มติ ครม.ชงกรรมาธิการฯเพิ่มงบปี’70 อีก 37,584 ล้าน-โยก ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ข้ามห้วยนั่งปลัดพลังงาน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

มติ ครม.โยก ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ข้ามห้วยนั่งปลัดพลังงาน -ชงกรรมาธิการฯเพิ่มงบปี’70 อีก 37,584 ล้าน- เก็บค่าบริการสะพานมิตรภาพ ‘บึงกาฬ-บอลิคำไซ’ สูงสุด 500 บาท-อนุมัติงบ 2.8 พันล้าน สร้าง อ่างเก็บน้ำ ‘บ้านหนองกระทิง’ -ขยายเวลา–เพิ่มวงเงินสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘คลองโพล้’ เป็น 4.3 พันล้าน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางไปเยือนประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569

เก็บค่าบริการสะพานมิตรภาพ ‘บึงกาฬ-บอลิคำไซ’ สูงสุด 500 บาท

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ ดังนี้

1. รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง อัตราค่าธรรมเนียม 50 บาท

2. รถโดยสารขนาดเล็กเกิน 7 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 12 ที่นั่ง อัตราค่าธรรมเนียม 100 บาท

3. รถโดยสารขนาดกลางเกิน 12 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 24 ที่นั่ง อัตราค่าธรรมเนียม 150 บาท

4. รถโดยสารขนาดใหญ่เกิน 24 ที่นั่ง อัตราค่าธรรมเนียม 200 บาท

5. รถบรรทุก 4 ล้อ อัตราค่าธรรมเนียม 50 บาท

6. รถบรรทุก 6 ล้อ อัตราค่าธรรมเนียม 250 บาท

7. รถบรรทุก 10 ล้อ อัตราค่าธรรมเนียม 350 บาท

8. รถบรรทุกเกิน 10 ล้อ อัตราค่าธรรมเนียม 500 บาท

ทั้งนี้ กำหนดยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้รถโดยสารประจำทาง ระหว่างประเทศที่วิ่งในเส้นทางบึงกาฬ – บอลิคำไซ และเส้นทางบอลิคำไซ – บึงกาฬ และรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ของราชอาณาจักรไทย จำนวนไม่เกิน 50 คัน และรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวนไม่เกิน 50 คัน ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศได้กำหนดรูปแบบของบัตรยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์ร่วมกัน

ขยายเวลา-เพิ่มวงเงินสร้างอาคาร 5 ชั้น รพ.ปัตตานีเป็น 162 ล้าน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพัน ข้ามปีงบประมาณ รายการอาคารสนับสนุนบริการ 5 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,190 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลปัตตานี ตำบลสะบารังอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 1 หลัง จากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ จำนวน 155,333,010 บาท เป็นวงเงิน 162,700,000 บาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – พ.ศ. 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – พ.ศ. 2571 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งนี้ ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับมติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) และให้ สธ. (สป.สธ.) รับความเห็นของ มท. และ สศช. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งรวมถึงรายการอาคารสนับสนุนบริการ 5 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,190 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 1 หลัง (อาคารสนับสนุนบริการโรงพยาบาลปัตตานีฯ) โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) รวมทั้งสิ้น 155.30 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติรายการดังกล่าว สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของงานฐานรากเสาเข็มเจาะระบบเปียกจากความยาว 21 เมตร เป็น 35 เมตร และระบบลิฟต์โดยสารเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้มารับบริการในโรงพยาบาล ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 162.70 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ข้างต้น จำนวน 7.40 ล้านบาท ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ เห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติให้ สธ. โดย สป.สธ. เพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการอาคารสนับสนุนบริการโรงพยาบาลปัตตานีฯ เป็นวงเงิน 162.70 ล้านบาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 เป็นปีงบประมาณ 2568 – 2571

