1721955
กลายเป็นข่าวดังที่สื่อทุกหัวระแหงต่างตีข่าวนี้ เมื่อจู่ ๆ มีประติมากรรมปริศนาผุดขึ้นกลางกรุงลอนดอน เพียงชั่วข้ามคืนมันก็ไปยืนตระหง่านอยู่ในช่วงเช้ามืดของวันพุธที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ณ วอเตอร์ลูเพลซ ย่านเซนต์เจมส์ ซึ่งปรากฎลายเซ็นจารึกที่ฐาน และผ่านวิดีโอยืนยันบนอินสตาแกรมว่าเป็นผลงานของ Banksy
ผลงานประติมากรรมสาธารณะชิ้นล่าสุดนี้มีชื่อว่า “Anonymous Flag-Bearer (ผู้ชูธงนิรนาม)” ด้วยวัสดุบรอนซ์หล่อ เคลือบผิวจำลองสนิมแบบโบราณ ทั่วทั้งโลกต่างตื่นตะลึงกับการเผชิญหน้าผลงานศิลปะของศิลปินนักสร้างสรรค์ผู้ขึ้นชื่อว่าลึกลับและทรงอิทธิพลที่สุดในโลกศิลปะร่วมสมัย
ผลงานนี้มีลักษณะเป็นชายถือธง ซึ่งธงนั้นใหญ่ปลิวพาดมาปิดหน้าของชายคนนี้ที่มีลักษณะก้าวเดิน ในท่าที่เหมือนกำลังจะก้าวลง หรือก้าวออกจากฐานที่ตั้ง “ผู้ถือธงนิรนาม” นี้เป็นการแทรกแซง ฉกฉวย และช่วงชิงพื้นที่สาธารณะครั้งสำคัญได้สำเร็จอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่เล่นใหญ่ใจกลางเมืองจนกลายเป็นข่าวไวรัลดังไปทั่วโลก
มันไม่ใช่ภาพกราฟิตี้พ่นกำแพง หรือสเตนซิลบนผนังอย่างที่ผ่าน ๆ มา แต่คราวนี้เป็นบรอนซ์ขนาดเต็มตัวที่สร้างอย่างปราณีตด้วยวัสดุที่แข็งแรงสมจริงจนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผลงานจากทางการ แต่ความจริงมันถูกแอบติดตั้งอย่างกองโจร ท้าทายอำนาจด้วยบริเวณพื้นที่เดียวกันนั้นมีทั้งอนุสรณ์สถานของวีรบุรุษชาติและราชวงศ์ที่ตั้งมาก่อนนานเป็นศตวรรษ
แน่นอนว่า Banksy ไม่เคยอธิบายผลงานของตัวเอง อาจจะมีบ้างที่เขาออกแถลงการณ์ แต่เขาไม่เคยมานั่งอธิบายว่าผลงานของเขาต้องการจะสื่อถึงอะไร ดังนั้นสิ่งแรกเลยที่เป็นปัญหาใหญ่ และน่าจะนำไปสู่ความหมาย คือ พื้นที่ตั้งของมัน คืออะไร ตั้งอยู่ตรงนั้นเพื่อต้องการจะสื่ออะไร
วอเตอร์ลูเพลซ
เป็นถนนสายสั้น ๆ แต่มีความกว้างขวางในย่านเซนต์เจมส์ เขตซิตี้ออฟแมนเชสเตอร์ โดยถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นลานกว้าง ที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดระเบียบผังเมืองลอนดอนโดยสถาปนิก จอห์น นาช เมื่อปี 1814 เพื่อสร้างให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งหรูหราบริเวณหน้า คาร์ลตันเฮาส์ (พระราชฐานในลอนดอนของเจ้าชายผู้สำเร็จราชการ หรือ Prince Regent ในขณะนั้น)
การก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 1815 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่กองทัพอังกฤษได้รับชัยชนะใน ยุทธการที่วอเตอร์ลู (Battle of Waterloo) จึงมีการตั้งชื่อถนนเพื่อเป็นเกียรติแก่ชัยชนะครั้งนั้น สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของบ้านพักผู้มีอันจะกินและชนชั้นสูง เนื่องจากอยู่ใกล้กับ คาร์ลตันเฮาส์ ต่อมาเมื่อมีการรื้อถอนคาร์ลตันเฮาส์ออกไป พื้นที่บริเวณนี้จึงกลายเป็นที่ตั้งของคลับสุภาพบุรุษชื่อดังอย่าง อะเธเนียมคลับ (Athenaeum Club) และ สโมสรรวมเหล่าทัพ (United Service Club)
