ตำนานแฮก (Hacks) แห่ง MIT

1721955

บทความนี้เกิดจากข้อความที่ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ จากคอลัมน์ เรื่องเล่าจากลุงหมีปุ๊ ได้กรุณาฝากข้อความมาถึงผม(อันเนื่องมาจากบทความ Banksy)ว่า ‘การแอบสร้างผลงานในจุดสาธารณะที่โดดเด่นภายในเวลาคืนเดียวเป็นงานเล่นสนุก-prank ประจำปีของกลุ่มนักเรียน mit ครับ เด็กหัวสมองดีและส่วนใหญ่เป็นสาย engineer เหล่านี้แอบวางแผนและจัดทำผลงานกันได้อย่างสร้างสรรค์-creative มาก จนเป็นตำนานเล่าขานกันต่อมา ตัวอย่างสองชิ้นดังในรูปข้างล่าง คือ

  • การยกรถตำรวจจริงไปวางบนหลังคาตึกโดม- ตึกสัญลักษณ์ของmit
  • วางสร้างหน่วยวัดความยาวใหม่ ชื่อ smoots( ความสูงของนักเรียนชื่อ smoots) โดยนำไปวัดความยาวของสะพานข้ามแม่น้ำชาล์ส์หน้าMiT ได้ 364.4 smoots+ 1 ear แล้วพ่นสีระบุตัวเลขความยาวนี้ไว้ที่จุดสิ้นสุดสะพานฝั่ง mit’ พร้อมด้วยภาพประกอบนี้

ซึ่งจุดประกายความสนใจสำหรับผมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้ผมลองเสิร์ชก็พบข้อมูลท่วมทะลักมากมาย และพบว่าประเพณีนี้สืบทอดมาอย่างยาวนานมากกว่าร้อยปี ขอบคุณลุงหมีปุ๊มา ณ ที่นี้ด้วย และต่อไปนี้คือข้อมูลเท่าที่ผมสืบค้นมาได้

หากเอ่ยถึงคำว่า “แฮก(Hack)” ในบริบทโลกปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการโจรกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ การเจาะระบบคอมพิวเตอร์อย่างผิดกฎหมาย หรือการสร้างความเสียหายในโลกออนไลน์ ทว่าในรั้วสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มหาวิทยาลัยแถวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของโลก คำว่า “แฮก” กลับมีความหมายที่ลึกซึ้ง แตกต่าง และเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวามากกว่านั้นมาก

ที่ MIT การแฮก (Hacking) หมายถึงการเล่นตลกในทางปฏิบัติ (Practical Jokes) หรือการแกล้งกันขำ ๆ (Pranks) ที่ไม่ธรรมดา แต่ต้องอาศัยทักษะความรู้ขั้นสูงทางวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ผสมผสานกับความกล้าหาญ การวางแผนอย่างเป็นระบบ และความลับอันแยบยล สิ่งเหล่านี้ถูกติดตั้งอย่างไร้ร่องรอยในยามค่ำคืนเพื่อแสดงออกถึงความชาญฉลาดในเชิงเทคนิค และสะท้อนมุมมองต่อสังคม วัฒนธรรมป๊อป หรือประเด็นการเมืองในยุคนั้น ๆ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความประหลาดใจ รอยยิ้ม และความขบขันให้แก่ผู้พบเห็นในเช้าวันถัดไป

วัฒนธรรมการแฮกนี้ดำเนินมานานนับศตวรรษจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของชาว MIT อย่างแยกไม่ออก โดยสามารถแบ่งจุดเริ่มต้นออกเป็นช่วงเวลาสำคัญได้ดังนี้

1. จุดเริ่มต้นในยุคศตวรรษที่ 19 (ปลายปี 1800s)

แม้จะไม่มีการบันทึกคำว่า “แฮก” ไว้อย่างชัดเจนในตอนนั้น แต่พฤติกรรมความขี้เล่นของนักศึกษา MIT ปรากฏขึ้นตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของสถาบัน (ก่อตั้งปี 1861) โดยมักเป็นการแกล้งกันระหว่างนักศึกษา หรือการนำสัญลักษณ์ของสถาบันไปวางในที่แปลก ๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงไหวพริบในยุคนั้น

2. ยุคทองของคำว่า “Hack” (ทศวรรษ 1950)

ช่วงเวลานี้คือจุดที่คำว่า “แฮก” ถูกนิยามขึ้นอย่างเป็นทางการในบริบทของ MIT เช่น ชมรม Tech Model Railroad Club (TMRC) ในปี 1950 นักศึกษาในชมรมรถไฟจำลองนี้เริ่มใช้คำว่า “Hack” เพื่อเรียกการดัดแปลงอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบรางที่ซับซ้อนเพื่อให้รถไฟทำงานได้ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ต่อมามีการขยายความหมายจากการดัดแปลงระบบรถไฟจำลอง คำนี้จึงเริ่มถูกนำมาใช้เรียก “การแอบเข้าไปในพื้นที่จำกัด” หรือ “การติดตั้งสิ่งประดิษฐ์ในที่ที่เข้าถึงยาก” เพื่อแสดงทักษะทางวิศวกรรม