เห็นชอบ MOU กระทรวงวัฒนธรรมไทย-นิวซีแลนด์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อการจัดทำร่างข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์ (ร่างข้อตกลงฯ) โดยหากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของร่างความตกลงฯ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญหรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ วธ. สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้ง อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ในร่างข้อตกลงฯ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การจัดทำข้อตกลงฯ เป็นข้อริเริ่มของฝ่ายไทย ซึ่งมุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระดับทวิภาคีไทย – นิวซีแลนด์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการเฉลิมฉลองวาระการครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – นิวซีแลนด์ ในปี พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ ร่างข้อตกลงฯ จะเสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือในด้านศิลปะ วัฒนธรรมระหว่างไทยและนิวซีแลนด์บนพื้นฐานของการต่างตอบแทนและผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ต่อไปในอนาคต

ชงกรรมาธิการฯเพิ่มงบปี’70 อีก 37,584 ล้าน

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ รวมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณนำเรื่องการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อ 1 แล้ว เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และยังมอบหมายให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียด เพื่อชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีสาระสำคัญของเรื่องดังนี้

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ให้ความเห็นชอบแนวทางหลักเกณฑ์ แผนและขั้นตอนการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยให้หน่วยรับงบประมาณส่งรายการขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับ หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ให้สำนักงบประมาณพิจารณาและนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีนั้น สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้

1. การเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หน่วยรับงบประมาณเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มีการตรวจสอบและรับรองข้อมูลแล้วว่าการดำเนินการนั้นไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กฎหมายหรือระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับ หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด รวมทั้งกรณีแผนงานบูรณาการที่เสนอหน่วยงานเจ้าภาพ เพื่อรวบรวมเสนอรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแผนงานบูรณาการนั้น ๆ พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลรายละเอียดคำขอเพิ่มงบประมาณในระบบ e – Budgeting ตามขั้นตอนครบถ้วน จำนวน 488 หน่วยรับงบประมาณ วงเงินทั้งสิ้น 139,545.8383 ล้านบาท

2. การพิจารณาการขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

2.1 การพิจารณาการขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำนักงบประมาณได้พิจารณาการเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามแนวทาง หลักเกณฑ์แผนและขั้นตอนฯ ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่กำหนดให้หน่วยรับงบประมาณเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเฉพาะรายการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริง สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ นโยบายสำคัญของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ที่ต้องดำเนินการภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินทั้งสิ้น 37,584.6944 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

2.1.1 เป็นรายจ่ายที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกพันที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายตามสิทธิ วงเงินทั้งสิ้น 11,706.7362 ล้านบาท

2.1.2 เป็นรายจ่ายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ วงเงินทั้งสิ้น 2,631.1693 ล้านบาท 2.1.3 เป็นรายจ่ายเพื่อการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศรายจ่ายเพื่อการพัฒนาและวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมของประเทศ รายจ่ายเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน หรือรายจ่ายที่ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง ตลอดจนรายจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานของหน่วยรับงบประมาณ โดยรายการที่เสนอขอเพิ่มงบประมาณต้องเป็นรายการที่มีอยู่ในคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินทั้งสิ้น 23,246.7889 ล้านบาท โดยการเสนอขอเพิ่มงบประมาณดังกล่าว สามารถจำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ รายละเอียดปรากฏตามตารางด้านล่างนี้

2.2 การพิจารณาการเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หน่วยรับงบประมาณ ไม่มีการเสนอขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

รับทราบข้อเสนอ กสม. เคลียร์ปม “ทรงผมนักเรียน”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะ เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของเด็ก กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดและบังคับใช้กฎเรื่องทรงผมนักเรียน โดยผลการพิจารณามีสาระสำคัญว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหตุผลสำคัญคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีวัตถุประสงค์หลักในการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติของเด็ก รวมถึงคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของเด็ก ขณะที่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดแบบหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนโดยตรง จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เพื่อบัญญัติเรื่องทรงผมโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม การที่ไม่แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ไม่ได้หมายความว่า เรื่องทรงผมนักเรียนจะไม่มีกรอบ หรือปล่อยให้เป็นไปตามอำเภอใจ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการยังสามารถกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติภายใต้อำนาจตามกฎหมายด้านการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษานำไปกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่งได้

