกรอบงบปี’70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน
  • ไฟเขียวกองทุนน้ำมันฯกู้ 2 หมื่นล้าน
  • อนุมัติ 45 โครงการก่อหนี้ผูกพัน 1.11 แสนล้าน
  • ตั้ง ‘วิทยา แก้วมี’ นั่งอธิบดีกรมฝนหลวง

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ

ยกระดับความร่วมมือการบิน-ทหาร-พลังงาน ‘ไทย-สิงคโปร์’

นางสาวรัชดา รายงานว่า นายกฯ กล่าวในที่ประชุม ครม. เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ โดยช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา รัฐบาลได้เน้นย้ำถึงการเดินหน้าการทำงานทางการทูตเชิงรุกและสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทย

“เมื่อวาน (27 เมษายน 2569) นายกฯ ได้เล่าถึงการหารือกับ รมว.กลาโหม สิงคโปร์ เพื่อขยายความร่วมมือหลายด้าน สานต่อจากเรื่องความมั่นคงที่ดำเนินการอยู่แล้วในการฝึกรบทางการทหาร และพูดถึงพลังงาน อุตสาหกรรมการบิน และความมั่นคงทางอาหาร และโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนไปทั้งภูมิภาค” นางสาวรัชดา กล่าว

นอกจากนี้ นางสาวรัชดา รายงานว่า นายกฯ ยังเล่าให้ ครม. ทราบถึงการหารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความสัมพันธ์ให้มีความลึกซึ้งมากขึ้น และจากการพูดคุย พบว่า ทั้งสองประเทศตั้งใจให้ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอยู่แล้วเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง โดยวาระสำคัญที่ทั้งสองประเทศเน้นย้ำเดินหน้าอย่างจริงจังคือการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะสแกมเมอร์ เพื่อปกป้องประชาชนทั้งสองประเทศ

แจงข้อดี ‘แลนด์บริดจ์’ สั่ง คค.ลงพื้นที่ทำประชามติ

นางสาวรัชดา รายงานว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามผลักดันโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ให้เกิดขึ้นจริง เพราะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะนำเงินเข้าสู่ประเทศ สร้างรายได้ การจ้างงาน และนำมาสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้

“นายกฯ เน้นย้ำว่า วันนี้บริบทที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป การมองโครงการแลนด์บริดจ์ ควรมองให้ลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น มีโอกาสทางเศรษฐกิจและสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาสู่พื้นที่ในจังหวัดทางใต้” นางสาวรัชดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม นางสาวรัชดา บอกว่า นายกฯ เข้าใจข้อกังวลของประชาชน จึงสั่งการเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเริ่มต้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปรับฟังความคิดเห็นและมติประชาชนในพื้นที่

ดัน พ.ร.บ.ป่าชุมชน-เพิ่มรายได้จาก ‘คาร์บอนเครดิต’

นางสาวรัชดา กล่าวถึงการผลักดัน พ.ร.บ. ป่าชุมชน ซึ่งเป็นความตั้งใจของรัฐบาลว่า วัตถุประสงค์ของการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เพื่อต้องการให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้คนในพื้นที่ช่วยกันดูแลรักษาป่า พร้อมได้รับประโยชน์จากการดูแลป่าด้วย ตัวอย่างเช่น คนในชุมชนและกรรมการชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งปัจจุบันรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของชุมชน ประมาณ 5% แต่ถ้ารัฐบาลสามารถผลักดันผ่านการเห็นชอบของกระบวนการทางสภา จะทำให้รายได้ทั้งหมดตกอยู่ที่ประชาชนและคนในพื้นที่ อีกทั้งคนในชุมชนมีมากกว่า 11,000 แห่ง ถือเป็นก้าวสำคัญให้คนอยู่กับป่าและประชาชนมีรายได้

มอบ มท.-เกษตร-ทส.รับมือภัยแล้ง-เอลนีโญ

นางสาวรัชดา กล่าวถึงข้อห่วงใยของนายกฯ เกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง และสถานการณ์เอลนีโญ ว่า

นายกฯ เน้นย้ำเรื่องการดูแลปัญหาประชาชนในปีนี้ ขอให้เริ่มตั้งแต่การป้องกัน ไม่ใช่การเยียวยา