3. การกลายเป็นตำนานสากล (ปี 1958)

เหตุการณ์ที่ทำให้โลกหันมามองวัฒนธรรมนี้คือการวัดระยะสะพานด้วยหน่วย Smoot ในปี 1958 ซึ่งในภาพที่คุณลุงหมีปุ๊ส่งเข้ามาก็มีตัวเลข 364.4 SMOOTS บันทึกไว้ด้วย เหตุการณ์นี้เปลี่ยนจากการแกล้งกันในรั้วมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นวัฒนธรรมย่อย (Sub-culture) ที่คนภายนอกเริ่มให้ความสนใจ

[FYI ตรงนี้ขอเสริมจากข้อความที่คุณลุงหมีปุ๊เกริ่นเอาไว้ดังนี้]

จุดเริ่มต้นคือภารกิจพิชิตสะพาน Harvard Bridge

ในคืนหนึ่งของเดือนตุลาคมปี 1958 กลุ่มนักศึกษา MIT จากสมาคม Lambda Chi Alpha ต้องการทราบว่าสะพาน Harvard Bridge (ซึ่งเชื่อมระหว่างฝั่ง Boston และวิทยาเขต MIT ในฝั่ง Cambridge) มีความยาวเท่าไหร่กันแน่ แต่พวกเขาไม่อยากใช้สายวัดธรรมดา

พวกเขาจึงตัดสินใจใช้ “ร่างกาย” ของนักศึกษาปีหนึ่งที่ชื่อว่า Oliver Smoot มาเป็นไม้บรรทัดมนุษย์ โดยสาเหตุที่เลือกเขาเพราะเขาเป็นประธานรุ่นน้องใหม่ และที่สำคัญคือเขาสูงประมาณ 5 ฟุต 7 นิ้ว (170 ซม.) ซึ่งเป็นขนาดที่ “กะทัดรัด” พอจะนำมาทอดตัวต่อกันได้

วิธีการ “แฮก” ที่ทรหด

โอลิเวอร์ ประธานรุ่นต้องลงไปนอนราบกับพื้นสะพาน จากนั้นเพื่อน ๆ จะขีดเส้นชอล์กไว้ที่ปลายศีรษะของเขา แล้วเขาก็ลุกขึ้นไปนอนต่อจากจุดนั้นไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากทำไปได้ไม่กี่สิบครั้ง เขาก็เริ่มเหนื่อยล้าจนลุกไม่ไหว เพื่อน ๆ จึงต้องช่วยกัน “ยก” และ “ลาก” เขาไปวางตามจุดต่าง ๆ จนครบความยาวสะพาน

เมื่อถึงอีกฝั่งหนึ่ง พวกเขาคำนวณความยาวได้ทั้งหมด 364.4 Smoots และแอบเติมสร้อยท้ายที่โด่งดังว่า “plus or minus an ear(บวกหรือลบหนึ่งใบหู)” เพื่อสะท้อนถึงความคลาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์ในสไตล์เด็กเนิร์ด MIT

จากเรื่องตลกสู่มาตรฐานโลก

สิ่งนี้ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็น “ตำนาน” ไม่ใช่แค่การนอนวัดพื้น แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เพราะทุก ๆ ปี รุ่นน้องของสมาคม Lambda Chi Alpha จะออกมา “ทาสีใหม่” บนเครื่องหมาย Smoot บนสะพาน เพื่อรักษาประเพณีนี้ไว้

ตำรวจในพื้นที่ (Cambridge Police) พบว่าเครื่องหมาย Smoot มีประโยชน์มากในการระบุตำแหน่งอุบัติเหตุบนสะพาน แทนที่จะบอกว่า “อยู่กลางสะพาน” พวกเขาสามารถวิทยุบอกได้แม่นยำว่า “อยู่ที่เครื่องหมาย 150 Smoots” เมื่อมีการซ่อมแซมสะพานครั้งใหญ่ในช่วงปี 1980 กรมทางหลวงแมสซาชูเซตส์ถึงขั้น สั่งให้คนงานเว้นระยะห่างของรอยต่อคอนกรีตให้ตรงกับหน่วย Smoot และทาสีเครื่องหมายกลับคืนให้ตามเดิม ปัจจุบัน หน่วย Smoot ถูกบรรจุลงใน Google Maps และ Google Earth รวมถึงมีเครื่องมือแปลงหน่วยวัดสากล (Unit Converter) ของหลาย ๆ สำนักที่ยอมรับหน่วยนี้เคียงคู่กับ เมตร และ ฟุต

บทสรุปของนาย Smoot

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ Oliver Smoot ตัวจริงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นไม้บรรทัดมนุษย์ ในเวลาต่อมาเขากลายเป็นบุคคลสำคัญในวงการมาตรวิทยา (Metrology) โดยได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกัน (ANSI) และยังเป็น ประธานองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) อีกด้วย!