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนเดิม และกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนและนักศึกษาของสถานศึกษา โดยให้การกำหนดแนวปฏิบัติเป็นไปตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษาโดยต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน

สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติ รายงานให้คำนึงถึงความหลากหลายของระบบ รูปแบบ และวิธีการจัดการศึกษา รวมถึงความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละสถานศึกษา เพื่อให้กฎหรือแนวปฏิบัติที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสมกับสถานการณ์และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

ขณะเดียวกัน สถานศึกษาไม่ควรกำหนดแนวปฏิบัติเรื่องทรงผมโดยตัดสินใจฝ่ายเดียว แต่ควรรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ก่อนกำหนดหรือประกาศใช้ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจและความชัดเจนในการปฏิบัติ เพื่อให้กติกาที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและได้รับการมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ หากนักเรียนหรือนักศึกษาไม่ปฏิบัติตามระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษา การดำเนินการทางวินัยยังสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดได้ แต่ต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของนักเรียน โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ผลการพิจารณาครั้งนี้จึงทำให้เกิดความชัดเจนว่า การคุ้มครองสิทธิเด็กไม่ได้หมายถึงการยกเลิกกรอบ หรือระเบียบของสถานศึกษา แต่เป็นการกำหนดกติกาที่เหมาะสม มีเหตุผล และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการยังมีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติรองรับ ขณะเดียวกันสถานศึกษาต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กเป็นสำคัญ

“เรื่องทรงผมนักเรียนจึงไม่ใช่การปล่อยให้เด็กทำตามอำเภอใจ และไม่ใช่การกำหนดกฎแบบเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นการวางกรอบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและผู้ปกครอง ที่สำคัญคือ การรักษาระเบียบต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของเด็ก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้การดำเนินการเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านการศึกษาอย่างเหมาะสมกับแต่ละสถานศึกษา พร้อมยึดหลักการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนควบคู่กันไป

ขยายเวลา–เพิ่มวงเงินสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘คลองโพล้’ เป็น 4.3 พันล้าน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและกรอบวงเงินงบประมาณโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง ตามที่เสนอ โดยขยายระยะเวลาจากเดิม 4 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2565–2568 เป็น 6 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2565–2570 และเพิ่มกรอบวงเงินจาก 3,561.62 ล้านบาท เป็น 4,291.62 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 730 ล้านบาท

สำหรับสาเหตุของการขยายระยะเวลาและกรอบวงเงิน เนื่องจากคณะกรรมการกำหนดราคาค่าทดแทนทรัพย์สินเพื่อการชลประทานได้ปรับเพิ่มอัตราค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สินให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและอัตราราคาตลาด ส่งผลให้กรอบวงเงินเดิมไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน และยังไม่สามารถจ่ายค่าทดแทนให้ผู้ได้รับผลกระทบได้ทั้งหมด ทำให้กรมชลประทานยังไม่สามารถเข้าใช้พื้นที่บางส่วนเพื่อดำเนินการก่อสร้างได้

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้เป็นโครงการสำคัญในการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนของจังหวัดระยอง โดยมีความจุประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับพื้นที่ชลประทานประมาณ 30,000 ไร่ ในพื้นที่อำเภอเขาชะเมา มีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 1,500 ครัวเรือน และยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเขาชะเมาและอำเภอแกลง รวมถึงเป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตร ตลอดจนเป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังได้รับอนุมัติกรอบระยะเวลาและวงเงินใหม่ กรมชลประทานได้วางแผนเร่งรัดการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำและนำมาใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย โดยจะเร่งดำเนินการจ่ายค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ควบคู่กับการเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนและอาคารประกอบ

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน เร่งดำเนินการให้โครงการแล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาและกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติในครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากแหล่งน้ำโดยเร็ว และไม่ให้มีการขยายระยะเวลาดำเนินโครงการหรือกรอบวงเงินออกไปอีก

“การขยายกรอบในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้กรมชลประทานสามารถดำเนินการในส่วนที่ติดขัด โดยเฉพาะการจ่ายค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สินให้แล้วเสร็จ และเร่งเดินหน้าก่อสร้างให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้สามารถเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชน ภาคการเกษตร และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ตามเป้าหมาย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

อนุมัติ 2.8 พันล้าน สร้าง อ่างเก็บน้ำ ‘บ้านหนองกระทิง’

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2575 กรอบวงเงิน 2,854.74 ล้านบาท เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนและเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนและภาคการเกษตร รวมถึงรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

โครงการจะเพิ่มความสามารถในการ เก็บกักน้ำต้นทุนประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร** ช่วยพื้นที่รับประโยชน์ด้านการเกษตรในฤดูฝนประมาณ 10,000 ไร่ และฤดูแล้งประมาณ 3,000 ไร่ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้เกษตรกร มีน้ำสำหรับการเพาะปลูก และช่วยให้สามารถวางแผนการผลิตได้สอดคล้องกับปริมาณน้ำในแต่ละฤดูกาล

ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนน้ำสำหรับ การอุปโภคบริโภคในพื้นที่ EEC จังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมถึงสนับสนุนการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศในการเสริมศักยภาพการผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกง

โครงการยังมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตในพื้นที่ในระยะยาว โดยตลอดอายุโครงการ 50 ปี คาดว่าจะเกิดผลประโยชน์ด้านการเกษตรประมาณ 4,048.6 ล้านบาท ด้านการอุปโภคบริโภคประมาณ 1,892.5 ล้านบาท และด้านการประมงและจับสัตว์น้ำประมาณ 141.5 ล้านบาท รวมเป็นผลประโยชน์ประมาณ 6,082.6 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ

ผลประโยชน์ดังกล่าวสะท้อนการใช้แหล่งน้ำอย่างครบมิติ ตั้งแต่การสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำสำหรับประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมด้านประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีเป้าหมายให้การเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนเกิดประโยชน์ต่อพื้นที่อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีกำชับให้กรมชลประทานเร่งรัดการจัดหาที่ดินและจ่ายค่ารื้อย้ายทรัพย์สินให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ** รวมถึงเร่งดำเนินการขอหนังสืออนุญาตจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามแผนงานที่กำหนด โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ตามกรอบเวลาและบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิงเป็นการวางรากฐานความมั่นคงด้านน้ำให้กับจังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งสำหรับเกษตรกรและการเพาะปลูก การอุปโภคบริโภคของประชาชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน EEC ควบคู่กับการดูแลด้านการประมงและระบบนิเวศ เพื่อให้พื้นที่มีน้ำรองรับทั้งในช่วงฝนและช่วงแล้ง และสามารถรับมือกับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างเป็นระบบ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ขยายสิทธิ “คนประจำเรือ” เข้าถึงประกันสังคม-เงินทดแทน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงแรงงานเสนอ รวม 4 ฉบับ ครอบคลุมคนประจำเรือ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ เพื่อเพิ่มสิทธิและหลักประกันให้คนทำงานแต่ละกลุ่มได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญของกระทรวงแรงงาน ที่เดินหน้าแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน ตั้งแต่การนำแรงงานทางทะเลเข้าสู่ระบบประกันสังคม การคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านในยุคออนไลน์ ไปจนถึงการรับรองสิทธิของคู่สมรสลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยมีสาระสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้