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลป้องกันประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แบ่งเป็น 3 ประเด็น คือ

  1. ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาดและเพียงพอ
  2. มีมาตรการให้เกษตรกรได้ทำการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ และมีรายได้ที่เหมาะสม
  3. ดูแลภาคอุตสาหกรรม ให้มีการเข้าถึงน้ำ หรือได้รับผลกระทบที่น้อยที่สุดจากปัญหาภัยแล้ง

จี้ทุกกระทรวงเร่งตั้งโฆษกฯแก้ข่าวบิดเบือน

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกฯ ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการทำหน้าที่ทีมโฆษกรัฐบาล โดยขอให้สื่อสารข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นจริง และรวดเร็ว เพราะปัจจุบันมีหลักฐานในโซเชียลมากมาย หลายกรณีที่เป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อน ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

“การชี้แจงความจริงจากหน่วยงานราชการต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงต่างๆ ดังนั้น นายกฯ กำชับว่าให้ทุกกระทรวงเร่งแต่งตั้งโฆษกกระทรวงโดยด่วน และแจ้งรายชื่อมายังสำนักโฆษกเพื่อให้การสื่อสารของกรม กระทรวงและสำนักโฆษก ทำงานอย่างเป็นทีมเวิร์ค สื่อสารในทิศทางเดียว เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันคือสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นแก่สังคมและรับรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง” นางสาวรัชดา กล่าว

มติ ครม. มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ และ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงข่าว ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ตั้งบอร์ดเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าววถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ

ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ทุ่ม 1.1 พันล้าน จัดงานประชุม World Bank – IMF ปี’69

 นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ สำหรับการเป็นเจ้าภาพ ‘จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 โดยอนุมัติกรอบวงเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,162.27 ล้านบาท และมอบหมายให้ สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้แก่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็น หน่วยงานรับผิดชอบหลัก เพื่อดำเนินการเตรียมการเป็นเจ้าภาพต่อไป 

นางสาวรัชดากล่าวต่อว่า การอนุมัติงบประมาณดังกล่าวมีความจำเป็น เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมครอบคลุม สถานที่จัดการประชุมสถานที่ลงทะเบียน จัดหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อุปกรณ์สำนักงานและวัสดุสำนักงานเฟอร์นิเจอร์ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่กำหนดการตรวจสอบความเรียบร้อยในการเตรียมความพร้อมสถานที่จัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งจะตรวจสอบในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2569 เพื่อให้สามารถใช้จัดการประชุมดังกล่าวระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569  นี้

การเป็นเจ้าภาพจากการประชุมดังกล่าว จะเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจากการประชุมระหว่างประเทศ เป็นเวทีสำคัญในการแสดงแนวคิดและพรรคการนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของไทยในประชาคมโลก และ เป็นโอกาสในการขยายความร่วมมือและเรียนรู้วิทยาการ ในประเด็นต่าง ๆ จากประเทศสมาชิก

“การจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 นี้ ถือเป็นการประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการ “สร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก” และสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศองค์กรทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระหว่างประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐาสนะผู้ว่าการธนาคารโลกจากประเทศสมาชิก จำนวน 189 ประเทศ  และ ผู้ว่าการธนาคารกลางในฐานะผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศจากประเทศสมาชิก จำนวน 191 ประเทศ  คาดจะมีผู้เข้าร่วม การประชุมประจำปีฯ จากทั่วโลกประมาณ 15,000 คน” นางสาวรัชดา กล่าว

ยืนยันกรอบงบปี’70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

 นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 (วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท) เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยวงเงินดังกล่าวเป็นไปตามผลการหารือร่วมของ 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 และสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ กรอบงบประมาณยังคงอยู่ภายใต้หลักวินัยการเงินการคลัง โดยมี

  1. ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.7 จากปีก่อนหน้า
  2. กำหนดนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลไว้ที่ 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า เนื่องจากวงเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นในระดับจำกัด นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นความ “ตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์” ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

นอกจากนี้ ยังต้องยึดหลักความคุ้มค่า ความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงการใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งพิจารณาใช้แหล่งเงินอื่นนอกงบประมาณ เช่น เงินนอกงบหรือแหล่งทุนทางเลือก สำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ เพื่อลดภาระงบประมาณโดยรวมของประเทศ