4. ยุคสมัยใหม่และการบันทึกประวัติศาสตร์ (1970 – ปัจจุบัน)

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา การแฮกเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการใช้คอมพิวเตอร์และวัสดุสมัยใหม่ จนในปี 1990 มหาวิทยาลัยได้เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลและจัดตั้ง “IHTFP Hack Gallery” เพื่อบันทึกภาพและประวัติศาสตร์ของการแฮกแต่ละครั้งอย่างเป็นระบบ

[FYI รถตำรวจบนยอดโดม]

ตามข้อความของคุณลุงหมีปุ๊ได้ระบุถึงรถตำรวจบนยอดโดม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1994 ซึ่งเป็นชิ้นงานที่ซับซ้อนที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ถือเป็น “มาสเตอร์พีช” ที่ถูกยกย่องว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์ของ MIT เพราะมันรวมเอาทั้งทักษะวิศวกรรม การวางแผนโลจิสติกส์ และการรักษาความลับขั้นสูงไว้ด้วยกัน

ภารกิจที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้

ในเช้าวันที่ 16 พฤษภาคม 1994 ผู้คนที่เดินผ่านสนามหญ้า Killian Court ต้องขยี้ตาตัวเอง เมื่อพบว่าบนยอดสูงสุดของ Great Dome (ซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 45 เมตร และมีลักษณะโค้งชันจนแทบไม่มีที่ยืน) มีรถตำรวจสายตรวจรุ่น Chevrolet Caprice จอดอยู่อย่างสง่างาม พร้อมเปิดไฟฉุกเฉินสีแดงน้ำเงินกะพริบวิบวับอยู่ด้วย

แฮกเกอร์ไม่ได้แค่เอารถขึ้นไปวางทิ้งไว้ แต่พวกเขาเก็บรายละเอียดจนแนบเนียนถึงขั้นขนลุก มีการทำป้ายทะเบียนหมายเลข “IHTFP(อักษรย่อในตำนานของ MIT-เดี๋ยวเราจะอธิบายทีหลัง)” มีหุ่นจำลองตำรวจนั่งอยู่ในชุดเครื่องแบบเต็มยศ พร้อมถือกล่องโดนัทไว้ในมือ (เป็นการล้อเลียนภาพจำของตำรวจอเมริกัน) มีการวางใบสั่งปลอมไว้ที่หน้ากระจกรถ โดยระบุข้อหาว่า “จอดในที่ห้ามจอดเกินเวลา”

ว่าแต่พวกเขาทำได้อย่างไร? นี่คือส่วนที่ทำให้ชาว MIT ภูมิใจที่สุด เพราะมันไม่ใช่รถยนต์จริง ๆ ทั้งคันที่ถูกยกขึ้นไป แต่เป็นการ “วิศวกรรมย้อนกลับ” กลุ่มแฮกเกอร์ได้ไปหารถรุ่นที่เลิกใช้งานแล้ว จากนั้นตัดแยกชิ้นส่วนออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้สามารถแอบขนผ่านระบบอุโมงค์และทางเดินแคบ ๆ ภายในอาคารขึ้นไปยังดาดฟ้าโดยไม่ถูกจับได้ พวกเขาไม่ได้ใช้เครื่องยนต์จริง เพราะน้ำหนักจะมากเกินไปจนโดมพัง แต่สร้างโครงสร้างไม้และเหล็กน้ำหนักเบาขึ้นมาเป็นแกนกลาง แล้วนำตัวถังรถ กับแผงข้างที่เตรียมไว้มาประกอบครอบลงไป มีการเดินสายไฟจากระบบของอาคารขึ้นไปเชื่อมกับไฟไซเรนบนหลังคารถ เพื่อให้มันกะพริบได้จริงตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมหาวิทยาลัย (MIT Police) มาถึงที่เกิดเหตุ แทนที่จะโกรธเคือง พวกเขาทำสิ่งที่น่ารักมากคือ “การเข้าไปตรวจสอบและให้ใบสั่งจริง ๆ” ก่อนที่จะช่วยกันรื้อถอน โดยกลุ่มแฮกเกอร์ได้ทิ้ง “คู่มือการประกอบและรื้อถอน” ไว้ให้เจ้าหน้าที่อย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าการรื้อรถลงมาจะไม่ทำให้โครงสร้างโดมเสียหาย

ปัจจุบันชิ้นส่วนรถคันนี้ เฉพาะส่วนที่ประกอบใหม่ ถูกเก็บรักษาและนำไปตั้งโชว์ไว้ที่ Stata Center เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงอัจฉริยภาพของรุ่นพี่ในปี 1994

[FYI “IHTFP” รหัสลับในตำนาน]