1. “คนประจำเรือ” ได้ประกันสังคม–เงินทดแทน คุมเข้มเด็กต่ำกว่า 18 ปีทำงานกลางคืน

ร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกระทรวงแรงงานเสนอและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว จะกำหนดให้การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรืออยู่ภายใต้กฎหมายประกันสังคมและกฎหมายเงินทดแทนโดยตรง จากเดิมที่เจ้าของเรือมีหน้าที่จัดให้มีการคุ้มครองดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้คนประจำเรือเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของรัฐอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมประกันสังคม 7 กรณี ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน พร้อมยกระดับการคุ้มครองให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

นอกจากนี้ ยังกำหนดชัดเจนว่า ห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรืออายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานระหว่าง 22.00–06.00 น. เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชน เว้นแต่เป็นการฝึกอบรมหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

2. “คนทำงานที่บ้าน” ได้หลักประกันเพิ่ม รับมือการจ้างงานยุคออนไลน์

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เป็นการแก้ไขกฎหมายเดิมให้ครอบคลุมรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการรับงานผ่านระบบออนไลน์ พร้อมขยายประเภทงานที่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ

กำหนด อายุขั้นต่ำของผู้รับงานไปทำที่บ้าน 15 ปี และห้ามผู้จ้างให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมถึงหญิงมีครรภ์ ทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามที่กำหนด

ด้านค่าตอบแทน หากเป็นงานที่มีลักษณะและคุณภาพเช่นเดียวกับงานในสถานประกอบกิจการของผู้จ้าง ต้องจ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานตามที่คณะกรรมการกำหนด ส่วนงานที่ไม่ได้ทำในสถานประกอบกิจการของผู้จ้าง ให้ตกลงค่าตอบแทนกันได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่กำหนด

ที่สำคัญ หากผู้จ้างไม่คืนหลักประกันหรือไม่จ่ายค่าตอบแทนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม ร้อยละ 15 ต่อปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และกรณีจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000–800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. “คู่สมรส” ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ได้สิทธิเท่าเทียม ไม่จำกัดเพศ

อีก 2 ฉบับ เป็นร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ ครม. เห็นชอบในหลักการ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม

สาระสำคัญ คือ เปลี่ยนถ้อยคำจาก “สามีหรือภรรยา” เป็น “คู่สมรส” เพื่อให้ครอบคลุมคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่จำกัดเพศ ส่งผลให้คู่สมรสของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม ทั้ง เงินทดแทน ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำศพ

จากการประเมินผลกระทบ คาดว่าในช่วงปี 2569–2573 จะมีคู่สมรสได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 11,064–12,021 คน ขณะที่การปรับสิทธิเงินทดแทนยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิม ไม่ได้เพิ่มจำนวนเงินทดแทนที่รัฐวิสาหกิจต้องจ่าย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายแรงงานทั้ง 4 ฉบับ เป็นผลงานสำคัญของรัฐบาล โดยกระทรวงแรงงานที่เดินหน้าปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับชีวิตและการทำงานของประชาชนในปัจจุบัน และแก้ไขช่องว่างด้านสิทธิของแรงงานแต่ละกลุ่มให้ชัดเจนขึ้น

“ตั้งแต่ คนเรือมีประกัน คนทำงานที่บ้านมีหลักประกัน ไปจนถึงคู่สมรสของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม ทั้งหมดคือการทำให้การคุ้มครองแรงงานเข้าถึงคนทำงานในทุกพื้นที่และทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะทำงานบนเรือ ที่บ้าน หรือในรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นหมุดหมายที่น่ายินดียิ่งของรัฐบาล และกระทรวงแรงงานในการสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานไทย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ไฟเขียวข้อตกลง PCA ดันไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ หรือ Permanent Court of Arbitration (PCA) พร้อมอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับ PCA และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ PCA สามารถจัดประชุม การพิจารณาคดี และดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า PCA เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ให้บริการด้านอนุญาโตตุลาการและมีบทบาทสำคัญในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติ ค.ศ. 1907 โดย PCA ได้เสนอจัดทำความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมของ PCA ในประเทศไทย เช่น การพิจารณาคดี การประชุม และการสัมมนา