อนุมัติเงินอุดหนุน “สภาผู้บริโภค” 344 ล้าน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติ เห็นชอบกรอบวงเงินการขอรับการจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายปี “เป็นการจ่ายขาด” ให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน  344.17 ล้านบาท ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562

โดยให้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) นำไปจัดทำคำของบประมาณเพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายปีเป็นการจ่ายขาดให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค ในคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของ สปน. ต่อไป โดยมี 7 แผนงาน ดังนี้

  1. แผนคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ์ของผู้บริโภค 6 โครงการ/กิจกรรมย่อย
  2. แผนงานพัฒนานโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 6 โครงการ/กิจกรรมย่อย
  3. แผนสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกจังหวัด 13 โครงการ/กิจกรรมย่อย
  4. หน่วยงานประจำจังหวัดและหน่วยงานเขตพื้นที่ปฏิบัติภารกิจของสภาผู้บริโภค 14 โครงการ/กิจกรรมย่อย
  5. แผนการสื่อสารเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 5 โครงการ/กิจกรรมย่อย
  6. แผนพัฒนาการดำเนินงานและบริหารจัดการสภาองค์กรผู้บริโภค 16 โครงการ/ กิจกรรมย่อย
  7. แผนพัฒนากลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนสภาองค์กรของผู้บริโภค จำนวน 18 โครงการ/กิจกรรมย่อย

เคาะสูตรค่าไฟใหม่ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท เริ่ม มิ.ย.นี้

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศสูงขึ้น

รัฐบาลจึงเร่งกำหนดมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

  1. มาตรการการบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน เช่น การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569
  2. มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงาน เช่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดการพึ่งพาระบบหลัก รวมถึงส่งเสริมการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบ ESCO Model และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสม
  3. มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน เช่น (1) การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 พร้อมรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ (2) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอด LED และระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาว  (3) การส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศการติดตั้งสถานีอันประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public charging Station) และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่  รวมถึง (4) ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพในภาคขนส่ง

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากมาตรการภาครัฐ จะช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้อย่างประหยัดและคุ้มค่า อันจะนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายได้พลังงานในระยะยาวและช่วยลดการใช้ทรัพยากรพลังงานโดยรวมของประเทศอีกด้วย

นางสาวรัชดา กล่าวถึงประเด็นอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราที่ใช้เฉพาะผู้ใช้ไฟประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งประชาชนกลุ่มนี้ มีจำนวน 20 กว่าล้านหลัง คิดเป็น 90% ที่จะจ่ายค่าไฟถูกลง สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟมากกว่า 200 ยูนิต ที่มีความกังวลใจ รัฐบาลขอให้ติดตามการแถลงต่อไป เพราะรัฐบาลเข้าใจและรับทราบถึงความกังวลนั้น ส่วนบางท่านอาจจะพิจารณาการใช้พลังงานทางเลือกโดยการตั้งติดโซล่ารูฟ ที่รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ยตํ่า ผ่อนจ่ายถูกกว่าค่าไฟ และรับซื้อคืนไฟฟ้าส่วนเกิน และในวันพรุ่งนี้ (29 เมษายน 2569) จะมีการประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ เพื่อเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป

ไฟเขียวกองทุนน้ำมันฯกู้ 2 หมื่นล้าน

นางสาวรัชดา รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และ ให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว

สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. 2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน

ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เม.ย. 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช.  เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 69  และ แผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 71 – สิงหาคม 74

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า การอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน

เห็นชอบ อ.ส.ค.กู้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 600 ล้าน

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

  1. เห็นชอบให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 600 ล้านบาท
  2. อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้ อ.ส.ค. กู้ยืมเพื่อนำไปดำเนินโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการเกษตร ระยะที่ 2 วงเงิน 600 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืนภายใน 7 ปี (พ.ศ. 2568–2575)

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินของ อ.ส.ค. และใช้เป็น “เงินหมุนเวียน” ในการรวบรวมและรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. ทั้ง 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง (สระบุรี) ภาคใต้ (ประจวบคีรีขันธ์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) ภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่) และภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย) ครอบคลุม 44 สหกรณ์ สมาชิกเกษตรกรรวม 5,110 ราย