นี่คือชุดอักษรย่อ 5 ตัวที่เป็นรหัสลับ และหัวใจสำคัญของวัฒนธรรม MIT มานานหลายทศวรรษ ความน่าสนใจของมันคือ หนึ่งคำย่อ แต่มีความหมายหลายหน้า ซึ่งเปลี่ยนไปตามอารมณ์และสถานการณ์ของนักศึกษาในขณะนั้น

ความหมายดั้งเดิม (The Dark Side) ความหมายที่แพร่หลายที่สุด และมักจะเป็นความรู้สึกแรกของนักศึกษาที่ต้องเผชิญกับภาระงานและการสอบที่โหดหินคือ “I Hate This Fucking Place (ฉันเกลียดไอ้สถานที่เฮงซวยนี่ชะมัด)” มันเป็นวิธีระบายเครียดของนักศึกษาที่ต้องเรียนหนักจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เป็นการยอมรับร่วมกันว่า “เรากำลังสู้ชีวิตอยู่ในที่ที่ยากที่สุดในโลก”

ความหมายเชิงบวก (The Bright Side) เมื่อนักศึกษาแฮกได้สำเร็จ หรือในวันที่พวกเขากำลังจะเรียนจบและมองย้อนกลับมาด้วยความภูมิใจ คำย่อเดิมจะถูกตีความใหม่เป็น “I Have Truly Found Paradise (ฉันได้พบสรวงสวรรค์ที่แท้จริงแล้ว)” ซึ่งสะท้อนว่าถึงแม้จะเรียนหนักแค่ไหน แต่นี่คือสถานที่ที่รวมคนเก่งและเพื่อนที่บ้าบิ่นพอจะไปสร้างตำนานร่วมกัน

ความหมายในเชิงพิธีการและแฮก เพื่อให้คำย่อนี้ปรากฏอยู่ในสิ่งพิมพ์ทางการของมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ดูหยาบคาย นักศึกษาจึงมักใช้ความหมายอื่นมาบังหน้า เช่น I Help To Fix Problems: (ฉันช่วยแก้ปัญหา) – สื่อถึงจิตวิญญาณวิศวกร, It’s Hard To Fondle Penguins (มันยากนะที่จะไปลูบเล่นกับนกเพนกวิน) – ความหมายเพี้ยนๆ สไตล์เนิร์ด, Institute Historian T. F. Peterson นี่คือนามปากกาของผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์การแฮกของ MIT (ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นชื่อสมมติที่ใช้คำย่อ IHTFP มาตั้งนั่นเอง) ฯลฯ

ร่องรอยของ IHTFP ในตำนาน คำย่อนี้ปรากฏอยู่แทบทุกที่ในวัฒนธรรม MIT เช่น ใต้ท้องแหวนรุ่น (Brass Rat) แหวนรุ่นของ MIT เกือบทุกปีจะมีการสลักคำว่า IHTFP ไว้ข้างในหรือใต้รูปสัตว์เสมอ, หรือในผลงานแฮกต่าง ๆ ก็มักจะซ่อนรหัสนี้ไว้

มาถึงบรรทัดนี้ไม่รู้จะช้าไปไหมที่เราจะเล่าเล็ก ๆ อย่างที่คุณลุงหมีปุ๊บอกว่านักเรียนที่นี่เป็นเด็กหัวดี แต่เราคงไม่เอ่ยถึงที่มาของสถาบันนี้อะไรมากนัก เราจะเล่าถึงผลงานของที่นี่จะเห็นภาพชัดกว่า และผลงานจากสถาบันแห่งนี้มีหลายอย่างที่ปัจจุบันนี้เราทุกคนต่างใช้กันอยู่ทั่วโลก

เริ่มที่คนเด่นดังชั้นหัวกะทิจาก MIT อาทิ ริชาร์ด ไฟน์แมน นักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้คว้ารางวัลโนเบล มีชื่อเสียงจากงานด้านกลศาสตร์ควอนตัม และมีส่วนร่วมในโครงการแมนฮัตตันโปรเจกต์ที่สร้างระเบิดปรมาณูลูกแรก, บัซ อัลดริน นักบินอวกาศผู้ได้รับปริญญาเอกด้านดาราศาสตร์จาก MIT ปี 1963 และกลายเป็นมนุษย์คนที่สองที่เหยียบดวงจันทร์ในภารกิจ Apollo 11, โคฟี อันนัน นักการทูตเรียนที่ MIT Sloan School of Management และต่อมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติคนที่ 7 ระหว่างปี 1997–2006 และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2001, มาริโอ ดรากี เศรษฐศาสตร์และนักการเมืองชาวอิตาลี เคยเป็นประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระหว่างปี 2011–2019 และต่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลี เขามีชื่อเสียงจากประโยค “whatever it takes ที่ช่วยพยุงเงินยูโรไว้ได้”