สาระสำคัญของร่างความตกลงกำหนดให้ไทยอำนวยความสะดวกแก่ PCA ในการดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ รวมถึงการจัดหาสำนักงาน พื้นที่ประชุม สาธารณูปโภค และบริการที่จำเป็น พร้อมกำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่จำเป็นแก่ PCA เจ้าหน้าที่ ผู้ตัดสิน และผู้เข้าร่วมกระบวนพิจารณา เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ

เอกสิทธิ์และความคุ้มกันดังกล่าวครอบคลุม เช่น ความคุ้มกันต่อทรัพย์สินและเอกสารของ PCA การยกเว้นภาษีและอากรบางประเภทตามกฎหมาย การอำนวยความสะดวกด้านการเข้าเมืองแก่เจ้าหน้าที่และผู้ตัดสิน ตลอดจนความคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ เป็นการให้สิทธิเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจของ PCA และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่เป็นจุดประสานงานหลักของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา และหน่วยงานด้านภาษีดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรองรับเอกสิทธิ์ด้านภาษีและอากรตามความตกลง

สำหรับการสนับสนุนสถานที่และบริการ สถาบันอนุญาโตตุลาการจะให้การสนับสนุนสำนักงาน ห้องประชุม ห้องพิจารณาคดี และสาธารณูปโภคที่จำเป็นแก่ PCA โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมในระยะเวลารวมไม่เกิน 30 วันสะสมต่อปีงบประมาณ มีประมาณการค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ ค่าใช้บริการเพิ่มเติม เช่น บริการแปลภาษา หรือบริการบันทึกเสียง จะเป็นความรับผิดชอบของคู่พิพาทหรือ PCA ตามกรณี

“การมีความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับ PCA จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเป็นสถานที่จัดกระบวนการอนุญาโตตุลาการและการประชุมระหว่างประเทศมากขึ้น ไม่เพียงส่งเสริมบทบาทของไทยในการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมาย ยกระดับมาตรฐานการระงับข้อพิพาทของไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนานาประเทศ” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมองว่าการดำเนินการครั้งนี้จะช่วยเสริมบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านกฎหมายและการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศของภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมใกล้ชิดมากขึ้นในการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศและกลไกระงับข้อพิพาทในระดับสากล ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า ร่างความตกลงดังกล่าวเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนลงนามและดำเนินการให้มีผลผูกพัน แต่ไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

โยก ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ข้ามห้วยนั่งปลัดพลังงาน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ/อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายดังนี้

1. เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณ อันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

สาระสำคัญของเรื่อง

1. นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ลงวันที่ 11 เมษายน 2569

2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 90/2569 ดังกล่าว โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้

(1) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ฯลฯ และในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทน ข้างต้นจะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

3. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการพร้อมคณะร่วมเดินทาง ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 

4. เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในห้วงระหว่างที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปราชการต่างประเทศในวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 โดยเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าว เห็นควรพิจารณามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นางรพีพรรณ โพธิ์ทอง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

2. นางธามน วิภูมิรพี ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์หลังออกสู่ตลาด (นักวิชาการอาหารและยาเชี่ยวชาญ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการอาหารและยาทรงคุณวุฒิ (ด้านอาหารและยา) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568   ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอรับโอนนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. (นักบริหารสูง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนางอรวรรณ คงธนขันติธร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นายสราวุฒิ บุญสุข ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

2. นายณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

3. นายวีรวุฒิ อิ่มสำราญ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

4. นายธิติ แสวงธรรม ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

5. นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง)ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

6. นางสาวอุไรวรรณ จำนรรจ์สิริ ตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ)ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 2 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการจำนวน 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน จำนวน 1 คน ดังนี้

1. ภาคราชการ – นายเฉลิมวิทย์ เดือนกลาง

2. ภาคเอกชน – นายสมคิด เชื้อคง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เพิ่มเติม