อะเธเนียมคลับ ก่อตั้งขึ้นในปี 1824 สำหรับผู้ที่มีความโดดเด่นด้าน สติปัญญา ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ มากกว่าทางสายทหารหรือการเมือง สโมสรแห่งนี้เป็นศูนย์รวมอัจฉริยะ สมาชิกของที่นี่คือ “ครีม” ของวงการวิชาการ เช่น ชาร์ลส ดาร์วิน, ชาร์ลส ดิคเคนส์, วินสตัน เชอร์ชิลล์ และผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลจำนวนมาก
โดดเด่นด้วยรูปปั้นเทพีอาธีน่าสีทองขนาดใหญ่บนหลังคาทางเข้า และแถบภาพแกะสลักแบบกรีก (Frieze) ที่เลียนแบบมาจากวิหารพาร์เธนอน มีห้องสมุดที่ถือว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาคลับทั้งหมดของลอนดอน
ส่วน สโมสรรวมเหล่าทัพ ก่อตั้งขึ้นในปี 1815 (ปีเดียวกับยุทธการที่วอเตอร์ลู) เพื่อเป็นสถานที่พบปะของ นายทหารระดับสัญญาบัตร จากทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ เป็นคลับที่ทรงอิทธิพลที่สุดสำหรับเหล่านายทหารระดับสูงในยุคจักรวรรดิอังกฤษ มีสมาชิกชื่อดังอย่าง ดยุค แห่ง เวลลิงตัน (ยอดนายพลผู้พิชิตนโปเลียน)
ตัวอาคารตั้งอยู่ตรงข้ามกับ อะเธเนียมคลับ อย่างสมมาตร เพื่อสร้างความสง่างามให้กับ วอเตอร์ลูเพลซ (ปัจจุบันอาคารนี้เป็นที่ทำการของ Institute of Directors หรือ IoD-สถบันพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กร) ในอดีตมีกฎเกณฑ์และการคัดเลือกสมาชิกที่เข้มงวดมาก สะท้อนถึงชนชั้นทางสังคมและอำนาจทหารของอังกฤษในยุคนั้น
การที่คลับทั้งสองตั้งอยู่ตรงข้ามกันที่ Waterloo Place เป็นการแสดงนัยยะถึงการรวมกันของ “ปัญญา” (Brains) และ “พละกำลัง” (Brawn) ที่ค้ำจุนประเทศอังกฤษในสมัยนั้น
Waterloo Place เป็นพื้นที่รวบรวมอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญมากมาย ทั้งเชื้อพระวงศ์ นักสำรวจ และวีรบุรุษสงคราม อาทิ
Duke of York Column: เสาสูง 37 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศใต้ เพื่อระลึกถึงเจ้าชายเฟรเดอริก ดุ๊กแห่งยอร์กและออลบานี
Guards Crimean War Memorial: อนุสรณ์สถานสงครามไครเมีย ตั้งอยู่ตรงกลางลาน
Florence Nightingale: รูปปั้นของ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล “สุภาพสตรีแห่งดวงประทีป” ผู้บุกเบิกการพยาบาลสมัยใหม่
Sir John Franklin & Captain Robert Falcon Scott: รูปปั้นของนักสำรวจขั้วโลกผู้โด่งดัง
King Edward VII: รูปปั้นทรงม้าของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางลาน
Sir Keith Park: อนุสาวรีย์ล่าสุด (ติดตั้งปี 2010) เพื่อระลึกถึงผู้บัญชาการทางอากาศในช่วงสงคราม Battle of Britain
ท่ามกลางบุคคลสำคัญสูงส่งและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ “Anonymous Flag-Bearer” กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่กลมกลืน และสร้างความขัดแย้งในเวลาเดียวกัน ร่วมอยู่บนพื้นที่เดียวกัน ในแง่หนึ่งประติมากรรมบรอนซ์บนฐานหินของ Banksy มีรูปแบบภายนอกที่ใช้วัสดุคล้ายคลึงกับอนุสรณ์สถานอื่น ๆ โดยรอบ แต่ในแง่เนื้อหา มันเป็นสิ่งตรงข้ามโดยสิ้นเชิง ทุกอนุสรณ์สถานรอบข้างยกย่องบุคคลที่มีชื่อ มีใบหน้า มีตัวตนชัดเจน ในขณะที่ผลงานของ Banksy เชิดชูสิ่งที่ตรงกันข้าม