โนม ชอมสกี หนึ่งในนักคิดที่สำคัญที่สุดด้านภาษาศาสตร์ และเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองที่มีอิทธิพลสูง เป็นผู้วางทฤษฎี Universal Grammar ที่เปลี่ยนความเข้าใจว่ามนุษย์เรียนรู้ภาษาได้อย่างไร, ซัลมาน ข่าน ผู้ก่อตั้ง Khan Academy แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ฟรีที่มีผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก, อามาร์ โบส วิศวกรผู้ก่อตั้ง Bose Corporation บริษัทที่ปฏิวัติวงการลำโพงและหูฟังตัดเสียงรบกวนยอดฮิตในบ้านเราและทั่วโลก, เบน เบอร์นันกี อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้นำพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี 2022 ดรู ฮูสตัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Dropbox แพลตฟอร์มจัดเก็บไฟล์บนคลาวด์ที่มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคนทั่วโลก, วิลเลียม ช็อกลีย์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากการร่วมพัฒนาทรานซิสเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นในโลก

MIT ผลิตผู้ได้รับรางวัลโนเบลรวมกว่า 100 คน และบริษัทที่ก่อตั้งโดยศิษย์เก่า MIT หากรวมกันเป็น “ประเทศ” จะมี GDP ติดอันดับ 10 ของโลก

Famous MIT Alumni!

MIT มีบทบาทในเทคโนโลยีอวกาศอย่างลึกซึ้งมาก อาทิ ในปี 1961 นาซ่ามอบหมายให้ MIT เป็นผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์นำทางให้ยานอะพอลโลในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ (แทนที่จะเป็น IBM) มันคือระบบนำทางแบบเรียลไทม์ระบบแรกของโลกที่ทำให้มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จและกลับมายังโลกได้อย่างปลอดภัย

นักวิจัยจาก MIT Computer Science and Artificial Intelligence Laboratory, Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics และ MIT Haystack Observatory ร่วมกันพัฒนาอัลกอริทึ่มใหม่ที่ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถประมวลผลภาพหลุมดำได้ โดยเชื่อมข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่กระจายอยู่ทั่วโลก เหมือนกับการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เป็นจานรับสัญญาณขนาดมหึมาดวงเดียว ผู้นำทีมคือ เคธี่ บูแมน ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงนักศึกษาปริญญาเอก MIT

MIT Robotics Lab ออกแบบและพัฒนาแขนกลที่ใช้บนยาน Mars Rover ของ NASA ซึ่งมีความสำคัญในการหยิบจับและวิเคราะห์ตัวอย่างทางธรณีวิทยาจากพื้นผิวดาวอังคาร นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบนำทางอัตโนมัติสำหรับยานอวกาศในสภาพแวดล้อมที่คาดเดาไม่ได้ และกลไกหุ่นยนต์ที่ทนต่ออุณหภูมิสุดขั้วและรังสีในอวกาศ

MIT Media Lab พัฒนาชุดอวกาศ BioSuit ภายใต้การนำของดร.ดาวา นิวแมน ซึ่งใช้หลักกลศาสตร์ต้านทานแรงดัน ด้วยวัสดุยืดหยุ่นที่ผ่านการปรับเทียบอย่างแม่นยำเพื่อรักษาความดันคงที่ต่อร่างกายนักบินอวกาศ ลดน้ำหนักลงประมาณ 60% เมื่อเทียบกับชุดแบบเดิม พร้อมเซนเซอร์ชีวภาพที่ตรวจสอบสัญญาณชีพและสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ใช้กันนอกโลก MIT ยังมีส่วนเกี่ยวข้องในนวัตกรรมต่าง ๆ ในโลกที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกจนทุกวันนี้ อาทิ

อินเทอร์เน็ตและเครือข่าย นักวิจัย MIT ช่วยวางรากฐานของอินเทอร์เน็ตผ่านโครงการ ARPANET ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 โดยพัฒนาระบบ packet-switching และโปรโตคอลเครือข่าย และต่อมา ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี นักวิจัยอาวุโสของ MIT ได้สร้าง World Wide Web ขึ้นในปี 1991

GPS อีแวน เก็ตติ้ง วิศวกรและนักฟิสิกส์ที่สำเร็จการศึกษาจาก MIT ได้รับเครดิตในการพัฒนาระบบ GPS (Global Positioning System) ที่ทุกคนใช้นำทางกันบนมือถือทุกวันนี้

การเข้ารหัสข้อมูล (RSA Encryption) ระบบเข้ารหัส RSA คิดค้นโดย โรนัลด์ ไรเวสต์, อดิ ชาเมอร์, ลีโอนาร์ด เอเดิลแมน จาก MIT ซึ่งใช้ทฤษฎีจำนวนเฉพาะในการออกแบบระบบที่ใครก็ส่งข้อความเข้ารหัสได้ แต่มีเพียงผู้รับเท่านั้นที่ถอดรหัสได้ อันเป็นรากฐานของความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตทั้งหมด