ทั้งนี้ โครงการระยะที่ 2 เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการระยะที่ 1 หลังจากในปี 2568 อ.ส.ค. ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ยอดขายผลิตภัณฑ์นมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น    รวมถึงผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–นิวซีแลนด์ ที่ลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์นมและนมผงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันไปใช้นมผงทดแทนน้ำนมดิบในประเทศ   ซึ่ง อ.ส.ค. ได้ดำเนินการช่วยเหลือ ตามโครงการระยะที่ 1 โดยรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเพิ่มเติม สำหรับเกษตรที่ไม่มีแหล่งจำหน่าย แต่ยังสามารถแก้ขปัญหาในภาพรวมได้

“สำหรับโครงการระยะที่ 2 ตั้งเป้ารับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมในเครือ อ.ส.ค. ปริมาณ 26,375,000 กิโลกรัมต่อ 1 รอบการผลิต โดยเกษตรกรในโครงการสามารถจำหน่ายน้ำนมดิบได้ปีละ 3 รอบการผลิต รวม 79,125,000 กิโลกรัม ตลอดระยะเวลาโครงการ 7 ปี (พ.ศ. 2569–2575)” นางสาวรัชดา กล่าว

เห็นชอบงบ กสศ. ปี 70 วงเงิน 8.99 พันล้าน

นางสาวรัชดา รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วงเงินรวม 8,998.48 ล้านบาท เพื่อจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เสนอต่อสำนักงบประมาณพิจารณา   ประกอบด้วย 5 แผนงานหลัก ได้แก่

  • แผนงาน 1 : สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้เต็มศักยภาพ วงเงิน 6,794.23 ล้านบาท  มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กจากครัวเรือนยากจน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ โดยจัดสรร “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” (ทุนเสมอภาค) ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับชั้นประถมศึกษา- มัธยมศึกษาตอนต้น  อัตรา 4,200 บาท/คน/ปี ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 1.3 ล้านคน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน
  • แผนงาน 2  : แผนพัฒนาครู หน่วยจัดการเรียนรู้ และต้นแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น วงเงิน 633.33 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพโรงเรียน ครู และระบบนิเวศการเรียนรู้ อาทิ การพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
  • แผนงาน 3 :  เสริมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  วงเงิน 818.80 ล้านบาท เน้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ส่งเสริมแนวคิด “All for Education” และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าถึงเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง
  • แผนงาน 4 :   พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และการสื่อสารสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  วงเงิน 337.20 ล้านบาท สนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาของทุกแผนงาน  ผ่านการพัฒนา งานวิจัยและระบบสารสนเทศแบบบูรณาการเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนภารกิจของ กสศ.
  • แผนงาน 5 : บริหารและพัฒนา กสศ. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ วงเงิน 414.93 ล้านบาท มุ่งเสริมประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการภายใน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิผล

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า แผนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญต่อเด็กและเยาวชนไทย ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม การลดอุปสรรคทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงการ “ชี้เป้า” กลุ่มเด็กขาดแคลนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งเด็ก เยาวชน และแรงงานนอกระบบ ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างยั่งยืน

อนุมัติ 45 โครงการก่อหนี้ผูกพัน 1.11 แสนล้าน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ วงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92 ล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าว จะครอบคลุม 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งแต่ละหน่วยงานจำแนกได้ดังนี้