ประติมากรรมนี้แสดถึงความไม่มีตัวตน ความไม่มีชื่อ และการถูกปกคลุมด้วยสัญลักษณ์ มันคืองานศิลปะที่ปลอมตัวเป็นอนุสาวรีย์ที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างละเอียดประณีต ผิวสัมผัสของประติมากรรมได้รับการเคลือบจนเป็นสีดำทะมึนพร้อมริ้วของสนิมเขียวและน้ำตาล จำลองพื้นผิวของประติมากรรมบรอนซ์ในศตวรรษที่ 19 ที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน มันคือกลยุทธ์ “พรางตัว” ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม จนผู้สัญจรผ่านไปมาจำนวนมากอาจไม่ทันสังเกต คิดว่ามันตั้งอยู่ที่นั่นมานานแล้ว หรืออาจเข้าใจผิดว่ามันได้รับอนุมัติตามกฎหมาย
แม้จะเล่นใหญ่ แต่ผลงานนี้ไม่กรีดร้องเรียกความสนใจ แค่กระซิบถึงการมีตัวตนของมัน แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อมส่งพลังอันน่าสะพรึง ไม่ได้มาอย่างผู้บุกรุก แต่เพิ่งจะถูกจัดวาง จัดฉากให้ดูเหมือนกับอยู่ที่นั่นอยู่แล้วมาตลอด มีรูปลักษณ์เป็นชายในชุดสูทธุรกิจกำลังก้าวออกมาจากฐาน เหมือนกับว่ากำลังลงจากแท่น ในมือของเขาถือธงผืนใหญ่ที่พลิ้วไหวและพลิกทบมาปิดใบหน้าของเขาทั้งหมด แต่ธงนั้นไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ไม่มีลวดลาย ไม่มีสี ไม่มีตราสัญลักษณ์ของชาติใด มันเป็นเพียง “ธง” ในแบบที่เป็นนามธรรมที่สุด เป็น “สัญลักษณ์ของสัญลักษณ์” ที่ว่างเปล่าและเปิดกว้างพร้อมยอมรับการตีความจากทุกทิศทาง
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ให้ความเห็นว่า ‘ธงอยู่ในฐานะผ้าคลุมหน้า หัวใจของประติมากรรมชิ้นนี้คือความขัดแย้งระหว่างสองสิ่ง การเคลื่อนไหวและการถูกทำให้มองไม่เห็น ชายในชุดสูทกำลังเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น แต่เขามองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้า เพราะธงที่เขาแบกรับอยู่นั้นบดบังการมองเห็นของเขาเอง มันคือ “blind patriotism (ลัทธิรักชาติอย่างมืดบอด)” การที่ผู้คนยึดมั่นในสัญลักษณ์ของชาติโดยสิ้นเชิง จนสูญเสียความสามารถในการมองเห็นความเป็นจริงรอบข้าง’
ขณะที่ urdesignmag อธิบายว่า ‘แต่การตีความไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะ Banksy ออกแบบประติมากรรมนี้ให้รองรับความหมายได้หลายชั้น ในชั้นแรก: ธงในฐานะม่านปิดตา ธงควรจะเป็นสัญลักษณ์ที่ควรจะนำทาง กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้มืดบอด มองไม่เห็นทัศนวิสัย ในชั้นที่สอง: ธงในฐานะผ้าคลุมหน้า อัตลักษณ์ของผู้ชูธงถูกกลบลบหายไป เหลือเพียงสัญลักษณ์ที่ไม่มีเจ้าของ ในชั้นที่สาม: ชายในชุดสูทในฐานะนักการเมือง ผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ ดาวนิงสตรีท แห่งนี้ กำลังก้าวไปข้างหน้าโดยไม่เห็นทางออก’
ยูโรนิวส์ให้ความเห็นว่า “ในบริบทของ Waterloo Place ที่แวดล้อมด้วยรูปปั้นของบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ระบุ ชื่อได้อย่างชัดเจน ประติมากรรมของ Banksy สร้างความขัดแย้งอีกชั้นหนึ่ง อนุสรณ์สถานดั้งเดิมยกย่องผู้มีชื่อเสียง ผู้มีอำนาจ ผู้ทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึก แต่ “Anonymous Flag-Bearer” ยกย่องการไม่มีชื่อ ไม่มีอำนาจ และไม่มีตัวตนที่สังคมยอมรับ มันเป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อทุกคนและไม่มีใช่ใครเลยในเวลาเดียวกัน”