Logic ดิจิทัล (รากฐานของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง) เคลาด์ แชนนอน เขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทที่ MIT ในปี 1937 ว่าด้วย Digital Logic ซึ่งถือเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทที่สำคัญที่สุดตลอดกาล

CRISPR-Cas9 (การตัดต่อพันธุกรรม) ดร,เฟง จาง และทีมของเขาที่ MIT ได้พัฒนาเครื่องมือตัดต่อยีน CRISPR-Cas9 ซึ่งช่วยให้สามารถแก้ไข DNA ได้อย่างแม่นยำ เป็นการปฏิวัติวงการพันธุศาสตร์ เปิดทางสู่การรักษาโรคทางพันธุกรรม พืชที่ต้านทานโรค และการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพแขนงใหม่

WiFi และ Bluetooth (มาจากงานวิจัยคลื่นวิทยุความถี่สูงระยะสั้น), มอเตอร์ไฟฟ้า, เรดาร์, เลเซอร์, กล้องดิจิทัล, Akamai (CDN ที่ส่งข้อมูล 30% ของอินเทอร์เน็ตโลก) เหล่านี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของผลงานเด็กหัวดีจาก MIT

วกกลับมาที่ MIT แฮก ประเพณีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมา มากกว่า 70 ปี (ถ้านับจากนิยามคำว่า Hack) หรือ กว่า 150 ปี (ถ้านับจากจิตวิญญาณการรับน้องแบบนักศึกษาหัวดีที่นี่) จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของโลกนวัตกรรม

นิยามและปรัชญาเบื้องหลัง แฮกเกอร์ในฐานะศิลปินแนวปฏิวัติเทคโนโลยี

วัฒนธรรมการแฮกของ MIT ไม่ใช่การกลั่นแกล้งอย่างไร้หัวคิด หรือการทำลายทรัพย์สินเพื่อความสะใจ แต่ถูกยกย่องให้เป็นเสมือน “ศิลปะแบบกองโจร” (Guerrilla Art) ที่ผสมผสานเทคโนโลยีอันซับซ้อนเข้ากับอารมณ์ขัน นักข่าวชื่อดัง สตีเวน เลวี เคยบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ว่า ‘รากเหง้าของคำว่าแฮกเกอร์นั้นแท้จริงแล้วสืบทอดมาจากประเพณีการแกล้งกันที่ชาญฉลาดและงดงามเหล่านี้ ซึ่งเกิดขึ้นตรงจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ กับศิลปะที่มีอิสระผู้ที่ลงมือทำจะถูกเรียกว่า “แฮกเกอร์” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่รวมกลุ่มกันอย่างลับ ๆ พวกเขาไม่ได้หิวแสงหรือแสวงชื่อเสียงส่วนตัว เนื่องจากหนึ่งในกฎเหล็กของการแฮกคือ “การปกปิดตัวตนอย่างสมบูรณ์” สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการได้รับการยอมรับในฐานะกลุ่มบุคคลที่สามารถเอาชนะความท้าทายทางวิศวกรรมที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้’

การแฮกที่ประสบความสำเร็จจะต้องสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า “Meticulous Planning” หรือการวางแผนที่ละเอียดยิบย่อย ตั้งแต่การคำนวณโครงสร้างทางวิศวกรรม การประเมินแรงลม การหลบหลีกระบบรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการขนย้ายวัสดุขนาดใหญ่ขึ้นสู่ยอดอาคารสูงโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็นเมื่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอารมณ์ขัน บรรจบกันในฐานะวัฒนธรรมย่อยที่อัจฉริยะที่สุดในโลก

จรรยาบรรณแห่งแฮกเกอร์ (The Hacker Ethics): กฎเหล็กที่ไม่มีใครเขียนไว้

แม้ว่าการแฮกจะดูเหมือนการละเมิดกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่เป็นเกราะกำบังให้วัฒนธรรมนี้ยังคงได้รับการยอมรับและยกย่องจากทั้งคณาจารย์ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็คือ “จรรยาบรรณและจริยธรรมกำรแฮกที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร” ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่สืบทอดต่อกันมาอย่างเคร่งครัด กลุ่มแฮกเกอร์จะยึดหลักเกณฑ์ความปลอดภัยและจริยธรรมเป็นที่ตั้ง โดยสรุปกฎเหล็กหลัก ๆ ได้ดังนี้

หลักจรรยาบรรณการแฮกแห่ง MIT (The Unofficial Hacker Code) 1.จงแนบเนียน (Be subtle): อย่าทิ้งหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่าคุณเคยอยู่ตรงนั้น หรือกระบวนการติดตั้งทำอย่างไร ให้ผลงานปรากฏขึ้นมาประหนึ่งปาฏิหาริย์ในชั่วข้ามคืน 2.รักษาสภาพแวดล้อม (Leave things as you found them): ต้องทิ้งสถานที่ไว้ในสภาพเดิมหรือดีกว่าเดิมหลังจากติดตั้งเสร็จสิ้น 3.ห้ามสร้างความเสียหายถาวร (Leave no permanent damage): ห้ามเจาะ ทุบ ทาสีทับ หรือทำให้โครงสร้างสถาปัตยกรรมและทรัพย์สินใด ๆ เสียหายอย่างเด็ดขาด ทั้งในระหว่างการวางแผนและการติดตั้ง