  • กระทรวงการคลัง 1 รายการ วงเงิน 1,746.10 ลบ. งบปี 70 จำนวน 349.22 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีหลือ 1,396.88 ลบ. ได้แก่ โครงการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่จัดซื้อในโครงการระยะที่ 5 เพื่อลดความเสี่ยงจากการขัดข้องและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ส่งผลให้กรมศุลกากรสามารถตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้อย่างรวดเร็วและป้องกันสินค้าที่ไม่พึงประสงค์เข้าประเทศ
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 รายการ วงเงิน 27,384.12  ลบ. งบปี 70 จำนวน 5,476.82  ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 21,907.30 ลบ. อาทิ โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จังหวัดชลบุรี วงเงิน 2,476.89 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและอาคารประกอบ รวมถึงวางระบบท่อผันน้ำจากแห่งน้ำบริเวณใกล้เคียงที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้ในฤดูฝน มาเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เมืองชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา
  • กระทรวงคมนาคม  20  รายการ วงเงิน 45,703.55  ลบ. งบปี 70 จำนวน 6,465.10 ลบ.   ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 39,238.45 ลบ. อาทิ (1) โครงการก่อสร้างถนนในพื้นในที่จังหวัดสมุทรปราการ มุกดาหาร เชียงใหม่ และชลบุรี วงเงิน 1,239.60 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายให้สามารถรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด (2) โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 800 คัน วงเงิน 145.73 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากมีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี คาดว่า จะสามารถรับมอบรถโดยสารงวดที่ 1 จำนวน 400 คัน ได้ในเดือนสิงหาคม 2570 และงวดที่ 2 จำนวน 400 คัน ในเดือนกันยายน 2570
  • กระทรวงยุติธรรม 1 รายการ วงเงิน 1,510.69 ลบ. งบปี 70 จำนวน 302.13 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 1,208.56 ลบ. ได้แก่ โครงการก่อสร้างทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยาพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการก่อสร้างทัณฑสถานแห่งใหม่ เพื่อทดแทนทัณฑสถานเดิมที่ทรุดโทรม คับแคบ และขาดความมั่นคงปลอดภัย โดยก่อสร้างบนพื้นที่ 100 ไร่ สามารถรองรับผู้ต้องขังได้ถึง 3,000 คน ทำให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างเป็นสัดส่วนตามหลักมาตรฐานสากล และสามารถควบคุมป้องกันการหลบหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 5 รายการ วงเงิน 25,738.59 ลบ. งบปี 70 จำนวน 3,261.13 ลบ.  ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 22,477.46 ลบ. อาทิ 1)แผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วงเงิน 454.80 ล้านบาท  เพื่อรองรับผู้บริการให้สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ที่มีคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง 2)โครงการจัดตั้งคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงิน 543.96 ล้านบาท เป็นการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้มีมาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภาและสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ Institute for Medical Education Accreditation: IMEAc) โดยเน้นหลักสูตรผลิตแพทย์เพื่ออนาคตในระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอบบนที่มีความขาดแคลน
  • กระทรวงมหาดไทย 5 รายการ วงเงิน 8,939.09 ลบ. งบปี 70 จำนวน 1,603.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 7,335.27 ลบ. อาทิ โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี – พนัสนิคม – (พานทอง) – (ท่าบุญมี) ระยะที่ 2 วงเงิน 340 ล้านบาท โดยสามารถเพิ่มการผลิตน้ำประปาขนาด 96,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับผู้ใช้น้ำภาคครัวเรือนและธุรกิจประมาณ 55,000 ราย ตามแผนการพัฒนาเมืองศูนย์กลางการศึกษานานาชาติอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้านทิศเหนือของโครงการ EEC

ตั้งคณะแพทยศาสตร์ ม.นครพนม

นางสาวลลิดา เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบโครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงินรวม 2,502 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2579 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายผลิตแพทย์จากพื้นที่ ให้กลับไปทำงานดูแลประชาชนในบ้านเกิด โดยจะเริ่มรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกในปีการศึกษา 2571 และภายในปี 2579 คาดว่าจะสามารถผลิตแพทย์เพิ่มให้พื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า 71 คน พร้อมมีนักศึกษาแพทย์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา 216 คน

สาระสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภา และสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ โดยพัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พัฒนาบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน รวมทั้งยกระดับโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลเลย และโรงพยาบาลยโสธร ให้เป็นศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาการกระจายแพทย์ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังต้องเดินทางไกลเพื่อรับบริการทางการแพทย์ การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างกำลังคนด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์พื้นที่จริง

“โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดคณะใหม่ แต่คือการสร้างแพทย์ให้กลับไปดูแลบ้านเกิด ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และทำให้ประชาชนในภาคอีสานตอนบนเข้าถึงหมอและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้ใกล้บ้านมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