เมื่อภาพของประติมากรรมแพร่กระจายออกไป ปฏิกิริยาที่ได้รับมามีหลากหลายมิติ ผู้ชมออนไลน์จำนวนมากต่างโพสต์ความคิดเห็นของตนผ่านโลกโซเชียล บางคนมองว่ามันเป็น “คำเตือนที่ดี” ต่อลัทธิชาตินิยมที่กำลังเติบโตในหลายประเทศ บางคนอ่านมันในฐานะ “เสาหลักแห่งชุมชน” ตัวแทนของคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ และหลายคนหวังว่าประติมากรรมนี้จะได้รับอนุญาตให้อยู่ที่ Waterloo Place อย่างถาวร
ในแง่ของโลกศิลปะ “Anonymous Flag-Bearer” ถูกพูดถึงในบริบทที่กว้างกว่าผลงานชิ้นเดียว นักวิจารณ์หลายคนชี้ให้เห็นว่านี่คือการสานต่อประวัติศาสตร์ยาวนานของการแทรกแซงพื้นที่สาธารณะของ Banksy ตั้งแต่ “The Drinker” ในปี 2004 ซึ่งเป็น รูปปั้นบรอนซ์เปลือยสวมกรวยจราจรที่ปรากฏตัวใน West End ลอนดอน
จนถึงผลงานในยุคหลังที่มุ่งเป้าไปที่ประเด็นการเมืองระดับโลก เช่น ความขัดแย้ง ปาเลสไตน์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบกักขังผู้อพยพ น่าสังเกตว่าช่วงเวลาที่ผลงานนี้ปรากฏตัวนั้นสอดคล้องกับบริบทสำคัญ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับกระแสลัทธิชาตินิยมที่เพิ่มสูงขึ้น การเมืองแบบ “ชาติต้องมาก่อน Nation First / My Country First (ผลประโยชน์ของชาติตัวเองต้องมาก่อนทุกสิ่ง)” กำลังท้าทายระเบียบโลกหลายด้าน
สัญลักษณ์ธงชาติถูกนำมาใช้ในบริบทของการแบ่งแยก มากกว่าการรวมกัน ในบริบทนี้ ภาพของชายที่ถูกธงปิดตาขณะเดินหน้าอย่างมั่นใจ กลายเป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่ตรงไปตรงมาอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
ไม่มีผลงานใดของ Banksy ที่แยกออกจากตัวตนของศิลปินได้อย่างสิ้นเชิง และ “Anonymous Flag-Bearer” ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา Banksy สร้างอาชีพและมรดกอันยิ่งใหญ่จากการรักษาความลึกลับของตัวตน ไม่มีใครรู้อย่างเป็นทางการว่า Banksy คือใคร (แม้จะมีการคาดเดาอย่างกว้างขวางว่าคือ โรบิน กันนิงแฮม ชาวบริสตอล) ความลึกลับนี้ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์การตลาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของสารที่ศิลปินต้องการสื่อ ในโลกที่ให้ความสำคัญกับการมีชื่อ มีหน้า และมีแบรนด์ส่วนตัว Banksy เลือกการเป็น “ใครก็ได้”
โรบิน กันนิงแฮม ผู้ถูกต้องสงสัยว่าน่าจะเป็น Banksy
ดังนั้น “Anonymous Flag-Bearer” จึงมีมิติเพิ่มเติมอีกชั้น มันพูดถึงการนิรนามของ Banksy เองในฐานะศิลปิน เมื่อ Banksy สร้างรูปปั้นของชายที่ถูกปกคลุมใบหน้า ด้วยธง เขากำลังทำสิ่งที่เขาทำกับตัวเองมาตลอด นั่นคือการปล่อยให้สัญลักษณ์ (งานศิลปะ) พูดแทนตัวตน ในขณะที่ตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกซ่อนซุกเอาไว้
ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นทั้งคำถามและคำตอบในเวลาเดียวกัน ว่าใครคือคนที่ยืนอยู่ที่ Waterloo Place? ใครคือชายในชุดสูทที่ถูกธงปิดหน้า? เขาคือนักการเมือง? คือประชาชน? คือนักชาตินิยม? หรือคือ Banksy เอง? และคำตอบที่ดีที่สุดคือ เขาคือทุกคนในเวลาเดียวกัน นั่นคือพลังของการนิรนามในฐานะกลยุทธ์ทางศิลปะ