4.ห้ามลักขโมย (Don’t steal anything): หากจำเป็นต้อง “หยิบยืม” สิ่งของมาใช้ในการแฮก จะต้องนำไปคืนที่เดิมในสภาพเดิมทุกประการ และอาจทิ้งโน้ตบอกเวลาคืนไว้ด้วย 5.การใช้กำลังบังคับคือความล้มเหลว (Brute force is the last resort of the incompetent): การแฮกที่ดีต้องใช้สมอง ไหวพริบ และการแก้ปัญหาทางเทคนิค ไม่ใช่การพังประตูหรือตัดโซ่ตรวน 6.จงอย่าแฮกคนเดียว (Never hack alone): เพื่อความปลอดภัยในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และเพื่อเป็นพยานในการดูแลซึ่งกันและกัน 7.เหนือสิ่งอื่นใด จงใช้สามัญสำนึก (Above all, exercise common sense): คิดถึงความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์และความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นอันดับแรกเสมอ

จากกฎเหล็กเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของการแฮกคือการสร้างความบันเทิงและความทึ่ง ไม่ใช่ความขัดแย้ง หลายครั้งเมื่อแฮกเกอร์ติดตั้งอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนบนยอดตึกสูง พวกเขามักจะทิ้งซองจดหมายที่จ่าหน้าถึง “แผนกซ่อมบำรุงและจัดการอาคาร” ไว้ข้าง ๆ ภายในซองจะมีพิมพ์เขียว คู่มือการประกอบ และคำแนะนำอย่างละเอียดในการ “รื้อถอน” อุปกรณ์เหล่านั้นออกอย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้องเสี่ยงอันตรายหรือความยากลำบากในการถอดถอน ความใส่ใจและเคารพซึ่งกันและกันนี้เองที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแฮกเกอร์และมหาวิทยาลัยเป็นไปในลักษณะ “ทีใครทีมัน” แต่เต็มไปด้วยความนับถือ

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของการแฮก: มหากาพย์แห่ง “Great Dome”

หากจะพูดถึงพื้นที่ที่เป็นสมรภูมิหลักและเป็น “ผืนผ้าใบ” ที่โปรดปรานที่สุดของเหล่าแฮกเกอร์ คงหนีไม่พ้น Great Dome (อำคำรหมำยเลข 10) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกอันเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของ MIT โดมคอนกรีตทรงกลมขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือสนามหญ้าคิลเลียนคอร์ท ท้าทายความสามารถของนักศึกษามาทุกยุคทุกสมัย เนื่องจากมีความสูง ชัน และเข้าถึงได้ยากยิ่ง การนำสิ่งใดก็ตามขึ้นไปตั้งไว้บนจุดสูงสุดของโดมจึงถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของกลุ่มแฮกเกอร์

ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ยอดโดมใหญ่แห่งนี้ถูกดัดแปลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดนอกจากกรณีรถตำรวจบนยอดโดมแล้ว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามีเหตุการณ์แฮกครั้งสำคัญที่ได้รับการบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุของ MIT Museum และระบบ Hack Gallery (IHTFP) ซึ่งแต่ละครั้งล้วนแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด อาทิ

1982 ลูกโป่งยักษ์กลางเกม Harvard-Yale สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระหว่างเกมฟุตบอลประเพณี ลูกโป่งวัดสภาพอากาศสีดำขนาดใหญ่ที่มีตัวอักษร “MIT” พ่นอยู่รอบ ๆ ได้โผล่ขึ้นมาจากใต้พื้นสนามหญ้าตรงเส้น 50 หลาและระเบิดออก แฮกเกอร์ฝังระบบปั๊มสุญญากาศไฮดรอลิกไว้ใต้ดินล่วงหน้าหลายวัน

1999 เปลี่ยน Great Dome เป็น R2-D2 เฉลิมฉลองการฉายภาพยนตร์ Star Wars: Episode I แฮกเกอร์ใช้ผ้าใบและวัสดุน้ำหนักเบาที่ตัดเย็บอย่างประณีต ครอบส่วนยอดของโดมทั้งหมด แปลงให้กลายเป็นหุ่นยนต์ R2-D2 ขนาดมหึมาได้อย่างแนบเนียน