เห็นชอบศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ ม.บูรพา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบโครงการศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ มหาวิทยาลัยบูรพา วงเงินรวม 5,374.85 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2575 เพื่อยกระดับศักยภาพบริการทางการแพทย์ การผลิตบุคลากร และนวัตกรรมสุขภาพในพื้นที่ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ระดับตติยภูมิ รองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน เพิ่มขีดความสามารถการรักษาเฉพาะทาง และสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจรของพื้นที่ EEC ซึ่งมีประชากร แรงงาน และชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สาระสำคัญของโครงการประกอบด้วย การก่อสร้างอาคารใหม่ 3 อาคาร และปรับปรุงอาคารเดิม 1 อาคาร ได้แก่ อาคารศูนย์การเรียนรู้และปฏิบัติการทางการแพทย์ อาคารสนับสนุนทางการแพทย์ อาคารอเนกประสงค์ และการปรับปรุงอาคารศรีนครินทร์ เพื่อรองรับบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ห้องประชุม หอพักนิสิต และพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้

ทั้งนี้ โครงการจะช่วยเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาไปสู่โรงพยาบาลขนาด 500 เตียง และต่อยอดสู่ 800 เตียงในอนาคต พร้อมรองรับการเพิ่มจำนวนนิสิตแพทย์ การฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาที่จำเป็นต่อพื้นที่

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนางานวิจัยทางคลินิก เทคโนโลยีสุขภาพ และบริการการแพทย์เฉพาะทางให้ตอบโจทย์ทั้งประชาชนในพื้นที่และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศ

“โครงการนี้คือการลงทุนเพื่ออนาคตของระบบสุขภาพภาคตะวันออก ไม่เพียงเพิ่มเตียง เพิ่มอาคาร หรือเพิ่มเครื่องมือแพทย์ แต่คือการสร้างศูนย์กลางแพทย์ การเรียนรู้ และนวัตกรรม ที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ EEC เข้าถึงบริการคุณภาพสูงได้ใกล้บ้านมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ไฟเขียวสถาบันการแพทย์ศิริราช ตั้งงบผูกพัน 8.4 พันล้าน

นางสาวลลิดา รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติแผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีงบประมาณ 2570–2574 วงเงินรวม 8,430 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2575

โครงการนี้มีเป้าหมายให้สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ เป็นสถาบันการแพทย์ภาครัฐต้นแบบของประเทศ และเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub ที่ให้บริการด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับเหนือตติยภูมิ เทียบเท่ามาตรฐานสาก

สาระสำคัญคือ การจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง รวม 42 รายการ โดยเฉพาะครุภัณฑ์สำหรับศูนย์รังสีรักษาชนิดอนุภาค ได้แก่ เครื่องฉายรังสีชนิดลำแสงอนุภาคโปรตอน หรือ Proton Therapy และเครื่องบำบัดรักษามะเร็งด้วยเทคนิคการจับนิวตรอนโบรอน หรือ BNCT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ต้องใช้เวลาผลิตและติดตั้งเฉลี่ยประมาณ 4–5 ปี จึงจำเป็นต้องวางแผนจัดซื้อและติดตั้งล่วงหน้าให้สอดคล้องกับการก่อสร้างอาคาร

นอกจากนี้ ยังมีครุภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงอื่น ๆ เพื่อรองรับศูนย์บริการรักษาระดับสูงและศูนย์การรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องฉายรังสีพร้อมระบบภาพนำวิถี เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมระบบจำลองภาพ และเครื่องเอกซเรย์เต้านมแบบดิจิทัลพร้อมระบบเจาะชิ้นเนื้อ

งบประมาณรวม 8,430 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 6,744 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,686 ล้านบาท โดยดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2570–2574 ในลักษณะก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า แผนครุภัณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง เข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีรังสีอนุภาคที่มีความแม่นยำสูง เพิ่มโอกาสการรักษา ลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง และยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ของประเทศ

“นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของระบบสาธารณสุขไทย ไม่ใช่เพียงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ แต่คือการสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ให้คนไทยเข้าถึงการรักษาระดับโลก และผลักดันไทยสู่การเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว

ทุ่ม 6.4 พันล้าน ตั้ง “ศูนย์สุขภาพอันดามัน” ม.อ.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบโครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วงเงินรวม 6,431.74 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2573 เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ลดภาระการส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนไปยังพื้นที่อื่น และเพิ่มศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อันดามัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยประกอบด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ วิทยาลัยสุขภาพอันดามัน โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์สงขลานครินทร์ ภูเก็ต ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิ รองรับการรักษาโรคซับซ้อน การแพทย์แม่นยำ การแพทย์ทางไกล และการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

สำหรับโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต จะมีการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล วงเงิน 4,845.14 ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณ 2,907.09 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,938.06 ล้านบาท พร้อมจัดหาครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2573

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามันให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการแพทย์คุณภาพใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว

“นี่ไม่ใช่เพียงการสร้างโรงพยาบาล แต่คือการวางรากฐานระบบสุขภาพของอันดามันทั้งภูมิภาค ให้มีทั้งบุคลากร เทคโนโลยี งานวิจัย และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล” นางสาวลลิดา กล่าว

อนุมัติ 3 พันล้าน ตั้งศูนย์รักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ม.ขอนแก่น

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบโครงการศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นเลิศ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2573 โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ และมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงได้ใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

สาระสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งศูนย์รักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรังสีรักษาขั้นสูงที่มีความแม่นยำ สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ และลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งบางกลุ่มที่ต้องการความละเอียดสูงในการรักษา

โครงการจะตั้งอยู่ภายในพื้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บนพื้นที่ประมาณ 4.9 ไร่ โดยก่อสร้างอาคารบริการสูง 6 ชั้น พร้อมชั้นหลังคา พื้นที่ใช้สอยประมาณ 9,979 ตารางเมตร และจัดหาเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอน รวมถึงระบบวางแผนการรักษา ระบบจัดการข้อมูลด้านมะเร็งวิทยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกรอบวงเงิน 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 1,820 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,180 ล้านบาท โดยโครงการมีกำหนดเริ่มให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วยเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนในปี 2574 และคาดว่าจะรองรับผู้ป่วยฉายรังสีและผู้ป่วยติดตามผลการรักษาได้ประมาณ 6,000 รายต่อปี

นอกจากนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังจะเป็นศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ด้านรังสีรักษา ฟิสิกส์การแพทย์ และเทคโนโลยีอนุภาคโปรตอน รวมถึงเป็นฐานการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษามะเร็งของประเทศ

“โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องมือแพทย์ แต่คือการยกระดับโอกาสการรักษาชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน ให้เข้าถึงการรักษาขั้นสูงได้ใกล้บ้าน ลดภาระการเดินทาง ลดการรอคอย และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

รับทราบแผนทุจริตใบอนุญาตโรงแรม

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อการป้องกันความเสี่ยงการทุจริตในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการท่องเทียวและกีฬา สำนักงาน ก.พ.ร.  สคก.  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงมหาดไทยสรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักลเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภายใน 30 วัน นับจากวันทีได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

โดยสาระสำคัญคือ ให้กระทรวงมหาดไทยเร่งปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาตให้โปร่งใส รวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น Checklist และระบบ One Stop Service พร้อมกำชับให้มีช่องทางแจ้งเบาะแส การตรวจสอบเจ้าหน้าที่ และการลงโทษกรณีเรียกรับสินบนอย่างจริงจัง โดยในระยะยาว จะพิจารณาทบทวนระบบอนุญาต เพื่อลดภาระผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะรายเล็ก และเพิ่มขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยวของไทย

คัดผู้แทนไทยชิงตำแหน่ง “ผอ.องค์การอนามัยโลก”

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอให้ประเทศไทยส่งผู้แทนไทยเข้าสมัครรับการเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) โดยให้ สธ. ดำเนินการสรรหาผู้แทนไทยที่มีความเหมาะสม และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และหน่วยงานอื่น ๆให้การสนับสนุนในการสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้  หากผู้แทนจากประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ฯ  จะส่งผลดีทั้งในเชิงนโยบายและการยกระดับบทบาทนำของประเทศในเวที่สุขภาพโลก

สำหรับกระบวนการเลือกตั้ง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน

  • ขั้นตอนที่ 1 : การเสนอชื่อผู้สมัคร
  • ขั้นตอนที่ 2 : การนำเสนอวิสัยทัศน์และกิจกรรมหาเสียงของผู้สมัคร
  • ขั้นตอนที่ 3 :  การคัดเลือก
  • ขั้นตอนที่ 4 :  การแต่งตั้ง

“ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก”  มีบทบาทในการกำหนดทิศทางและนโยบายด้านสุขภาพโลก เป็นผู้กำหนดแนวทางและมาตรฐานสากลให้ประเทศต่างๆยึดถือ ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศและบริหารจัดการทรัพยากรขององค์การ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดวาระสุขภาพโลก การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระดับนานาชาติ

ซึ่งหากผู้แทนจากประเทศใดได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ฯ จะส่งผลให้ประเทศนั้นมีบทบาทและอิทธิพลเพิ่มขึ้นในเวทีสุขภาพโลก สามารถผลักดันประเด็นที่ประเทศนั้นให้ความสำคัญและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ภูมิภาคที่ประเทศนั้นตั้งอยู่จะมีโอกาสได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากนานาชาติมากขึ้น ทั้งในด้านงบประมาณ โครงการพัฒนา และความร่วมมือ ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขของภูมิภาคโดยรวมมีความเข้มแข็มแข็งและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ตั้ง ‘วิทยา แก้วมี’ นั่งอธิบดีกรมฝนหลวง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้

(1) การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาซา) เป็นผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(2) การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

  1. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  2. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(3) เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

  1. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  2. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(4) การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

  1. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
  2. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(5) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้ง นายอนุ แย้มแสง ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการกระจายอำนาจ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

(6) การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

(7) ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงค์ (ชื่อเดิม นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์) ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ 4 ปี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อไป อีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2570 และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(8) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

  1. นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  2. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

(9) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงกลาโหม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเสนอ แต่งตั้ง พลเอก สรรเพชญ พิเนตรบูรณะ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว

(10) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้ง นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(11) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายแวรุสลัน มะสาและ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสรรเพชญ บุญญามณี)
  2. นายวีระยุทธ งามจิตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสรรเพชญ บุญญามณี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(12) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  2. พลตำรวจตรี สุรพล บุญมา ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(13) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายสมภพ ผ่องสว่าง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  2. นายสุวิชญ โรจนวานิช ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(14) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

  1. นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี)]
  2. นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์)]

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(15) การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามลำดับ ดังนี้

  1. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ)
  2. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) กำกับการบริหารราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

(16) การมอบหมายผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตามลำดับ ดังนี้

  1. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  2. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  3. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี

(17) การมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ

มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

  1. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  2. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(18) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

นายไพโรจน์ สุรัตนวนิช ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับต้น กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง ตำแหน่งเลขที่ 16 สำนักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

นายเลิศชาย เลิศวุฒิ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหาร) ประเภท บริหาร ระดับต้นสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง ตำแหน่งเลขที่ 22 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

(19) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 7 ราย ดังนี้

  1. นายนิรุตติ คุณวัฒน์ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)
  2. นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)
  3. นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)
  4. นายบุญชู ประสพกิจถาวร ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)
  5. นายเจนณรงค์ ทาคูมิ ซาก้า ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)
  6. นายเอกวัฒน์ พิริยะวรสกุล ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)
  7. นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(20) เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ได้แก่

  1. นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์
  2. นายธีระชัย แสนแก้ว ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ))
  3. นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ)
  4. นายจเด็ศ จันทรา ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช))

(21) การแต่งตั้งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย คือ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(22) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย พลตำรวจโท สายเพชร ศรีสังข์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(23) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  2. นายสุรชาติ เทียนทอง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(24) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ดังนี้

  1. นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  2. นายอาทิตย์ หมีทอง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(25) การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 8 ราย ดังนี้

  1. นายสันติ ปิยะทัต
  2. นายธนฑิตย์ รักตะบุตร
  3. นายอติลักษณ์ อรรถาพิช
  4. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์
  5. นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี
  6. นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ
  7. นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร
  8. นางปิยนุช วุฒิสอน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

(26) การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้ง พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569 เพิ่มเติม