2006 การโจรกรรมปืนใหญ่ Caltech จากฝั่งตะวันตกสู่ฝั่ง ตะวันออก แฮกเกอร์ MIT ปลอมตัวเป็นบริษัทขนย้าย หลอกเจ้าหน้าที่ของสถาบัน Caltech (คู่ปรับตลอดกาลของ MIT) แล้วขนย้ายปืนใหญ่โบราณน้ำหนัก 1.7 ตัน ข้ามทวีปมาตั้งแสดงที่สนามหญ้า MIT พร้อมสวมแหวนรุ่นทองเหลืองยักษ์ที่ปากกระบอกปืน

2012 เกม Tetris ขนาดมหึมาบนตึกสูงอาคาร Green Building ถูกเปลี่ยนหน้าต่างกระจกของตึกคณะวิทยาศาสตร์ โลกและดาวเคราะห์ให้กลายเป็นหน้าจอเกม Tetris สีสันสดใส โดยผู้เล่นด้านล่างสามารถควบคุมบล็อกผ่านแผงควบคุมไร้สาย ถือเป็นการผสมผสานวิศวกรรมไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ขั้นสูง

2019 โล่กัปตันอเมริกาไว้อาลัย Endgame ยอดอาคาร Great Dome เพื่อต้อนรับการฉายภาพยนตร์ Avengers: Endgame แฮกเกอร์ได้เปลี่ยนยอดโดมใหญ่ให้กลายเป็นโล่ลายดาวของกัปตันอเมริกา เพื่อเป็นการยกย่องการปิดตำนานของตัวละครดังกล่าว สร้างความตื่นตาให้แก่ผู้คนทั่วโลกโซเชียลมีเดีย

ความสำคัญทางวัฒนธรรม การยอมรับ และมรดกตกทอด

อะไรคือสิ่งที่ทำให้การแฮกที่ MIT แตกต่างจากการกลั่นแกล้งในมหาวิทยาลัยอื่น? คำตอบอยู่ที่ “ทัศนคติของสถาบัน”

ในช่วงแรกเริ่มฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยอาจมองสิ่งเหล่านี้ด้วยความกังวลในเรื่องความปลอดภัยทางกายภาพและกฎหมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป มหาวิทยาลัยพบว่าการแฮกเป็นช่องทางปล่อยพลังงานความเครียดที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับนักศึกษาที่ต้องเรียนในหลักสูตรที่ขึ้นชื่อว่ายากและกดดันที่สุดในโลก วัฒนธรรมนี้ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดนอกกรอบ การทำงานเป็นทีมเวิร์กภายใต้สภาวะกดดัน และการฝึกฝนทักษะเชิงช่างในโลกแห่งความเป็นจริง

มหาวิทยาลัย MIT ถึงขั้นจัดสรรพื้นที่ถาวรภายใน MIT Museum เพื่อเปิด “Hall of Hacks” สำหรับจัดแสดงชิ้นงานแฮกในอดีต ภาพถ่าย และสิ่งประดิษฐ์จำลองเพื่อให้สาธารณชนได้เข้าชม แม้ว่าส่วนจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หลักจะปิดตัวลงในปี 2001 เพื่อปรับปรุงพื้นที่ แต่ในปัจจุบันนิทรรศการแฮกเหล่านี้ได้ถูกย้ายมาจัดแสดงแบบกึ่งถาวรที่ชั้นล่างของอาคารหน้าตาสุดประหลาดล้ำ Stata Center (อาคาร Ray and Maria Stata) ที่ออกแบบโดย แฟรงก์ เกห์รี ผู้เยี่ยมชมสามารถเดินชมชิ้นส่วนซากรถตำรวจ ซากปืนใหญ่จำลอง และนิทรรศการประวัติศาสตร์ IHTFP ได้ในเวลาทำการ

วัฒนธรรม “Hacks” แห่ง MIT สะท้อนให้เห็นว่า อัจฉริยภาพที่ปราศจากอารมณ์ขันและจินตนาการก็อาจเป็นเพียงฟันเฟืองที่แห้งแล้งในระบบอุตสาหกรรม การแฮกเตือนใจให้ชุมชนวิชาการระลึกอยู่เสมอว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องของการท่องจำสูตรหรือการนั่งหน้าจอดำค่ำมืดเพื่อทำข้อสอบให้ได้คะแนนเต็มเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการทดลองความกล้าที่จะท้าทายขอบเขตของความเป็นไปได้ และการแบ่งปันความสุขให้แก่สังคมรอบข้าง

เมื่อเรามองดูหุ่นยนต์ R2-D2 บนยอดโดมใหญ่ หรือมองดูเส้นสีหน่วย Smoot บนสะพานข้ามแม่น้ำชาร์ลส์ สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องตลกของเด็กมหาวิทยาลัย แต่เรากำลังมองดูจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ไม่มีขีดจำกัด จิตวิญญาณที่บอกเราว่า “ถ้าคุณมีความรู้และทีมงานที่ดีพอ ไม่มีกำแพงไหนหนาเกินไป ไม่มีโดมไหนสูงเกินไป และไม่มีปัญหาทางวิศวกรรมใดในโลกที่มนุษย์จะแฮกไม่ได้”